ยาก

กุมภาพันธ์ 17, 2010

ทั้งชีวิตดูหนังมาแค่ 6 เรื่อง

1. เรื่องธรรมชาติ (ระเบียบ)

2. เรื่องตัวเองกับธรรมชาติ (กูกับระเบียบ)

3. เรื่องคนอื่นกับธรรมชาติ (มึงและพวกมึงกับระเบียบ)

4. เรื่องตัวเองกับคนอื่น (กูกับมึงและพวกมึง)

5. เรื่องตัวเองกับตัวเอง (กูกับตัวกู)

6. เรื่องฝัน (ไร้ระเบียบ)

ใครดูแล้วคงชอบเรื่องไม่เหมือนกัน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ดีจัง

กุมภาพันธ์ 11, 2010

ช่วงหลังปีใหม่ไม่นาน พอจะว่างอยู่นิดหน่อยเลยแวบไปดูหนังเรื่อง Brothers ของ Jim Sheridan ในโรงใกล้บ้านด้วยกลัวว่ามันจะอยู่ไม่ทน เข้าไปดูรอบบ่ายต้นๆ ทั้งหมดมีอยู่สามสี่คนได้ ทำให้แอร์ที่เปิดไว้เย็นกว่าปกติ …ตัวหนังหนักเอาการ จังหวะหนังก็คาดคั้นคนดูไม่ใช่เล่นๆ ทั้งๆที่เป็นดรามาติกไม่ใช่แอ็คชั่น แต่ไหงกลับทำเอาเราใจสั่น พลุ่งพล่านตลอดเวลา คงเป็นด้วยการร้อยเรียงทั้งภาพและเสียงสร้างแรงโน้มถ่วงแบบใหม่ขึ้นมา (แต่ถ้าแฟนหนังน้าจิมรับรองโดนสนิท) เก่งจริงๆ …ยังคิดถึงอยู่ทุกวันนี้เลย นักแสดงหลักทั้งสามคนในบทคนจิตใจไม่สมประกอบก็โชว์ฝีมือรับส่งกันเต็มที่  ไม่มาขโมยซีนกันให้เมื่อย ดูแล้วเอาใจช่วยทุกคนตลอดเรื่อง ประทับใจมั่กๆ

วันถัดมาเอาเม้าส์เจ้ากรรมที่กระโดดไปกระโดดมาไปซ่อมที่ตึกฟอร์จูน ระหว่างรอตรวจเบื้องต้นเลยไปเดินวนๆดูเทคโนโลยีทั่วไป แต่แล้วขาก็พากายเข้าไปในร้านขายหนังแผ่นเจ้าประจำตั้งแต่เมื่อไหร่จำไม่ได้ มารู้ตัวอีกทีกำลังคุยสัพเพเหระกับเจ้าของร้านร่างท้วมใส่แว่น ที่ชอบพูดจาแซวลูกน้องเบาๆ ยิ้มแย้มตลอดเวลา อีกไม่นานนักก็ส่งกระดาษแผ่นจิ๋วมีรายชื่อเป็นสิบเรื่องให้ตาแว่นนี่ ระหว่างรอหนัง ก็เดินกลับไปดูเม้าส์อีกที ก็ได้คำตอบว่าให้ทิ้งเอาไว้ตรวจให้ถ้วนทั่วอีกหนึ่งอาทิตย์ ค่อยมารับและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โอ๊ย…ทำไม่จะไม่เสียไอ้น้องเอ๋ย มาทีไรพี่โดนค่าหนังแผ่นอย่างน้องสามเรื่องทุกที คราวนี้นี่เป็นสิบ เอาเป็นว่าคราวหน้ามาแล้วต้องเสร็จนะ ไม่ใช่มาแล้วไม่เสร็จ เสียเงินค่าซื้อหนังหลายรอบ …จะดูไม่ทันเอา เจรจาเสร็จ เดินไปจ่ายตังค์ รับหนัง พุ่งกลับบ้านทันที

ไม่รอช้าหยอดแผ่นหนังเรื่อง Hakase No Aishita Sushiki – ด็อกเตอร์กับรูท และสูตรรักของเขา หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนมีปมสามคนกับเด็กน้อยอีกหนึ่งที่มาเรียนรู้กัน โดยที่คนหนึ่งเป็นด็อกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ที่มีความจำแค่ 80 นาที ค่อยๆอธิบายชีวิตผ่านความงดงามของคณิตศาสตร์ที่เขาหมกมุ่นอยู่ตลอดเวลา ให้คุณแม่บ้านอาชีพที่ครอบครัวตัวเองหมางเมิน ร่วมกับเด็กชายตัวจ้อยฟัง โดยมีสาวใหญ่พ่ายรักจากสามีเสียชีวิตเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ใกล้ๆ นั่งดูตั้งแต่ต้นจนจบไม่ลุกไปไหนเลย ดูเสร็จแล้วก็ยังวนกลับไปหาตอนที่ประทับใจดูอีกรอบแบบทันควัน ซ้ำเดี๋ยวนั้นเลย ตัวหนังละมียดละไม ค่อยเป็นค่อยไป ใกล้ชิดธรรมชาติ …มาค้นดูข้อมูลปรากฏว่า ทำมาจากนวนิยาย โด่งดังมากในญี่ปุ่นแต่งโดย โอกาวะ โยโกะ พร้อมทั้งได้รับ 2 รางวัลใหญ่ คือรางวัลวรรณกรรม Yomiuri ครั้งที่ 55 และรางวัลยอดเยี่ยม Honya ครั้งที่ 1 ใครอ่านแล้วหรือดูหนังแล้วคงจะหลงรักคณิตศาสตร์เอาง่ายๆได้เหมือนกัน คิดถึงที่ไรก็ยังอิ่มใจทุกที

ตอนเช้าวันพรุ่งอากาศสดชื่น ออกไปทำธุระจิปาถะจนเสร็จกิจ ฝากท้องมื้อกลางวันไว้กับร้านก๋วยเตี๋ยวแถวบ้าน อิ่มแล้วมุ่งหน้ากลับมาสู่หน้าจออีกครั้ง กลัวว่าจะไม่เพลินเท่าไร ตัดสินใจรูดม่านที่แย้มอยู่ให้สนิท ปิดไฟ เปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำ จัดที่ทางให้นั่งสบายที่สุด เอื้อมมือไปปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ เกรงว่าใครโทรเข้ามาคุยจะเสียอรรถรสทั้งเขาและเรา หนังญี่ปุ่นเรื่อง Shiawase No Kaori -รสชาติแห่งสุข เล่าเรื่องหญิงสาวลูกติดคนหนึ่งได้รับมอบหมายให้ไปดึงร้านอาหารจีนเล็กๆชานเมืองเข้ามาอยู่ในห้างที่ทำงานอยู่ให้ได้ ตามตื๊อแบบทื่อๆอยู่ได้ไม่นาน คิดว่าไปถ้าแล้วน่าจะชิมอาหารเสียหน่อย ได้ลองชิมอาหารพื้นๆของเฮียบ่อยๆเข้า เกิดติดใจรสมืออันวิเศษขึ้นมา ถึงกับตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็นลูกศิษย์ฝึกปรุง ระหว่างทางการฝึกทั้งสองคนได้รู้จักกับอีกหลายแง่มุมอันสวยงามเพิ่มขึ้น ดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจยิ่ง ยังไม่รวมช็อตทำอาหารสีสดสวยที่กระตุ้นน้ำย่อยให้หลั่งแบบไม่เกรงใจ ใครจะดูขอให้กินอาหารให้อิ่มก่อนไม่งั้นเสร็จแน่ ถ้าดูก่อนนอน ท้องร้องจ๊อกตลอดคืนจริงๆนะ

วันถัดมาเอาหนังหน้าปกสวยชื่อ Moon ยัดใส่เข้าเครื่องเล่นบ้าง ใครติดตามงานแสดงของ Sam Rockwell พระเอกหน้าโฉดอยู่ล่ะก็ ห้ามพลาดเด็ดขาด …ในแผ่นฟิล์ม เป็นเรื่องนักบินอวกาศที่รับภาระกิจดูแลเหมืองบนดวงจันทร์ต่อเนื่องนาน 3 ปี และจับเอาช่วงอีกสามอาทิตย์สุดท้ายก่อนจะได้กลับสู่โลก ได้กลับไปมีชีวิตกับภรรยาและลูกที่ได้แต่คุยกันนานๆครั้งผ่านจอทีวี  ทั้งที่มีคนอยู่ในเรื่องอยู่ไม่กี่คน ฉากหลังประดับประดาแบบเรียบง่าย ภาพก็แสนจะปกติ เรียงร้อยกันอย่างธรรมดา แต่กลับทำให้เตลิดเปิง ไพล่ไปคิดถึงคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ยืดยาวได้ไม่ยั้ง ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ดูจนหมดเครดิตแล้วยังคงนั่งนิ่งๆเหมือนอยู่ในภวังค์อยู่คนเดียว มัวแต่ตะเกียกตะกายอยู่ในตะกอนพุทธิปัญญาที่หนังตวัดให้ฟุ้งขึ้นมาในสมองอยู่ตั้งนมนาน คลอไปกับเสียงพัดลมที่กำลังส่ายหัวไปมา เดี๋ยวจะกลับมาจัดเรียงให้มันเป็นที่เป็นทางอีกครั้งหนึ่งตอนมันนอนพื้นแล้ว …แต่ต้องวันหลังนะไม่ใช่วันนี้ ขอใช้บรรยากาศนี้จรรโลงใจให้หนำก่อน
ถึงคิวของ The Boat That Rocked ที่ใครต่อใครดูแล้วก็ว่าสนุกสนาน ก็รายการวิทยุใต้ดินที่ย้ายห้องส่งมาอยู่บนเรือ Pirate Rock ลอยล่องอยู่กลางผืนน้ำ ให้เหล่าดีเจห่ามทั้งหลายมารวมหัวใช้ชีวิตหัวหกก้นขวิดด้วยกัน ทั้งความกักขฬะ ความยะโสโอหัง ความอ่อนไหว โรแมนติก เรื่องขำขัน ความงี่เง่า ความรันทด ความมีน้ำใจ มิตรภาพแบบเถื่อนๆ ทยอยออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ทำเอาหัวเราะได้ตลอดเรื่อง กลั้วไปกับเพลงจังหวะเร้าใจในวันวานแบบไม่ขาดช่วง ดูแล้วเพลิดเพลินแกมอิจฉาเสียเหลือเกิน …แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา บทสุดท้ายของเรือหฤหรรษ์เป็นยังไง ขอให้ไปดูเอง ดูจบแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ นั่งคิดเรื่อยเปื่อยไปว่าทำยังไงจะให้งานเรามันสนุกได้ขนาดนี้ …ก็แล้วทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ใช่…ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ว่าแล้วก็เอนตัวลงนอน คืนนี้คงหลับฝันดี

ได้ดูหนังที่ไม่เคยรู้จักเลยห้าเรื่องแบบติดต่อกันทั้งห้าวัน น่าประทับใจสุดๆทั้งหมดเลย แค่เปิดปีมาอะไรมันจะโชคดีขนาดนี้ ปีเสือนี้คงเป็นปีใสสว่างของเราจริงๆด้วย เพิ่มพลังเพิ่มกำลังใจให้ไปต่อสู้ขึ้นอีกโข ดีจังเลย

อ้อ…ใครอยากดูบ้าง มายืมได้เลยนะ ไม่หวง

เรื่องดูหนัง ๔

พฤศจิกายน 23, 2009

ลมอุ่นลมร้อนสลับกัน หอบเสียงเพลงร้อนและเร่งมาปะทะใบหน้า เพลงโหยหวนบางครั้งกรีดถึงหัวใจ กายถึงกับล้มตึง ทั้งที่ใจยังหวาดแต่ต้องยันกายให้ทรงตัวไว้ ตั้งใจว่าจะตั้งหลักไม่ให้หงายคว่ำเป็นคำรบสอง …มันก็แค่เสียงดนตรีบทหนึ่งเท่านั้น

กลับสู่บ้านเกิด เริ่มต้นงานด้วยตำแหน่งช่างภาพใหญ่ทันที แต่ไม่มีงานให้ทำหรอกนะ ใครที่ไหนจะมารู้จักเล่า เอาผลงานไปเสนอแต่ละที่ คนดูได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ส่ายหัวเบาๆจนแทบไม่เห็น หรือจริงๆแล้ว รับไม่ได้เลย อุบไว้ไม่อยากบอกแต่อดไม่ได้ก็ไม่รู้

…ว่างเหลือเกิน เงินก็ไม่มี ก็ไปคุ้ยวีดีโอเก๊าเก่ามาดู เปิดไปไม่นานก็ยืดกู่ไม่กลับ เพราะเก็บแบบความชื้นเป็นเพื่อนสนิท ว่าแล้วก็ไปแถวบ้านหาเช่ามาทีละม้วน ก็ไม่มีงาน…ไม่มีเงิน เรื่องธรรมดา ยังดีที่อยู่บ้านป้ากับน้าไม่ต้องมีรายจ่ายจุกจิกให้ปวดหัว และแล้วโชคก็เข้าข้างเจอคนใจกล้า ให้งานมาลองทำ ก็ไม่ประสีประสา แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ไม่เกรงใจเขา เอาแต่ใจเรา ก็เน่าในที่สุด ยังคิดเลยว่าถอยกลับมาก้าวหนึ่ง มาเป็นผู้ช่วยเสียก่อน เป็นงานเป็นการค่อยไต่เต้า

…เอาผลงานติดมือเป็นเหยื่อตกเจ้านาย ไม่มีใครสักคนติดเบ็ด บอกให้ไปเป็นช่างภาพเลย ตาก็มีแล้วไปทำเองเถอะ หรือจะสกัดดาวรุ่งให้สร้างชื่อเสียๆหายๆจารึกไว้ก็ไม่รู้ จนกระทั่งมาเจอเพื่อนๆที่เพิ่งเข้าวงการ ชวนเข้าไปเสี่ยงด้วยกัน ทุกคนอายุน้อยแต่ใจแกร่ง พร้อมลองผิดลองถูก พวกมันลองถูกกันไป ลองผิดเดี๋ยวลองให้เอง สมกับเป็นนักพนันที่เล่นแล้วหมดตูดจริงๆ ลองไปสักพักก็พอรู้ว่าอะไรไม่ควรทำ พอจะมีงานสร้างรายได้มาให้ไปดูหนังเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่เวลาแห่งความใฝ่รู้กลับไปติดลบอีกครั้ง

…มีอะไรในวัฒนธรรมนี้ ที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจจากเจ้าของประเทศอีกเยอะ ทั้งๆที่เราก็จากไปแค่ครู่แต่ดันไม่รู้อะไรเสียเลย จำต้องพักเรื่องดูหนังไว้ รอให้มีเวลาผ่อนคลายจริงๆค่อยหามา ระหว่างนี้ต้องไปรู้จักคนแปลกหน้า รู้จักสถานที่รื่นเริง รู้จักเสนอหน้าในสังคม รู้จักเลือกหน้ากาก รู้จังหวะในการเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผิดจังหวะก็เป๋มาหลายทีแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ปฎิเสธไม่ได้ หรือจะลองไม่เอาดู จะกลับไปลองผิดอีกครั้งงั้นหรือ

…มีงานหลากหลายเต็ม ไม้เต็มมือ งานดีที่สุดเข้ามาในชีวิตก็ช่วงนี้ แต่ได้มาจากการที่ลองผิดนี่แหละ ทำสนุกกันอยู่นาน มีเงินมาก็เอาไปซ้ือความสุขชั่วครู่ชั่วยามเหมือนไม่มีวันหมด ต้องทำถูกและทำผิดในเวลาเดียวกัน ดูหนังยังไงก็ด่าว่าหนังห่วยตลอด ไม่ได้ดูเพื่อความบันเทิง ความสับสนมันอยู่ในใจเรา ดูแล้วเห็นคนได้ดีก็ก่นด่าว่ามันได้มาโดยมิชอบ อยากมองหาแต่คนที่มันแย่กว่า เราจะได้สบายใจ เวลาอึดอัดช่วงไม่กี่เดือนทำให้ร่างกายอ่อนล้า ภูมิต้านทานเห็นผิดเป็นชอบ เชื้อโรคในร่างยิ่งเหิมเกริม จนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ แบบที่ไม่รู้ว่าหายแล้วจะกลับไปทำงานไหวอีกหรือเปล่า

…นอนอยู่เฉยๆ นานแสนนาน หนึ่งวันดูเหมือนสั้น ไม่พอสำหรับการกินข้าวสองสามคำแล้วนอนหลับ ตื่นมาแล้วกินอีกไม่กี่คำ ก็นอนหลับอีก กับข้าวชุดหนึ่งกินได้ทั้งวันเลย ตื่นมาอีกทีก็วันใหม่แล้ว ได้พักทั้งกายพักทั้งใจอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เอาพลังไปซ่อมแซมกายสึกหรอเสียจนหมด ก็พอจะดีขึ้นบ้าง ยังไม่พร้อมขนาดหาญกล้าออกไปทำงานหรอก กลัวจะบอบช้ำกลับมาอีก หมอก็บอกให้พักต่ออีกสามเดือนค่อยว่ากัน

…จากนี้จะนอนก็ไม่ได้หลับทั้งวัน อาหารก็กินได้ทุกอย่างทุกมื้อ ของอร่อยขอให้ประเคนมาเถอะเรียบหมดไม่มีเหลือ มีเวลาก็เปิดหนังเก่าๆดู ดูทีวีแบบไม่เลือก ดูหนังตามช่องต่างๆ ดูเก่าใหม่สะเปะสะปะไปหมด ไม่สนใจหรอกแค่ฆ่าเวลาก่อนง่วง สักพักนึงค่อยมาเป็น ดูฟุตบอลลีกสารพัด ดูเทนนิสเฟรนช์โอเพ่นครั้งแรกในชีวิต จนรู้กติกาแถมรู้จักประวัตินักกีฬาด้วย ดูรายการข่าวจนหลงรัักเสียงรักรูปผู้ประกาศ ดูรายการขายของจนรู้เทคนิคปรุโปร่ง ดูสารคดีนักสืบ สารคดีประวัติศาสตร์

…จนมาได้ดูสารคดีชีวิตนกต่างๆ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ยีราฟ สิงห์โตเจ้าป่า หนอน แมลงจิ๋วๆ ม้าน้ำ ฉลามนักล่า ยิ่งรู้ว่าถ่ายด้วยฟิล์มยิ่งติดตาม ตอนแล้วตอนเล่า เห็นความอดทนของคนที่ต้องรอถ่ายมัน  อยากเห็นวิถีการล่า อยากดูวิธีการหนี อยากรู้อยากเห็นสัญชาติญาณของสัตว์ป่า ได้เห็นการรวมกลุ่มต่อสู้ภัย แนวทางการมีชีวิตรอดในสังคม และอะไรต่อมิอะไร ที่จริงเกินจินตนาการ

…ถึงได้พอเข้าใจว่ามันไม่เห็นจะมีกฏเกณฑ์อะไรเลย เราไปจมอยู่กับมันแล้วสร้างกรงขึ้นมา กรงอันดิบเถื่อนขังตัวเองเอาไว้ อยากจะออกไปก็ไม่ไป ไม่มีใครเขาจะเสนอหน้ามาเยี่ยม อยู่จนไม่ไหวแล้ว อึดอัดใจ กรงที่สร้างมาด้วยใจกร้าวแกร่งก็คงต้องทิ้งไว้ให้มันเป็นอนุสาวรีย์เตือนสติ ว่าอย่าได้เหยียบกลับเข้าไป อย่าได้สร้างกรงใหม่ขึ้นมา และที่สำคัญใครชอบอยู่ในกรงของเขา ก็อย่าได้ไปเย้าแหย่จิกกัดให้ทุรนทุราย เสียเวลาเปล่าทั้งคู่

…หัวใจเปิดสู่โลกกว้างอันสวยงามอีกครั้ง อยากท่องเที่ยว อยากกิน อยากทำงานอีกครั้ง เสียงท้องหิวเริ่มครวญ อยากดูหนังแล้วบันเทิงอย่างที่ควรจะเป็น คราวนี้หมอยังบอกเลยว่าคุณกลับไปซ่าได้เต็มที่เลย คุณหายแล้ว และจะไม่เป็นอีกด้วย ประตูเปิดรับอีกครั้ง ไม่ก้าวออกไปก็ช่วยไม่ด้นะ

บทเพลงพายุคลายตัวลงแล้ว เหลือไว้แต่เสี้ยวละอองตัวโน๊ตลอยเกะกะประปราย ดนตรีหอมหวานชุดใหม่เริ่มต้นบรรเลงด้วยลีลาเนิบช้า พลิ้วตามเศษลมฝนที่ค่อยๆจางตัว การเดินไปข้างหน้าเริ่มอีกครั้ง

เรื่องดูหนัง ๓

พฤศจิกายน 20, 2009

เสียงดนตรีเริงรื่น สำเนียงแปร่งลอยมาตามลมหนาวยะเยือก สลับกันไปกับลมร้อนผ่าวเป็นระยะที่ได้ยินชัดถ้อยชัดคำ หวลคำนึงถึงสำเนียงเสนาะหูเคล้าลมร้อนอบอ้าวครั้งเก่าก่อน ที่ไม่เคยรับรู้ว่าไพเราะเพียงใด

กว่าจะมาถึงเมืองลมแรงที่นี้ได้ นึกว่าต้องถูลู่ถูกังขนาด แต่ได้เพื่อนพ้องช่วยเหลือกันมาให้ถึงฝั่งฝันแบบราบรื่น คิดไม่ถึงเลยว่าจะปักหลักลงเอยง่ายๆแบบนี้ ยังมีอีกหลายแห่งที่ดูไว้ ก็ได้แค่ทำใจให้ลืม อย่างน้อยอยู่ที่นี่คงมีเวลานานพอจะสะสางเรื่องกระทบแก้วที่ค้างคาใจให้สำเร็จได้ ไม่พูดพล่ามทำเพลง เอ้าชน…

ยินดีต้อนรับ เสียงเพื่อนกล่าวอบอุ่นพร้อมแจ้งกฎระเบียบของบ้านพัก ของชุมชน ของรัฐแล้ว พาไปตระเวณชี้ชวนให้เห็นวัฒนธรรมแปลกตา แปรผันตามภูมิประเทศและอากาศที่ครอบครอง เสียงหัวเราะครั้งใหม่ๆลั่นรถเก๋งคันย่อม ปะปนไปกับเสียงหัวเราะของวันเก่าๆร้องระงมบ้าน ดีใจเหลือเกินที่ยังสนุกกันได้ในแบบง่ายๆ ในแบบเดิมๆ ยังไม่โตกันขึ้นเลย

…วันที่เข้าโรงเรียนภาษาวันแรก ได้พบคนใหม่ๆ ต่างภาษา ต่างความเชื่อ ต่างจริต แน่นอนหนังที่พวกมันดูคงไม่เหมือนบ้านเรา หนังที่บ้านมันเป็นยังไงอยากรู้เหลือเกิน คิดอยู่ในใจคนเดียวอยู่สองสามวัน เลยเอ่ยปากถามด้วยภาษาอังกฤษแบบไทยๆกับหนุ่มซีเรียนั่งเก้าอี้ข้างๆ คำตอบที่มันตอบเหมือนกับต้องลบสิ่งที่รู้มาทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่ …ถามสาวร่างอวบอ้วนหน้าเอเซียอีกข้างหนึ่ง มันก็มีหนังเกาหลีของมัน สาวเซ็กซี่คนที่มีพี่บึ้กมารับทุกเย็นก็มีหนังเสปน พี่โย่งไต้หวันที่มากันสองคนนั่นก็มี คุณน้าอาร์เจนไตน์ก็น่าไม่พลาด ญี่ปุ่นไม่ต้องคิดมีแน่ๆ

…เกิดมาไม่เคยรู้จักซีเรียมาก่อน หนังซีเรียที่มันเอามาให้ยืมดูก็ดูไม่ได้ ไม่เป็นไรเดี๋ยวให้มันเล่าให้ฟังด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของมัน เราก็ฟังด้วยทักษะอ่อนปวกเปียก รอจนจบคอร์สนั่นแหละถึงจะเข้าใจกัน
…ยืมมาเรื่อยชาติไหนก็มาเถอะ ดูได้ก็ดู ดูไม่ได้ก็เอาไปคืน ตอนฟังมันเล่าเนี่ยเหนื่อยเหลือเกิน นี่ถ้ามีภาพช่วยเล่าเรื่องคงง่ายกว่านี้หน่อย ก็บากบั่นกันไปจนจบ

…เข้าสู่ห้องเรียนถ่ายภาพตามใจหมาย ของง่ายๆทั้งนั้น สบายโก๋… ที่ไหนได้สามครั้งแรกที่มันสอนเหมือนความรู้ความสามารถที่เราหามาชั่วชีวิต ตั้งแต่นี้ต่อไปทุกสิ่งเป็นสิ่งใหม่ตลอดเวลา จึงบอกตัวเองให้เตรียมพร้อมสำหรับเผชิญหน้ากับความรู้ที่แท้จริงที่จะพุ่งมา ดั่งลูกศรจากทุกสารทิศ จับมันไว้ให้ได้ เก็บใส่ไว้ในกระบอกของเรา วันไหนต้องใช้ไม่ต้องไปซื้อ เก็บแล้วเก็บอีกจนต้องไปหากระบอกเพิ่ม ทั้งๆที่เอามายิงไปแล้วก็ไม่น้อย เก็บไปเถอะ ใจยังเรียกร้องอยู่ ตั้งแต่โรงหนังข้างบ้านที่ฉายหนังวนอยู่แค่ไม่กี่เรื่องตลอดปี โรงหนังของพิพิธภัณฑ์ใกล้โรงเรียน โรงหนังศิลปะในเมืองสองสามที่ โรงหนังลึกลับที่คนท้องถิ่นแนะนำ ในโรงทั่วไป โรงนอกเมืองที่มั่วดูวันละสามสี่เรื่องได้ และตามช่องหนังจอแก้วที่ลักลอบต่อสายแบบเงียบเชียบ

…เหมือนอยู่ใน วังวนอยู่ทั้งวัน เรียนเรื่องประกอบภาพ เรื่องอ่านภาพ เข้าร้านหนังสือดูหนังสือภาพ อ่านนิตยสารสวยๆ แวะเข้าโรงก็ดูภาพยนตร์ ถึงเวลาก็ออกไปไล่ล่าภาพถ่ายมาส่งการบ้านที่โรงเรียน และการบ้านที่โรงเรือน เข้าห้องมืดทำให้มันเป็นภาพจริงออกมา เวลาพักยังมีเพื่อนแถวนั้นก็เข้ามาคุยเรื่องหนังดีที่แต่ละคนชอบ ไม่เกรงเลยว่าหนังชอบของมันจะห่วยแตกซะขนาดไหน หรือมันส่วนตัวขนาดที่มีมันกะผู้กำกับเท่านั้นที่เข้าใจ ไม่ก็…มันเข้าใจแต่ผู้กำกับไม่เข้าใจ …รับฟังไปก็เก็บลูกดอกไป ยิงลูกดอกใส่มันบ้าง ผลัดๆกัน ที่สำคัญมันเป็นความคิดเห็นที่เป็นปัจเจก ที่ซื่อๆ ง่ายๆ และหาไม่ได้ตามหนังสือวิชาการ หรือนิตยสารหนังที่จริงจังอะไรเทือกนั้น มันเป็นสิ่งกระทบใจคนที่เรียกว่าความบันเทิงนั่นเอง กระแทกส่วนไหนก็ระบายออกมาแบบนั้น วัฒนธรรมที่ต่างไปจากคนไทย ดีหรือไม่ดีไม่สำคัญ พอได้สัมผัสเองค่อยรู้เอง

เพื่อนๆก็ยังเจออยู่ไม่ได้ขาด ติดที่ว่าไม่ได้เจอกันระหว่างวัน ไม่ได้เจอกันโดยบังเอิญ ไม่ได้นัดก็ไม่ได้เจอ ว่างเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เพื่อนใหม่เพื่อนเก่าสังสรรค์เมื่อไหร่บ้านแทบแตก เพราะไม่มีที่วางกระป๋องมึนเมาเจ้ากรรม

…ว่างยาวๆก็ไปเยี่ยมเพื่อน ตามที่ไกลๆ ตามแต่สภาพเศรษฐกิจของที่บ้านจะอำนวย ได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตช่วงที่ห่างกัน และทำไอ้ช่วงที่มันใกล้กันให้ไม่ลืม กลับมา..ก็เข้าสู่วังวนแห่งการเรียนรู้ระลอกแล้วระลอกเล่า เข้าออกโรงหนังเป็นว่าเล่น เก็บเล็กผสมน้อยเพิ่มเติม การบ้านที่ทำก็ออกมาดี ความรู้ก็เรียกได้ว่ามี กระแสตอบรับก็ไม่เลว ฟุ้งฝันอยากทำนั่น เป็นนี่ ประสบความสำเร็จแบบนอนมา ฝันไปซะพี่รวมมิตรเชื่อมลอยแก้วเพิ่มหวานไม่ใส่น้ำแข็งยังอายเลย

…ลูกศรขนาดต่างๆกันอัดในกระบอกแน่นไม่รู้กี่กระบอก ก็ยังไม่วายกระหายอีก แต่ถึงเวลาต้องเอาออกไปยิงจริงบ้างแล้ว เผื่อจะได้รูว่าอะไรเป็นอะไร ลูกไหนมันไม่คม ลูกไหนมันต้องซ่อมต้องทิ้งบ้าง จบภาคเรียนที่ขอต่อออกมา แบบสุดท้ายของสุดท้าย จัดสรรวางแผนไว้ว่าจะไม่หยุดวังวนความกระหายไว้แค่ที่นี่ จะขออยู่แบบนี้ ฟังเสียงความใฝ่รู้เตือนใจตนตลอดไป ว่าแล้วก็แบกลูกดอกกับความคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อนอีกกระบุงใหญ่ยัดใส่เรือบินกลับบ้าน โดยไม่รีรอให้ต้องหนาวใจอีกรอบ

ดนตรีระเริงใจจางหายไปกับลมหนาว รอลมร้อนข้างหน้าจะพัดพาเสียงเพลงจังหวะไหนมาก็ไม่กลัว อ้อยอิ่ง หวีดระรัว ก็พร้อมจะเงี่ยฟังด้วยความสำราญใจ ขอแค่อย่าหยุดโดยฉับพลันเป็นพอ …ได้ยินเสียงกรุ๋งกริ๋งมาแต่ไกลแล้ว

เรื่องดูหนัง ๒

พฤศจิกายน 17, 2009

ทุกครั้งที่ขยับกายเข้าใกล้ดินแดนแสนสนุกเสียงที่เพลิดเพลินใจจังหวะก็เร่งเร้าขึ้น ยิ่งเร่งก็ยิ่งดังกังวาลก้อง ชวนให้ออกเดินตามหาเสียง เพียงตั้งใจฟังดีๆจะค่อยๆแยกออกเองว่าแหล่งกำเนิดอยู่ทีใด เดินไปฟังที่ต้นตอได้ หากเผลอไผลจะถูกรวบไว้ข้างทางไม่รู้ตัว

…หลังจากได้เริ่มเข้าเรียนหนังสมใจอยากแล้ว ปรับตัวเข้าได้กับผู้ร่วมชะตากรรมนักเรียนหนังทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง รวมไปถึงนักเรียนอะไรต่อมิอะไรที่เดินสวนกันไปสวนกันมา พบเจอกันอยู่ทุกวันทุกพัก เริ่มสนิทสนมตามประสบการณ์ที่ซ้อนกัน ทำให้กลับไปชลบุรีแต่ละครั้งไม่นานเหมือนปิดเทอมก่อนๆ แวบไปประเดี๋ยวประด๋าว นานสุดไม่เกินสองสัปดาห์ ช่วงเวลานี้ได้ดูหนังที่ตะวันออกรามาจำนวนรอบลดลง แต่ความหลากหลายที่ดูที่เมืองหลวงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

…หนังตลาด หนังศิลปะ หนังชั้นครู สารคดี กึ่งสารคดี หนังสัญชาติที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีประเทศเหล่านี้อยู่ในโลก ในวันนั้นก็ไม่ได้รู้อะไรเลย แค่สุ่มๆดู แค่ดูตามๆกันไป หนังเงียบๆ นิ่งๆ ในห้องเรียนตอนบ่ายสองเปิดแอร์เย็นๆ เป็นได้้เรียบร้อยสงบเสงี่ยมทุกคน หนังเปิดเมื่อไหร่ก็หลับสนิทไปแล้ว หัวจะโขกกันก็ยังแคล้วคลาดอยู่หลายที คอหักกันเป็นแถว

…หนังนอกห้องเรียนมันน่าสนใจกว่า มีหนังที่ฉายตามสมาคมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทั้งหลาย ใครๆก็ดูกัน อยากไต่กระแสไปกับเขาด้วย เท่ห์ซะไม่มี …หนังตลาดนี่ไม่พลาดเลย พี่ว่าดีน้องก็ดู เพื่อนว่าดีก็แบ่งมาดู น้องว่าดีพี่ก็ไปด้วย ดูเสร็จก็หาคนที่คณะมาถกด้วย ใครดูแล้วก็เชิญร่วมวง ว่ากันไปเป็นฉากๆ ก็ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรอย่างเป็นแก่นสารหรอก แลกเปลี่ยนทัศนะกันเล่นๆ ประสบการณ์กระจิดริดต่างกันปีสองปีมันจะไปมีอะไร้ ทีเวลาอาจารย์สอนไม่เห็นจะคอเป็นเอ็นขนาดนี้

…ไม่นานนัก ก็ชวนย้ายที่ทำการไปถกต่อแถวริมน้ำท่าพระจันทร์ คนที่ไม่ได้เคยดูหนังที่ว่าเห็นเดินตามมากันเป็นพรวน เรื่องหนังก็หล่นเรี่ยราดตามทางเดินไปร้านนั่นแหละ พอถึงแหล่ง หาที่นั่งได้ คุ้ยกระพุ้งแก้มดู ก็ไม่เจออะไรแล้ว ไม่เห็นมีใครจะอยากคุยเรื่องหนังสักแอะ ต่อกันไม่ติดซะยังงั้น

…เพื่อนตัวดีทั้งใหม่และเก่าเรียกหามิตรภาพกันทั้งคืน ด้วยการเอาแก้วในมือมากระทบกัน และดื่มกำจัดของเหลวเย็นเฉียบสีทองจางๆข้างในนั้นให้สิ้นซาก และจะเทของใหม่แทนที่แบบไม่ต้องกระพริบตา พร้อมไว้เมื่อคราวแก้วกระทบกันครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องรอใคร รับรองไม่ถึงสองนาทีได้เติมอีกแหงๆ นี่…มันถึงรักกันได้ถึงทุกวันนี้

…ใครต่อใครในพวกเราก็อยากมาเรียนหนัง จากการอ่านวิจารณ์หนังแทบทั้งชั้น พอดูเองความคิดออกมาเหมือนที่เขาวิจารณ์เปี๊ยบ จะคุยกันเรื่องหนังมีคนอยู่นับนิ้วครบ คุยเสียงดังกันทุกครั้ง เพราะความเห็นต่างกันจนเห็นได้ชัด บางคนงูๆ อีกคนก็ปลาๆนั่นแหละ ถึงยามต้องทำหนังเองก็เป็นไก่กุ๊กๆ ตาแตกเดินวนเวียนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน ถึงตอนนี้พอจะระลึกได้แล้วว่าไอ้พวกเรามันมารวมกันเพื่อดู วิเคราะห์ สังเคราะห์ ไม่ใช่เพื่อทำนี่หว่า คนจะทำเขาไม่รอหรอก เขาทำเลย มัวแต่เงื้อง่าเงอะงะกันอยู่ได้ พวกเราทำหนังกันไป…ไม่เกินสิบเรื่องหรอก

…ทำไมมันถึงมีเรื่องมาคอยปั่นป่วนใจ ให้หลงลมได้ง่ายๆเต็มไปหมด เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนวิธีมายวนใจอยู่ไม่เคยขาด ทั้งเรื่องรักใคร่ เรื่องมิตรภาพ เรื่องสังคม ทั้งเรื่องเทคนิคบนเตียง เทคนิคใต้เตียง เรื่องดนตรี เรื่องศิลปะแขนงอื่น อีกทั้งยังเหตุการณ์และหนังสือหนังหาที่เป็นผลพวงจากปฎิวัติสังคมที่มีนัยยะสำคัญ และอีกจิปาถะ สติก็กระเจิง สตางค์ก็กระจาย ยังไม่เห็นจะช่วยให้ทำหนังออกมาสักเรื่องหนึ่งอยู่ดี แค่ให้เวลาแห่งความเขลามันกระเถิบตัวมาชิดกัน ย่ออยู่ในกระดาษแผ่นเดียว พร้อมจะขยำทิ้งวันไหนก็วันนั้น ไม่ไยดีแม้สักนิด

…ทำให้เวลาที่ควรจะสำเร็จการศึกษา เวลาแห่งความจริงร่นระยะเข้ามาอีกกว่าเท่าตัว ทั้งที่แผ่นกระดาษแผ่นนั้นยังสะกิดใจเราอยู่ทุกครั้งที่บอกใครๆรอบตัวว่าจะรับปริญญาแล้ว ปริญญาบัตรที่แท้มันก็ไอ้กระดาษแผ่นเดิมกลับอีกด้าน เอาแปะหน้าผากไปโชว์ใครๆให้เขาได้เข้าใจว่า คนถือครองอยู่น่ะมีความรู้ด้านภาพยนตร์และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นแค่แผ่นคำปดหนึ่งแผ่นที่ทุกคนเต็มใจยอมรับได้ ก็เท่านั้นเอง ก็เท่านั้นเองจริงๆ

…ไหนๆก็ไหนๆแล้วลองพยายามจะตั้งใจทำหนังให้มันดีกว่าเก่า ตั้งใจดูเผื่อจะเข้าใจได้มากกว่าเดิมอีกหน่อย แต่ละครั้งแต่ละหนที่เพียรเวียนไปดูหนังเรื่องนั้นเรื่องโน้นเรื่องนี้ ก็จะใฝ่หาคำตอบที่จริงแท้จากมัน ไปหาหนังชั้นเยี่ยมของประเทศ หนังชั้นครูของโลก หนังที่ใครๆก็ยกย่อง หนังที่นักเรียนหนังต้องดู ปฎิเสธหนังดาดๆอย่างสิ้นเชิง ขบคิด ตีความรอบแล้วรอบเล่า …เปล่าเลย กลับมามือเปล่าเช่นเคย แถมยังลืมสิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่ชื่อความบันเทิงไปด้วย เสียทั้งเงินและเวลาให้ลอยไปในอวกาศอันไกลโพ้น สุดท้ายก็กลวงๆเหมือนเดิม

…ก็เลยเข้าข้างตัวเองว่า แหม ก็เศรษฐกิจระส่ำขนาดนั้นเข้าไม่ถึงอะไรง่ายๆหรอก กับช่วงต่อเทคโนโลยไม่รู้จะเลือกสื่ออะไรดีี ใครๆเขาก็ไม่รู้พอๆกับเรานั่นแหละ แก้ตัวไปซึ่งไม่มีจริงเลย…เฮ้อ แล้วเราจะไปทำอะไรกับเขาได้ล่ะเนี่ย แสงสว่างปลายถ้ำอยู่ตรงไหนหนอ ไปหาว่ามีอย่่างอื่นให้เล่น ให้ดูดีกว่า จะให้ดีไปหาที่อื่นด้วยเลยดีกว่า…

แง่มุมต่างๆของ การเรียนหนังโถมจะเข้ามาในหูขวา แล้วไม่เกรงใจใครสะท้อนออกไปเดี๋ยวนั้นเลย อะไรที่ยังพอก้องอยู่แถวใบหูบ้าง ก็เป็นเพียงเสียงแผ่วเบา ที่ตั้งใจฟังขนาดไหนก็ยังแปลความไม่ได้สักนิด จะแข่งกับเสียงดนตรีจังหวะเร่งเร้าแห่งยุคแสวงหาในกายคงต้องแพ้ราบคาบไป

…ตั้งใจฟังเถอะ คนดี

เรื่องดูหนัง ๑

พฤศจิกายน 16, 2009

ช่วงเวลาปิดเทอมเมื่อ ไหร่ลำนำเพลงแห่งความสุขก็บรรเลงคลอไปตลอดช่วงฤดูหรรษา จะดังบ้างค่อยบ้างก็เป็นไปตามโอกาสที่กระโจนเข้าใส่ แต่ไม่เคยหยุดสักครั้งเดียว

ทุกปิดเทอมจะต้องกลับไปหาน้องๆ และพ่อกับแม่ที่ทำโรงหนังในตัวเมืองชลบุรี ชื่อเท่ห์ๆว่าตะวันออกรามา กลับไปครั้งใดได้กินของอร่อยจนหนำใจแล้วก็จะมานั่งจ่อมอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมในโรงหนัง นับจากทางเดินตรงกลางขึ้นมาแถวที่สาม นั่งอยู่ที่ฝั่งขวาตัวแรกจากช่องแบ่งครึ่งกลางโรงนั่นแหละ ถ้าน้องชายมาดูด้วยก็จะนั่งตัวถัดไป แม้น้องมาก่อนก็จะนั่งแหมะตัวที่สองอยู่ดี เว้นให้เก้าอี้ประจำว่างไว้รอเจ้าของคนนี้ ซึ่งเวลาแม่จะให้ใครมาตามไปทำนั่นทำนี่ ทุกคนก็จะรู้หมดว่ามาต้องมาตามที่นี่ ถ้าไม่อยู่แสดงว่าอยู่นอกโรงหนัง

…ถ้าจะไปตามแม่ก็จะรู้ว่าอยู่ตรงไหนเหมือนกัน แต่เก้าอี้คนละตัว แม่ก็มีที่นั่งประจำด้วย หลายครั้งที่ไปตามเห็นแม่นั่งหลับตาอยู่ คงไม่ได้เข้ามาดูหนัง เข้ามางีบเอาแรงสักพักแล้วค่อยออกไปวุ่นงานต่อ เคยถามแม่ว่าดูหนังทุกเรื่องที่ฉายหรือเปล่า แม่บอกว่าใครจะไปดูหมดไหว กลับไม่เชื่อ ถามกลับว่าจริงเหรอ ทำไมเราถึงได้ดูทุกเรื่องที่ฉายตอนปิดเทอมเลย หลังจากนั้นมาแม่ก็ไม่ค่อยให้ใครมาตามตอนดูหนังเลย รั้งแต่น้องชายให้ไปช่วยขายตั๋ว จนเสร็จแล้วค่อยขึ้นมาสมทบตอนคนซื้อสุดท้ายเดินเข้าโรง

…ดูกันวันละรอบ เป็นอย่างน้อย บางวันดูคนเดียว แต่ดูตั้งสามรอบ ระหว่างรอบก็ไปอ่านการ์ตูนโดราเอมอนบ้าง อ่านเอนเตอร์เทน สตาร์พิคส์แบบไม่รู้เรื่องบ้าง ไม่ก็ไปขี่จักรยานตามเรื่องตามราว ไม่มีที่ไปเป็นหลักแหล่ง ถึงรอบก็กลับมานั่งมองจออยู่ที่เดิม

…ตอนแรกยังคิดไปว่าเสพติดบรรยากาศในโรงหนัง ที่กว้างใหญ่แต่มืดสนิท ปล่อยให้แสงวูบวาบสะท้อนจอเบ้อเริ่มเทิ่ม ที่กลายมาเป็นความบันเทิงเริงอารมณ์ ระบบเสียงกระหึ่ม สะกดคนดูให้นั่งนิ่งพร้อมจะไม่ลุกไปไหน มีเรื่องราวสารพัดทั้งตลก รัก กีฬา กังฟู วิทยาศาสตร์ สงคราม ชีวิตลำเค็ญ ชีวิตแสนสุข วีรบุรุษมากพลัง ต่างๆนานาสลับๆกันไป เห็นกันเต็มสองลูกตา ให้ได้ติดตรึงใจตลอดสองชั่วโมงสั้นๆนี้

…ใครจะเข้ามาดูหนังก็รับสารกันไป กลับออกไปยังคุยต่อกันได้อีกสนุกปาก พวกหนุ่มสาวที่ดูหนังไม่สนใจเนื้อความ ก็รอจังหวะแต๊ะอั๋งกันตรงนั้นที ตรงนี้ที ที่มันสลัวๆ อากาศเย็นสบาย ใครจะอดใจไหว กลับออกไปก็หาพื้นราบรโหฐานบอกรักกันต่อได้อีก บันเทิงกันไปรูปอีกแบบหนึ่ง …ที่ชอบคือเวลาที่หนังมันตลก แล้วได้ร่วมหัวเราะกับคนเป็นพัน ที่ตลกอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความฮาไปอีกหลายเท่า ไม่ยอมหยุดหัวเราะ ออกมายังไปขำกันต่อที่บ้านได้ด้วย พอเป็นหนังเศร้าก็ได้ยินเสียงสะอื้นเป็นระยะ เสียงสั่งน้ำมูกสะท้อนอยู่ไม่ไกล พลอยทำให้หดหู่่ไปกับเขาด้วย

…ถึงจะมีเซียนหนังคอยเล่าเรื่องให้สาวน้อยไร้เดียงสาที่นั่งอยู่ข้างๆฟัง กับคนดูที่พร้อมจะประกาศก้องตัวว่าตัวเองดูเป็นรอบที่สามที่สี่ หรือคนคอยบอกบทให้นักแสดงในจอ จะคนคุยกันยุกยิก คนหลับหัวสะบัด ก็ไม่คณาหรอกถ้าหนังมันดีจริง สนุกจริง ไม่มีอะไรจะพรากสายตาไปจากจอได้

…เป็นเรื่องธรรมดาของโรงมหรสพ เป็นชุมชนย่อยๆที่ผู้คนมาพบกันเพื่อร่วมบันเทิง จะขาดๆเกินๆบ้างก็ถือว่าได้ร่วมกัน อย่าถือสาเลย สองชั่วโมงสั้นๆแค่นี้เอง ยิ่งตัวเราดูฟรีอยู่แล้ว จะไปด่าคนจ่ายสตางค์ตัวใหญล่ำกว่าได้ยังไง ปล่อยๆไปเถอะ ถึงรอบนี้ไม่มีสมาธิดู รอบหน้ายังมี ฟรีเหมือนเดิมครับท่าน

…ยังเคยขึ้นไปดูหนังจากห้องฉายด้วย แต่ต้องยืนดู เก้าอี้ก็มีให้หนึ่งตัว เป็นเหมือนเก้าอี้ร้านก๋วยเตี๋ยวแต่วางบนแท่นต่อให้สูงขึ้นมาอีกนิด เราดันตัวจ้อยไปถ้าจะนั่ง โตแล้วคงนั่งได้ไม่หงุดหงิด เข้าไปบ่อยๆก็เลยเลยเถิดไปเรียนรู้เรื่องอื่นๆด้วย ไหนจะเตรียมม้วนฟิล์มก่อนฉาย กรอกลับเข้าม้วน ต่อซ่อมที่ขาด ไหนจะลำดับสอดฟิล์มเข้าวงเฟืองเล็กใหญ่ในเครื่อง ต้องคอยดูแลถ่านอาร์คปลายประชิดก่อกำลังแสงแรงสูงให้พอเหมาะ แรงไปฟิล์มก็ไหม้หมด อ่อนไปที่จอก็มืด เผลอๆถึงดับได้เลย เข้าไปขลุกอยู่พักใหญ่

…มีนักพากย์มาอัดเสียงหนึ่งวัน ก็ขอเข้าไปดูไปฟังลีลาอยู่ทุกรอบ พอหมดวันอัด ที่เหลือก็เป็นเทปวงใหญ่เปิดวนไปทุกรอบจนหมดวันฉาย เคยไปช่วยพี่เขาเปิดเทปอยู่หลายวัน นั่งดูหนังจากห้องพากย์ตรงนั้นเลย แต่อย่างที่ว่ามันเป็นเก้าอี้ของพันกวี-ศรีรัตน์สองสามีภรรยานักพากย์ตัวสูง เราไปนั่งก็เมื่อยเป็นธรรมดา พอแล้ว…ลงไปดูเก้าอี้ประจำข้างล่างอย่างเดิมดีกว่า แต่พอถึงเวลาเรื่องใหม่ก็ต้องอัดเสียงกันอีกครั้ง ก็ขึ้นมาดูอีก สนุกจริงๆ

เสียงดังของความสุขจะหรี่จนสงบเสียงก็ตอนที่วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ต้องไปโรงเรียน อีกครั้ง จากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นได้ยินเสียงเพลงแห่งความสุขเพลงถัดไปของชีวิตแทน

นั่นไง…เสียงค่อยๆดังขึ้นแล้ว

หนังลุกขึ้นสู้ ๒

พฤศจิกายน 1, 2009

15.

LIFE IS BEAUTIFUL (La vita è bella)

หนังเรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์คำกล่าวของAlbert Einstein ที่ว่า

“Imagination is more important than knowledge”

ดูแล้วจะหายใจออกแรงๆ ยืนขึ้น ยืดอก หลังตรง พร้อมลุยต่อทันที

16.

THE INSIDER

แฟนๆหนัง Michael Mann คงดูกันแล้ว หนังที่มี Russell Crowe สวมบท Jeffrey Wigand
นักเคมีที่ออกมาแฉเบื้องหลังฉาวของอุตสาหกรรมบุหรี่ สร้างพิษร้ายแก่ผู้บริโภค โดยมี
Al Pacino แสดงเป็น Lowell Bergman โปรดิวเซอร์รายการทอล์คโชว์สด เป็นผู้สนับสนุน
Jeffrey Wigand จะต้องสละสิ่งของและคนอันเป็นที่รักไปหลายอย่าง แต่ก็ไม่ย่อท้อ
ถามว่าคุ้มหรือไม่ เขาสองคนตอบว่า “It’s worth it” (สร้างจากเหตุการณ์จริงเสียด้วย)หนังเดินเรื่องช้ากว่าปกติ แต่ความเข้มข้นทางอารมณ์ทำให้อยากจะให้ช้ากว่านี้
จะได้เสพอย่างเต็มที่

หนังดีจนขนลุก แต่ไม่ต้องสงสัยเลยที่ไม่ได้รางวัลออสการ์สักตัว ก็วิพากษ์วงการบุหรี่
เสียยับขนาดนี้ Russell Crowe เลยค่อยได้รางวัลปลอบใจจาก The Gladiator ในปีถัดมา

17.

GATTACA

ใน อนาคต ผู้คนต้องถูกแยกพันธุ์เด่นพันธุ์ด้อย เพื่อคัดเลือกเฉพาะพันธ์ุดีๆทยอยเดินทางไปตั้งรกรากในถิ่นที่อยู่ใหม่ ต้องตรวจDNAด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่อย่างสม่ำเสมอ Ethan Hawke แสดงเป็น Vincent ผู้มีสายพันธ์ุด้อยแต่อยากจะเดินทางออกไปนอกโลก จึงร่วมวางแผนอันแยบยลกับ Jerome อดีตนักว่ายน้ำเหรียญทองโอลิมปิคที่ตอนนี้ขาพิการ แสดงโดย Jude Law …ราวกับว่า Vincent จะใช้ร่างกายอันด้อยค่าพาวิญญาณของ Jerome ไปด้วย ด้วยจิตใจอันแข็งแกร่ง …นอกจากเรื่องดีและสนุกแล้ว Art Direction อันสวยงามหรูหราแบบ minimalism ยังโดนก๊อปแล้วก๊อปอีกโดยวงการโฆษณาประเทศสารขัณฑ์เสียด้วย …แด่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมทุกคน

18.

THE GREAT EXPECTATION

โอย …พลาดไม่ได้กับ long take (ฉากยาวต่อเนื่องแบบไม่ตัดเลย) ตั้งแต่พระเอกเดินเข้าไปงานแสดงศิลปะของตัวเอง
เดินหาเอสเทลล่าทั่วงานจนพบแล้ว คุยกันพักหนึ่ง เอสเทลล่าเดินจากไปสักประเดี๋ยว ฟินน์ยืนสับสนอยู่พักหนึ่งจึงวิ่ง
ออกจากแกเลอรี่ตามเอสเทลล่า วิ่ง วิ่งตากฝนออกไปจนไปถึงร้านอาหารหรูหรา
ถามเอสเทล่า Would you like to dance? เอสเทล่ายื่นมือให้แทนคำตอบ ทั้งสองเต้นรำกัน
แล้วเดินจูงมือกันออกมาจูบกันหน้าร้านท่ามกลางฝนพรำ แล้ววิ่งออกไปด้วยกัน (คนตรีจังหวะกระชั้น และเสียงดังขึ้นอีก)
…ทำเอาร้าน Kelly&Ping ร้านอาหารโลเคชั่นนี้ดังระเบิด …ภาพตัดไปที่ห้องของฟินน์เห็นทั้งสองบอกรักกันด้วยภาษากาย…

ยังแถมด้วยภาพportrait มากมาย ฝีมือ Francesco Clemente ให้ดูเรื่อยๆตลอดเรื่อง

ตัวหนังเองเล่าถึงความรักข้ามชนชั้น ตัวพระเอกเองก็พยายามขยับตัวเองขึ้นชั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ แต่พอเป็นตัวของตัวเองแล้ว
ซื่อสัตย์กับตัวเองแล้ว ความรักกลับสมหวังแบบง่ายๆ

19.

Amélie

คำโปรยที่โปสเตอร์เขียนว่า One person can change your life forever.
ก็หมายถึงนางสาว Amélie Poulain คนนี้แหละ คนที่ไม่เชื่อในสูตรสำเร็จ
เชื่อว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เชื่อว่าอะไรต่อมิอะไรมีเหตุและผลของตัวมันเอง
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน …ถ้าอะไรที่มันเหมือนเดิมมาตลอดแล้วมันบิดเบี้ยวล่ะจะเป็นอย่างไร
นั่นเองทำให้ Amélie เริ่มแปลี่ยนชีวิตซ้ำซากของคนรอบข้าง
เปลี่ยนด้วยวิธีที่ต้องหัวเราะ หนังสีสวยสดใส ใครยังไม่ได้ดูหามาดูแล้วจะรู้ว่า
….ถึงเวลาที่ต้องหนีจากความจำเจ แล้วลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

20.

NAPOLEON DYNAMITE

จากคนขี้แพ้ กับสิ่งที่ชอบ ฝึกฝนมาแรมปี สู่ชัยชนะชั่วข้ามคืน
ลุกขึ้นสู้เถอะคนดี ดูแล้วใครๆก็เอาใจช่วยหมอนี่ทั้งนั้น

21.

A League of Their Own

เพิ่งดูซ้ำทางทีวีเมื่อสองวันก่อน ดูแล้วก็ซึ้งทุกทีไป
วันที่ผู้ชายต้องออกไปรบ ผู้หญิงยังต้องออกจากบ้านมาเล่นกีฬา
เล่นได้ดีเสียด้วย …

22.

PATCH ADAMS

หนัง สร้างจากเรื่องจริงของคุณหมอ Hunter Patch Adams ผู้ก่อตั้ง Gesundheit Clinic ไว้รักษาคนไข้ต่างๆแถมด้วยเสียงหัวเราะทั้งวี่ทั้งวัน เพราะนายแพทย์เชื่อว่าการรักษา ไม่ใช่แค่ควบคุมโรค แต่ต้องให้จิตใจแจ่มใสด้วย เผชิญกับความตายอย่างองอาจ นั่นแหละถึงจะเป็นการรักษาที่ถูกต้อง Patch Adams ต่อสู้กับแพทยสภาแห่งอเมริกาเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน จนถึงวันนี้มีคนยอมรับวิธีนี้มากมายแล้ว เพราะนอกจากหมอจะรักษาคนไข้แล้ว คนไข้ก็รักษาหมอ และคนไข้ก็ยังรักษากันเองได้ดีอีกด้วย ขอจงสู้ต่อไป

23.

MAN ON THE MOON

หนัง ชีวประวัติดาวตลกผู้ยิ่งใหญ่นาม Andy Kaufman หรือบางทีก็เป็น Tony Cliffton ตัวละครห่ามๆที่แอนดี้สร้างขึ้นมาไว้ระบายความกักขฬะในลีลาประชดประชันออกมา ตลอดช่วงชีวิตเขามีคนเข้าใจและหัวเราะเรื่องตลกของเขาเพียงหยิบมือเดียว แต่หนึ่งในนั้นดันเป็นผู้บริหารกิจการทีวี เขาจึงมีโอกาสได้ลองมุขต่างๆในวงกว้างบ้าง แต่ผู้ชมก็ยังไม่เข้าใจ แอนดี้ก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น ลองแสดงเป็นนักมวยปล้ำแบบสมจริงแดกดันวงการมวยปล้ำ ผลก็ออกมาเป็นแบบเดิม แต่เขาไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดแสดง จนวาระสุดท้าย หลังจากแอนดี้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดทั้งๆที่ไม่สูบบุหรี่ นักวิจารณ์ออกมาอธิบายมุกตลกต่างๆของเขาให้คนร่วมสมัยได้รับรู้ ผู้ชมถึงเข้าใจและยกย่องว่าแอนดี้เป็นดาวตลกระดับตำนานคนหนึ่ง (วง R.E.M. แต่งเพลงชื่อดียวกับหนังเพื่อระลึกถึงและเป็นเกียรติแก่เขาด้วย) จิมได้รางวัลลูกโลกทองคำจากบทนี้ ซึ่งดูแล้วก็เป็นแอนดี้จริงๆ ไม่เป็นจิม แครี่อย่างที่เราเคยเห็นกัน

พวกเราสู้ๆ

หนังลุกขึ้นสู้ ๑

พฤศจิกายน 1, 2009

1.

APOLLO 13

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า คนไปเหยียบดวงจันทร์แล้วหรือยัง ถ้าได้ดูหนังเรื่อง APOLLO 13 จะเชื่อสนิทใจ ทั้งๆที่เป็นเรื่องของคนที่ขึ้นไม่ถึงดวงจันทร์ ยังทำให้เราเชื่อได้ว่าที่อีตานีล อาร์มสตรองก้าวลงบนดวงจันทร์แล้วพูดว่า That’s one small step for a man, one giant leap for mankind. …มันเกิดขึ้นแล้วก่อนหน้า

รอน ฮาเวิร์ด ทำให้น่าคล้อยตามได้แบบไม่มีคลางแคลง ก็ทำให้คนทั้งโลกเชื่อไปแล้วว่าคนเหยียบดวงจันทร์ตั้งแต่ปี1971 นับประสาอะไรที่ ปี1995จะย้ำว่าขึ้นไปถึงจริงๆไม่ได้

โดยเฉพาะการ แสดงของ Ed Harris ถึงความมุ่งมั่นในบท Gene Kranz ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมการบินยานอวกาศ เป็นคนมองโลกในแง่ดีจนวินาทีสุดท้าย และก็ประสบผลสำเร็จได้จริง

ทั้งบทจิม โลเวลล์ เฟรด เฮส แจ็ค สไวเกิร์ต และ เค็น แม็ตทิงลี่ นักบินทั้งสี่ต่างเชื่อมั่นว่ามันจะต้องประสบความสำเร็จจนได้ กลับมายังโลกจนได้ กลับมาหาคนที่รออยู่ให้ได้ แม้จะประสบความสำเร็จบนความล้มเหลวก็เถอะ

ดูทีไรลุ้นทุกครั้ง ดูทีไรปลื้มใจทุกที

2.

PURSUIT OF HAPPYNESS

ไม่ผิดนะ ชื่อหนังสะกดด้วยตัวYจริง (เป็นคำที่มาจากบทประกาศอืสรภาพวันที่มีประเทศอเมิกาวันแรก)
เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่Will Smithดาราผิวหมึกระดับแม่เหล็กแสดงได้ดีเยี่ยม
อาจเป็นเพราะเด็กชายในเรื่องเป็นลูกชายของเขาจริงๆ
ในบทที่ต้องบากบั่นทำงานหามรุ่งหามค่ำ โดยที่มีลูกชายเป็นกำลังใจสิ่งเดียวในชีวิต
สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง แม้จะปรับให้ไปในทิศทางบันเทิงใจสักหน่อย
ก็ยังรับได้ไม่ยาก

ฉากที่อยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดิน กับฉากท้ายเรื่อง
ใครดูแล้วไม่หวั่นไหวสักนิด
น่าจะเป็นคนใจบาปหนา เกินเยียวยาจริงๆ

ไม่ต้องรอให่ว่างก็ดูได้นะ

3.

SEABISCUIT

เรื่องความผูกพันของคนกับม้าคู่ใจ ความผูกพันระหว่างสามีภรรยา
และนายกับลูกน้อง อยู่ร่วมกันเสมือนครอบครัว
ต่างดูแลจิตใจกันและกัน ต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง
ให้กำลังใจกันยามท้อ เสพสุขร่วมกันเมื่อถึงเวลา

หนังอารมณ์ละเมียด ไม่คุกคามคนดู หาดูยากนะ
ดูแล้วได้ยิ้มชื่นใจทุกครั้ง (ดูเกินสิบรอบแล้ว)

ที่สำคัญม้าแม่งโคตรสวยทุกตัวเลย

ฮวี้ ฮวี้ ฮี้ ฮี้ ฮวี้ ฮวี้…ฮี้ ฮี้ ฮี้

4.

HULA GIRLS

หนังญี่ปุ่นเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี่เอง
เป็นเรื่องคนแพ้จากโตเกียวต้องไปช่วยกลุ่มคนแพ้ชาวเหมือง ในช่วงยุค60′s
นำเรื่องเล็กๆไปแก้ปัญหาใหญ่ๆ ด้วยใจมุ่งมั่น
ที่ต้องฝ่าฟันกลับเป็นเรื่องคนในชุมชนเป็นหลัก
สู้ สู้กันไป กลับดูแล้วซึ้ง น้ำตาล้นไม่รู้ตัว
หนังจบ รีบปาดน้ำตา ลุกขึ้นสู้โดยพลัน

หนังดูสนุกจนไม่น่าเชื่อว่าจะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์(สาขาตปท.)ด้วย

5.

WINGED MIGRATION

หนังสารคดี นกอพยพหนีหนาวไปที่ที่อุ่นกว่า
ถ่ายทำนานกว่าสี่ปี ในหลายๆประเทศ
ภาพนกบินสวยงงามเกินบรรยาย
ดูแล้วจะรู้จักถอยในเวลาสมควร ใช้สัญชาติญาณบอก
พร้อมลุกขึ้นสู้อีกครั้งเมื่อถึงเวลา

6.

THE PIANIST

เรื่องThe Pianist นี่ดูทางช่องเคเบิ้ลบ่อยๆ
เวลาเปิดมาเจอก็จะหยุดนั่งดูอยู่เสมอ เป็นหนังอัตชีวประวัติ
ของนักเปียโนนามอุโฆษ Wladyslaw Szpilman ชาวโปแลนด์เชื้อสายยิว
ที่ใช้ชีวิตหัวซุกหัวซุนในกรุงวอร์ซอว์ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ชอบฉากหนึ่ง ที่มีนายทหารระดับสูงมาพบสปิลแมนเข้าในบ้านร้าง
ถามสปิลแมนว่าทำอาชีพอะไร เขาตอบว่าเป็นนักเปียโน นายทหารรูปหล่อบอกว่า
ไหนเล่นให้ดูหน่อย เท่านั้นแหละ …ลองนึกดูนะว่านักดนตรีไม่ได้เล่นดนตรีนานๆ
มันอึดอัดขนาดไหน จู่ๆมีคนบอกให้เล่นไห้ฟัง ก็เลยพรั่งพรู ระบายออกด้วยความไพเราะ
ได้ฟังเสียงเปียโนแล้วคงไม่มีใครคิดจะทำร้ายหมอนี่เด็ดขาด
…เรียกได้ว่าเป็นบุคคลของโลกโดยแท้

ตอนใกล้ๆจบ สงครามเลิก สปิลแมนในชุดทหารเยอรมัน
เดินออกมาเผชิญหน้ากับทหารโปแลนด์ แล้วยกมือบอกพวกนั้นว่าเป็นคนโปแลนด์
ทหารตะคอกว่าทำไมใส่ชุดเยอรมัน ภาพclose-upสปิลแมนเห็นดวงตาใสสะอาด
ตอบว่า “ฉันหนาว”

เอเดรียน โบรดี้ได้ออสการ์ไปกอดแบบนิ่มๆ

ไปหาดูอีกรอบดีกว่า…

7.

SHAWSHANK REDEMPTIONใครอยากดื่มเบียร์shawshankบ้าง…ดูหนังเรื่องนี้ แล้วอยากมีวันที่สดใส
กระดกเบียร์แล้วชื่นใจเหมือนนักโทษบนดาดฟ้าบ้าง
แม้จะเป็นนักโทษวางแผนหนีคุก ก็ยังเป็นกำลังใจ
ให้เรารู้จักมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ถึงจะริบหรี่ขนาดไหน
หากเริ่มเสียแต่ตอนนี้ แสงก็จะสว่างโชติช่วงขึ้นเรื่อยๆ
หากไม่เริ่มทำแสงก็จะยิ่งหรี่ลง หรี่ลง ทุกๆที

แบบที่โปสเตอร์โปรยเอาไว้ว่า Fear can hold you prisoner. Hope can set you free.

วันที่พระเอกหนีออกจากคุกได้ ทำไมรู้สึกดีใจกับมันด้วยก็ไม่รู้
อิสรภาพคงเป็นเรื่องสากลละมั้ง รู้จักกันมาตลอดเรื่อง
ก็พอรู้ว่ามันไม่ได้เลวอะไร ให้ออภัยกัน คงไม่ผิดหรอก
ยินดีด้วย..เพื่อน

หามาดูกันนะ

8.
A MAN WHO WAS SUPERMANเพิ่งจะได้ดูไปเมื่อไม่กี่วันก่อน หนังเกาหลีชื่อไทยว่า ยัยตัวร้ายกับนายซูเปอร์แมน
เห็นปุ๊บก็รู้ว่านำโดยจวอน จี ฮุน คนดังจาก My Sassy Girl
แต่คราวนี้มาในมาดสื่อมวลชลสุดห้าว ที่ต้องตามเก็บภาพสารคดี
สาวลึกถึงเบื้องหลังเรื่องชายหนุ่ม ที่คอยตระเวณช่วยเหลือคนในเมือง
เพราะเชื่อว่าถ้าทำความดีมากพอแล้ว คริปโตไนท์ที่ฝังอยู่ในหัวเขาจะหลุดออกมา
และเขาจะสามารถใช้พลังพิเศษ กลับเป็นซูเปอร์แมนได้ดังเดิม
..ไม่อยากเล่าเยอะนักดูจบแล้วน้ำตาคลอ เสริมกำลังใจได้ไม่น้อย ดูแล้วอยากดูอีก …อยากดูอีก

9.
DEPARTURES
หนังญี่ปุ่นกำลังลงโรงอยู่ หาดูได้ที่house RCA กับ Lido
หนังเล่าเรื่องนักเชลโลตกอับคนหนึ่งที่ต้อง ประคองครอบครัวให้อยู่รอดได้





อยากให้ไปดูกัน
เดี๋ยวค่อยมาเขียนใหม่ตอนมันออกแล้วดีกว่า

10.
JERRY MAGUIREใครๆก็ดูเรื่องนี้แล้วมั้ง ก็หนังดังแห่งปีนี่นา
ทำเอา Dorothy Boyd ที่แสดงโดยRenée Zellweger ดังสนั่น คนดูหลงรักกันทั่ว
…ทั้งๆที่บริษัททำงานกับคน กับนักกีฬา แต่ทำเหมือนคนนั้นๆเป็นแค่ก้อนสินค้า
เจอรี่ แม็กไกวร์อึดอัดกับระบบอุตสาหกรรม จึงขอถอนตัว
ออกมาเดินทางสายเปลี่ยวด้วยตัวเอง
โชคยังดีที่มีดอรธี บอยด์มาเป็นกองหนุนให้มีแรง มีพลัง มีชีวิตต่อได้
ทั้งยังได้นักกีฬาเพี้ยน(Cuba Gooding Jr.ได้ ออสการ์จากบทนี้)
เป็นลูกค้า เป็นเพื่อน มาเติมชีวิตให้เต็ม
หนังสนุก เพลงเพราะ นักแสดงมากฝีมือ ดูเพลินๆ
ผู้กำกับCameron Croweไม่เคยทำให้ผิดหวัง
ดูจบแล้วมีกำลังใจเพิ่มขึ้น พวกเราสู้ๆ
11.
MEN OF HONORหนังชีวประวัติของคาร์ล บราเชียยร์ทหหารเรือผิวดำแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ
ผู้ทำหลายสิ่งที่แหวกประเพณีดั้งเดิม ต่อต้านการเหยียดสีผิวด้วยใจมุ่งมั่น
และความสามารถล้วนๆ แสดงโดยCube Gooding Jr. และRobert De Niro เป็นครูฝึกใจหิน
ลองหามาดูกันหรือไม่ก็รอดูในเคเบิ้ลทีวี ช่วงนี้เห็นฉายบ่อยๆ
12.
THE SECRET GARDENหนังสนุกสนานฝีมือผูกำกับจอมป่วนชาวญี่ปุ่น ชิโนบุ ยากูจิ
สร้างปี1996 เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ชอบนับแบ๊งค์เป็นชีวิตจิตใจ
ฝ่าฟันอุปสรรคนานา เพียงเพื่อจะได้นับเงิน 500ล้านเยนของตัวเอง
เธอไม่ย่อท้อต่ออะไรทั้งสิ้น แต่ไม่บอกหรอกว่าเรื่องเป็นไง
ต้องดูเอง ดูแล้วไม่หัวเราะให้เตะ 2 ที ไม่ลุกขึ้นสู้ให้เตะ 3 ที
13.
THE TRUMAN SHOWผลงานโชว์ฝีมือแท้จริงเรื่องแรกของJim Carrey โดยผู้กำกับPeter Wier
รายการreality showอันโด่งดังกว่าสามสิบปี คนดูติดงอมแงม
เพราะออกอากาศนานน้านนาน
…จนวันหนึ่งที่Truman Burbankรู้สึกผิดปกติ
รู้จากสัญชาติญาณเบื้องลึก พยายามหลีกพ้นจากโลกเสมือน
ฝ่าฟันฉากอันตรายที่ทางทีมงานรายการสร้างขึ้น เดินทางสู่โลกจริงที่ไม่มีใครกำหนดได้In case I don’t see ya, good afternoon, good evening and good night. See ya!

14.
ELIZABETHTOWN
ขอแถมหนังของ Cameron Crowe อีกเรื่องหนึ่ง ตามสูตรหนังสนุก เพลงเพราะ นักแสดงมากฝีมือ ดูเพลินๆ
หลังจากDrew Baylor (แสดงโดยOrlando Bloom) นักออกแบบรองเท้ากีฬาชื่อดังถูกไล่ออกจากงาน
และพบว่าจะต้องเดินทางไปงานศพพ่อ..ที่ไม่ค่อยจะสนิทกันเท่าไหร่..แบบกระทันหัน
ระหว่างทางพบแอร์โฮสเตสสาวน่ารักคนหนึ่ง(Kirsten Dunst) ผู้ทำให้ความเหงา ความเศร้าค่อยๆจางตัวลง
ได้รู้จักพ่อดีขึ้น รู้จักแม่ดีขึ้น ผ่านคนในเมืองElizabethtown …ดูแล้วชื่นใจจริงๆ

สังเกตดีๆตอนงานปาร์ตี้จะเห็นรูปพ่อกับแม่ที่ขึ้นจออยู่
เหมือนกับภาพThe Kiss ของ Gustav Klimpt ซ้วยสวย…

อยากดู

ตุลาคม 5, 2009

ลองช่วยกันนั่งนึกกับอ.เอิร์ธ และอ.ตุลที่ร้านกาดหลวง ตอนบ่ายวันอาทิตย์ ได้หนังน่าดู นอกเหนือจากหนังในตำราแล้ว นักเรียนหนังน่าจะได้ดู เป็นหนังสนุก เนื้อหาประทับใจ ถ่ายภาพงดงาม มี…

Edward Scissorshand

ผีเสื้อและดอกไม้ โดย ยุทธนา มุกดาสนิท

สุดสาคร โดย อ.ประยุต เงากระจ่าง

Small Time Crooks โดย Woody Allen

Legend of the Falls โดย Edward Zwicks

Aviator / Blood Diamonds

Full Monty / Trainspotting

Quadrophenia

Kikujiro โดย Kitano

Zatoichi โดย Kitano

Blue / Red / White

Ratatouille

Boogie Nights

Love Letter โดย Shunji Iwaii

The Cook, The Thief, His Wife and Her Lover

Wild Bunch

Butch Cassidy and The Sundance Kid

In The Mood for Love โดย หว่อง กา ไว

Brokeback Mountain โดย Ang Lee

You, Me and Everyone We Know

Four Wedding and A Funeral / Love Actually

Village Album

The Godfather I, II

Amelie

Jarques Tati: Playtime

Stray Dog

วัยอลวน ภาค3

Pulp Fiction โดย Quentin Tarantino

โรงแรมนรก

Hero โดย Zhang Yi Mou

Crouching Tiger, Hidden Dragon

Spirited Away

Far Away, So Close

Wing of Desire  โดย Wim Wenders

Apocalypse Now  โดย Francis Ford Copola

The Heart of Darkness

Double Light of Veronique

8 1/2

L.A, Confidential

JFK

A Clockwork Orange

2001: Space Oddysey

Belle De Jour

ถ้าเธอยังมีรัก

ทองพูนโคกโพธิ์ ราษฎรเต็มขั้น

Last Tango in Paris

Empire of The Sun

Stolen Kiss

Il Postino

The Star

Salaam Bombay

ไหน..ได้ ดูกันไปกี่เรื่องแล้วล่ะ สามคนนี้ก็ยังดูไม่ครบหรอกนะ แต่สัญญากันว่า จะเอากรุมาแลกกันชม และบางเรื่องจะดูด้วยกันเร็วๆนี้ …ใครอยากดูด้วยยกมือขึ้น

เอื้อนอารมณ์

ตุลาคม 5, 2009

เวลาดูหนังแล้ว นักแสดงคนไหนทำให้เราเชื่อได้ว่าตัวละครนั้นมีอยู่จริง นั่นจะทำให้หนังสนุกขึ้นอีกโข การแสดงที่ว่าเหมือนกับเป็นปฎิกริยาตอบกลับต่อเหตุการณ์นั้นๆ แต่ละคนจะมีปฎิกริยาต่างกัน จะมีจังหวะเอื้อนอารมณ์ต่างกัน ตามแต่ตัวละครนั้นๆ ถ้าเอื้อนจังหวะเหมาะสมก็ทำให้เชื่อได้ไม่ยากหรอก

ละครทางทีวีไทยกว่าร้อยละเก้าสิบ ใช้สูตรสำเร็จการเอื้อนอารมณ์ของตัวละครเฉพาะตัว แยกเป็นพระเอก นางเอก เพื่อนนางเอกฝ่ายดี นางอิจฉา ผู้ร้าย ชัดเจน ใครที่เป็นแฟนละครแบบเหนียวแน่น ก็จะบอกได้ทันทีว่าไผเป็นไผ ง่ายต่อการเข้าถึงและติดตาม เช่น พระเอกจะมีปฎิกริยากับเรื่องฉุกเฉินในท่าทีสุขุมเสมอ ราวกับว่าได้คาดการณ์ไว้แล้ว นางเอกจะมีปฎิกริยากับเรื่องฉุกเฉินในท่าทีตระหนกนิดๆ แต่ถ้าอยู่กับพระเอกจะตกใจมาก แต่ไม่มากเท่านางอิจฉา คนนี้เขาจะรุนแรงกว่าใครอยู่แล้ว ผู้ร้ายจะมีปฎิกริยากับเรื่องฉุกเฉินในท่าทีลุกลี้ลุกลน ดูเหมือนใจร้อนและพร้อมที่จะคิดแผนงี่เง่าขึ้นมาได้อีกหนึ่งตลอดเวลา คนใช้จะมีปฎิกริยาก็ต่อเมื่อนายสั่ง และได้ตามสั่งทุกครั้ง

ก็เป็นความบันเทิงง่ายๆสำหรับคนที่เหนื่อยล้ามาจากงาน มานั่งชุมนุมหน้าจอแล้วก็ผ่อนคลาย ไม่ต้องปวดหัววิเคราะห์ความบันเทิงซับซ้อนให้มากความ จบแล้วก็ผ่านเลยไป พรุ่งนี้ไปทำงานต่อ

ในขณะที่ทางฝั่งจอเงินยังมีการเอื้อนอารมณ์ประมาณนี้อยู่พอควรในสมัยนี้ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน โดยเฉพาะการแสดงแบบดารา คือไม่ได้เป็นตัวละครตัวนั้นๆ แต่แค่พูดและแสดงตามบทเท่านั้น ยังคงเป็นตัวเองอยู่ Audrey Hepburn ก็แสดงแบบนี้แต่เลือกบทเก่งมากๆ ต่างกันนะ …มีหลายคนบอกว่า ละครเวที ลิเก หรืออะไรที่ใช้คนแสดงสดมักจะมีจังหวะเอื้อนอารมณ์ เปล่งเสียง แต่งหน้าแต่งตัว และอีกหลายอย่างที่เกินจริง เพราะคนดูที่อยู่ด้านหลังจะได้รับรู้อารมณ์ได้ ทีวีไทยในสมัยก่อนก็เช่นกัน ทั้งเป็นขาวดำ จอเล็กๆ ตู้หนึ่งดูกันทั้งหมู่บ้าน ละครทีวืไทยจึงมีวิถีที่เกินจริงสืบมา จะว่าไปแล้วละครทีวีก็คงเป็นแบบเดียวกันทั้งโลก เพิ่งจะมาปรับกันช่วงไม่นานนี้เอง

จังหวะเอื้อนอารมณ์ที่แจ๋วๆจะเห็นได้จากนักแสดงชั้นดี พวกที่ได้ออสการ์นี่ต้องยกให้ ลองดูสักสองเรื่องก่อนจะได้รางวัลและเรื่องที่ได้รางวัลจะเห็นได้ชัดว่า จังหวะเอื้อนแปรผันตามตัวละครทุกครั้ง ลองดู Jamie Foxx ใน Ray ด้วยบทเรย์ ชาร์ลส์ และ Colatteral ที่เล่นกับทอม ครูซ เป็นแท็กซี่ขาเสีย เทียบกับAny Given Sundayที่เป็นนักกีฬาตัวเจ็บของลีกอเมริกันฟุตบอล หรือลองดู Phillip Seymour Hoffmann จากเรื่องBoogie Nightsเป็นกระะเทยห่วยๆ ต่อด้วย Talented Mr. Ripleyเป็นเพลย์บอยไฮโซ ต่ออีกด้วย Capote กับ MI:III ที่เป็นวายร้ายเลือดเย็น โอยเหนือชั้นจริงๆ พวกนี้ ต้องอย่าลืม Tom Hanks ใน Philadelphia กับ Forrest Gump …อยากดูจังหวะเอื้อนอารมณ์เฉพาะตัวเจ๋งๆต้องดูพวกบทสนับสนุนยอดเยี่ยมด้วย สุดๆทั้งนั้น

นักแสดงไทยโดนๆมีน้อย เปลี่ยนบทได้ไม่มากนัก จังหวะเอื้อนมีอยู่แบบเดียว ส่วนมากแสดงแบบดาราเสียเป็นส่วนใหญ่ อย่าไปว่าเขา นั่นเป็นสิ่งที่ผู้กำกับตัดสินใจแล้วก็ขายได้ จะไปผิดตรงไหนล่ะ …คนที่คาดว่าจะมา น่าจะเป็นคุณอนันดา มีจังหวะเอื้อนหลากหลาย ที่มาแล้วก็คือคุณหมิว และ คุณสินจัย เสียดายที่ไม่ค่อยมีผลงานนัก อยากดูอีก

คนบนโลกนี้ส่วนมากมักจะอดไม่ได้กับเรื่องบันเทิงซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วอ่านอีก เพลงที่ฟังแล้วฟังอีก การได้ตระเวณดูซากปรักหักพัง ดูโบราณสถาน ที่ทำให้รำลึกต้นตอของสถานที่ที่ไม่มีวันหวนกลับ และการเลียนแบบท่าเต้นของผู้ชายกุมเป้าคนนั้น …รวมไปถึงการเปิดมาเจอหนัง ที่เคยดูแล้วหลายรอบ ก็อดไม่ได้ที่จะหย่อนก้นดูอีกซักรอบ โดยลืมไปว่ากำลังจะหาอะไรใหม่ๆดูอยู่ หรือแม้กระทั่งหนังที่ทำมาจากหนังสือ หนังที่ทำมาจากเพลงก็ตาม

มันก็ง่ายดีนะ ผมบอกกับตัวเอง ดูหนังที่รู้เรื่องอยู่แล้ว ดูหนังที่เคยดูแล้ว ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องเดา ปล่อยใจไปตามมันก็พอ แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลข้อเดียวหรอก ที่จะตรึงลูกตาเราอยู่กับภาพบนจอ

หลายครั้งหลายหนที่พอได้ดูหนังที่เคยดูแล้ว กลับได้มิติที่แตกต่างไปจากเดิม ไอ้ที่ไม่เคยหัวเราะก็หัวเราะได้ ไอ้ที่หัวเราะอยู่แล้วก็หัวเราะอีก โดยเฉพาะไอ้ที่ไม่เคยซึ้งแล้วมาซึ้งรอบหลัง บางครั้งทำให้รู้สึกว่าเมื่อก่อนตัวเองนี่ใจหยาบเสียจริง (ทั้งๆที่เพิ่งดูรอบที่เจ็ดไปเมื่อวานนี้เอง) หรือจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ขับเคี่ยวเราให้กร้าวแกร่ง หรือขัดเกลาเราจนอ่อนโยนลง ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเป็นประสบการณ์ทางสุนทรียะที่มากขึ้น เราได้เสพเรื่องๆหนึ่งด้วยวิธีการเล่าที่แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น พอได้มาดูเรื่องนี้อีกครั้ง เรื่องๆนั้นวิ่งตรงสู่หัวใจของเรา ตอนขากลับแวะสะกิดต่อมน้ำตาไม่ให้อู้งาน ก่อนที่จะจากไปและกลับมาอีกในรอบถัดไป

ครั้งที่เราดูบ่อยๆแล้วก็มักจะเฉไฉไปลองเสพสิ่งรอบๆข้างในตัวหนังบ้าง การแสดงเอย บทพูดเอย มีเพลง มีเสื้อผ้าทรงผม มีทิวทัศน์ มีฉากที่ตกแต่งสวยงาม การตัดต่อ การถ่ายทำ มีมุกต่างๆ และอื่นๆอีกเพียบ ไม่ได้ดูภาพรวมเหมือนรอบแรกๆ อาจไพล่คิดไปถึงเรื่องนั่นนู่นนี่ที่สัมพันธ์อยู่กับหนังก็เป็นได้ เช่น เรื่องการเมืองการปกครองบ้าง เรื่องศิลปะวิทยาการบ้าง เรื่องศาสนาบ้าง เรื่องความรักบ้าง เรื่องวิทยาศาสตร์ ตลอดจนไปถึงเรื่องปรัชญา ก็ตามแต่จะลากไป

ความบันเทิงซ้ำเป็นที่ชี่นชอบของคนปกติ จะซ้ำมากซ้ำน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าคนไม่ปกติก็จะไม่เปลี่ยนเลย หมกมุ่นกับเรื่องเดิมๆเปลี่ยนแต่สื่อ เปลี่ยนแต่วิธี วนเวียนอยู่ตรงนั้น ไม่ยอมจากไปสู่ที่อื่นๆ เหมือนมือกระบี่ที่ยังค้นหากระบวนท่าพลิกแพลงจากเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดอยู่ หลายต่อหลายปีถึงจะค้นพบสิ่งเล็กจิ๋วสิ่งใหม่แต่เขย่าวงการ พวกนอกวงการได้แต่ทำหน้าเหรอหราจนถึงขั้นไม่รู้ไม่ชี้ด้วย …และแล้วก็ผ่านไปอีกเรื่อง

…โลกนี้กว้างใหญ่ มีเรื่องราวหลากหลายให้ได้รับรู้และบันเทิงเริงใจได้ ทั้งโหดร้าย สวยงามและจริงจัง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

กำกับภาพ

ตุลาคม 5, 2009

ผมเพิ่งเข้าใจไม่นานมานี้เองว่า องค์ประกอบภาพไม่ได้ว่าด้วยภาพสวยเป็นสำคัญ ต้องคำนึงถึงเนื้อหาที่จะส่งต่อถึงผู้ชมมากกว่า รู้จักใช้ที่ว่าง เส้น สี คุณภาพแสง ความสว่าง ความชัด มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง …ทั้งหมดนี้เพื่อตรึงผู้ชมไว้กับเก้าอี้และกำหนดผู้ชมให้ค่อยๆคล้อยตาม แก่นของเรื่องอย่างปฏิเสธไม่ได้

งานภาพยอดเยี่ยมทั้งหลายสามารถคุมองค์ประกอบทั้งหมดให้มีเอกภาพ และให้บริบทรับใช้แก่นอย่างไม่ประนีประนอม บางครั้งเราปิดเสียงกั้นบทสนทนา เสียง  และดนตรีประกอบไว้ที่อื่น มุ่งไปดูที่ภาพซึ่งเป็นปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียว จะได้ค้นพบเนื้อแท้ของงานประกอบภาพชั้นครูโดยไม่รู้ตัว (เพราะหลายครั้งภาษาที่พูดเป็นตัวกักจินตนาการ ให้ผู้ชมมัวพะวงกับเรื่องผ่านบทสนทนาที่เข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง ทั้งศัพท์เทคนิค ศัพท์สแลง ภาษาถิ่น หรือแม้กระทั่งการแปลที่กระท่อนกระแท่นก็ดี) เข้าใจเรื่องและแก่นได้ดีกว่าเดิม แม้จะขาดอรรถรสไปหลายส่วนก็ตาม

คณะกรรมการออสการ์ตัดสินให้รางวัลหัวข้อกำกับภาพยอดเยี่ยมแก่ภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ แค่ภาพสวยงามแบบสุดขั้ว หากแต่มอบให้แก่ภาพยนตร์ที่สวยงามพอดิบพอดี เล่าเรื่องได้อย่างง่ายๆลงตัว ทั้งเชิงเทคนิคและเชิงศิลปะเหมาะสมกับเรื่องที่จะเล่า จะว่าไปสิ่งเหล่านี้เรียกรวมๆว่าการประกอบภาพ หรือที่นักเรียนหนังรู้จักว่า mise en scence

อยากให้มายืมหนังพวกนี้ไปดูเหลือเกิน

หนังกำกับภาพโดย Robert Richardson มีเรื่อง JFK; Heaven & Earth; Kill Bill Vol. I, II

กำกับภาพโดย Conrad Hall มีเรื่อง American Beauty; Road to Perdition

โดย John Toll เรื่อง Legends of the Fall; Breaveheart; Almost Famous; Elizabethtown; The Last Samurai

โดย Roger Deakins เรื่อง The Shawshank Redemption; A Beautiful Mind; No Country for Old Men; The Assasination of Jesse James by The Coward Robert Ford

และสำคัญมากที่กำกับภาพโดย Gordon Willis เรื่อง The Godfather I, II, III

อ้อ อย่าลืม เรื่องJu Dou; Raise the Red Lantern; The Road Home; Hero; Crouching Tiger and Hidden Dragon; Farewell My Concubine; Eros

พูดกันดีๆ

ตุลาคม 5, 2009

อยากกลับไปดูหนังแบบฟังเสียงภาษาอังกฤษ แล้วเข้าใจอีกครั้ง จริงๆแล้วก็ไม่ถึง90เปอร์เซ็นต์ดอก ศัพท์เทคนิค ศัพท์สแลง ยังพอเดาจากบริบทได้ รับอรรถรสดีกว่า ไม่เว้าแหว่งนัก ตอนนี้อย่าว่าแต่ศัพท์ยากเลย แค่พูดรัวนิดหน่อย สำเนียงอู้อี้หน่อย ก็เล่นง่าย อ่านตัวหนังสือวิ่งเสียแล้ว ความพยายามน้อยลงเยอะ

บทสนทนาในหนังฮอลลีวูด ส่วนใหญ่แต่งได้ดีเหลือเกิน ถ้าใครสนใจเรื่องภาษาจะพบว่ามันสามารถบอก บุคลิก ทรรศนะคติ และพอคาดเดาได้ว่าตัวละครนั้นๆจะตัดสินใจอะไร อย่างไรต่อไป จากระดับของภาษาสแลงที่ใช้ คำพูดที่สนองตอบกับสถานการณ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการไม่พูดก็ให้ผลดีได้เหมือนกัน สนทนากันไม่กี่ประโยค คนดูก็รู้จักคนทั้งสองแล้ว นี่ก็เรียกได้ว่าเป็นบทชั้นดี หรือจะให้ค่อยๆรู้จักตัวละครทีละนิดๆจนจบเรื่อง สองคนที่ว่าคุยกันแต่คนดูไม่รู้เบื่อ นี่ก็บทชั้นครูอีกเหมือนกัน

บทสนทนาดีๆ จะมีเกริ่น ก้าว และเก็บเสมอ เรื่องหนึ่งสักสามถึงสี่มุกเป็นอย่างมาก ซึ่งเพียงพอกับการเป็นบทที่ดีแล้ว มากไปกว่านี้จะเฝือ คนดูก็จะตามไม่ทันอีกด้วย ใครเกริ่น คนนั้นเก็บ หรือไม่ก็ต้องให้ตัวละครที่พอๆกันเก็บ ส่วนที่จะก้าวเป็นใครก็ได้มาเสริม หลายครั้งหลายหนที่ตัวเอกเกริ่นไว้ หนังทั้งเรื่องก็ก้าวไปเพื่อคำพูดชุดเดียว รอเวลาให้เขาหรือเธอมาเก็บตอนท้ายเรื่อง …หรือการตั้งคำถามกับผู้ชมก็เป็นการเกริ่นอย่างหนึ่ง หนังก้าวไป แล้วตัวละครชั้นนำของเรื่องมารุมเก็บตอนจบ ก็ได้ผลดีไม่แพ้กัน

บทสนทนาจากฮอลลีวูดมักจะพลิกความคาดหมายของผู้ชมทั่วไป ตลกบ้าง หวดเสียวบ้าง สองแง่สองง่ามบ้าง รวมๆฟังดูแล้วฉลาดนิดหน่อย ห้ามฉลาดมากคนดูจะหมั่นไส้และพาลไม่ชอบตัวละครนั้นเอาดื้อๆ อย่าให้ห่างไกลเกินที่พวกเขาจะสัมผัสได้

(หนัง เอเซียชั้นดี ไม่พูดอะไรเลยก็มี พูดน้อยเฉพาะเท่าที่จำเป็นก็มี หรือพูดเฉพาะเรื่องชีวิตประจำวันทั่วๆไป แค่ทักทายกันปกติก็มี มุ่งให้คนดูไปรับสารจากภาษาภาพโดยตรง ซึงมีบ้างที่คนดู ดูรอบเดียวแล้วไม่พอ ต้องขอซ้ำ เพราะมึนกว่าถูกเตะท้ายทอยอีก (อุตส่าห์อ่านตัวหนังสือวิ่งตามเรื่อยๆ แต่ไม่มีอะไร))

อยากกลับไปดู แล้วฟังเองแบบไม่ต้องอ่าน จริงๆนะ

ผู้กำกับ

ตุลาคม 5, 2009

เวลาดูหนัง แล้วเห็นผู้กำกับนั่งเท่ห์ ไม่ทำอะไร คอยแต่สั่งนั่นนี่ตลอดเวลา มีลูกน้องมาพินอบพิเทา โถ…ไม่ต้องทำเองแบบนี้ กูก็ทำได้ หรือใครต่อใครก็เป็นได้ ลองนึกดูอีกที ถ้ามันง่ายอย่างนั้น นึกดูดีๆ คนรอบข้างเป็นผู้กำกับกันสักกี่คน ต่อให้ไม่ต้องกำกับหนังด้วย กำกับสถานีตำรวจ กำกับละคร กำกับศิลป์ กำกับแสง หรือกำกับเส้นข้างสนามฟุตบอลก็ได้  มีกี่คนกัน

คนเหล่านี้มีหน้าที่ประมวลผล และตัดสินใจว่าเมื่องานลุล่วงแล้วผลรวมจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องมีประสบการณ์ มีรสนิยม มีความเป็นผู้นำ มีความใจกว้างระดับหนึ่ง รักลูกน้อง มีความรับผิดชอบสูง และเห็นภาพสุดท้ายทั้งหมดแล้ว ต้องคอยตอบคำถาม เมื่อมีคนสงสัย ต้องคอยแนะนำคนอื่นว่านั่นไม่ใช่ ทำอย่างไรถึงจะใช่ บริหารคน บริหารงาน บริหารเงินด้วยบางที

ทำงานมาระยะหนึ่ง ดูหนังมาระยะหนึ่ง มักจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้กำกับได้ ก็ขอร้องว่าอย่าลองเลย มันไม่ใช่ของง่าย เดี๋ยวจะสร้างหนังเศร้า-เพราะเสียดายเงิน-จนล้นโลก ลองไปทำเป็นผู้ช่วยดูก่อนเถอะ ถ้าแจ๋วจริงค่อยขึ้นแท่น ไม่สายไปหรอกครับ รับรอง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

กะทิ

ตุลาคม 5, 2009

ได้ยินชื่อหนังสือเรื่อง”ความสุขของกะทิ”มาพักใหญ่ๆ ตั้งใจว่าจะอ่าน จะอ่าน ตั้งหลายครั้ง จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้ซื้อเลย จนเขาทำเป็นหนังเสร็จออกมาฉายโรง จนไปดูมาแล้ว ก็ยังไม่ได้ซื้อไม่ได้อ่าน ขอมานั่งเคาะแป้นก่อนละกัน

ผู้กำกับและผู้กำกับภาพทำหนังเรื่องนี้กันอย่างบ้าพลัง เล่าเรื่องด้วยจังหวะเนิบๆ มีช็อตสวยงามแบบไม่ประดิษฐ์ มีช็อตสวยงามแบบประณีต โชว์ความสามารถของทีมงานตลอดทั้งเรื่อง ทั้งกล้อง เซ็ต นักแสดง เลยทำให้อารมณ์หนังเท่ากันตลอด ใครที่ชอบหนังญี่ปุ่นช้าๆ ใครที่ชอบการ์ตูนของอะดาจิ มิตสึรึ คงประทับใจหนังสะอาดๆนี้ได้ไม่ยาก

(ตัวหนังสือเองก็เข้าใจว่าคงเป็นเหมือนกัน แต่ก็ต้องขออ่านเองก่อนถึงจะกล้าทัก ไอ้ที่จะบอกว่าอะไรดีกว่าอะไรนั้นเสียเวลาเปล่า ผ่านไปซักระยะอะไรที่หยิบมาเสพซ้ำ นั่นแหละคือที่ชอบกว่า)

งานlong takeเป็นงานที่ท้าทายคนทำหนังอย่างยิ่ง ทำให้สำเร็จได้ก็เก่งแล้ว ทำให้คนจำได้ยิ่งเก่งกว่า ถ้าคนรุ่นหลานจำได้ด้วยนั่นก็ขั้นเทพไปเลย เรื่องนี้มีlong takeเกือบทั้งเรื่อง ก็พยายามจะตีความว่าน่าจะอยากให้เป็นเหมือนแต่ละบทในหนังสือ จบเป็นตอนๆไป แต่พอมันเยอะขนาดนี้ จะว่าไปแล้วดูเหมือนจะเยอะเกิน ก็จะจำไม่ค่อยได้ รับรู้แต่ว่างามดี ก็บอกแล้วว่าบ้าพลัง …แต่ยังเชื่อขนมกินได้เลยว่า งานเรื่องต่อไปของทีมนี้ต้องดีขึ้นแน่นอน และสัญญาว่าจะไม่พลาดดูเป็นอันขาด

สู้ๆ ธนนท์และเจนไวยย์

ไชยา

กันยายน 7, 2009

ไชยาเป็นหนังไทยดูสนุก มีทั้งบู๊ต่อสู้ ทั้งบู๊เชิงอารมณ์ ประกอบกับเรื่องส่วนตัวที่เห็นกันอยู่ทั่วไปแต่พอมาลำดับดีๆ อยู่บนจอใหญ่กลับมีเสน่ห์อย่างประหลาด ตัวหนังดูสมจริง เนื้อเรื่องชวนติดตาม มีเกริ่น มีรับ มีเก็บ ครบเครื่องครบครันแถมยังจังหวะดีอีกต่างหาก ออกมาพูดสิ่งที่คนดูอยากจะฟังพอดี คนดูดููแล้วคล้อยตามได้ไม่ยาก จะมียัดเยียดเล็กน้อยแต่ก็ไม่น่าตะขิดตะขวงเท่าไหร่ ทำใจให้รับได้แบบไม่ฝืน
บาง ช่วงอาจะใช้ภาษาหนังที่ยากๆบ้าง ทำให้งงเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นลีลาน่าสนใจ ใครที่ดูหนังมาเยอะแล้วไม่ต้องกลัว มีในหนังฮอลลีวูดบ่อยแล้ว แต่เพิ่งมาใช้แบบเต็มที่ อาจจะดูแปลกตาไปบ้างสำหรับหนังไทย ไม่นานก็ปรับตัวได้

ประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้เป็นประเด็นง่ายๆ คือด้านสว่าง กับด้านมืด เหมือนนาซิสซัสกับโกมุนด์ เหมือนเจไดกับซิธ เหมือนสงครามกับสันติภาพ ที่มีปลายทางเดียวกันแต่เส้นทางเดินต่างกัน เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนนัก ตัวละครก็เรียบง่าย หนึ่งชั้น สองชั้นเป็นส่วนใหญ่ จะมีก็แต่บทเปี๊ยกที่ดูจะมีมิติลึกกว่าคนอื่น มีทั้งเรื่องวิชามวยไชยา วิชามาร ความโหดเหี้ยม ความมีคุณธรรมน้ำมิตร ความเสียสละ จะเป็นคุณศุภกร กิจสุวรรณ หรือ คุณอนันดา เอเวอริ่งแฮม หรือใครก็ตามที่มารับบทนี้ แสดงเข้ามาตรฐานก็เข้าชิงรางวัลได้สบายๆอยู่แล้ว หากคุณอัครา อมาตยกุลเก็บอารมณ์ให้ละเอียดกว่านี้หน่อย รับรองวันประกาศผลไม่ต้องลุ้นให้เมื่อยแบบนี้ นอนมาเห็นๆ

ด้านคุณแสงทอง เกตุอู่ทองเองถ้ามีประสบการณ์การแสดงมากกว่านี้อีกสักนิด บทผู้หญิงไทยดั้งเดิมที่บูชาคนรัก (ไม่ใช่บูชาความรัก) ที่ยอมเสียตัว เสียศักดิ์ศรี ยอมได้ทุกอย่าง เพื่อจะดึงคนรักไว้ใกล้ตัว น่าจะมีสีสัน และกระทบหัวอกผู้ชมผู้หญิงได้ไม่ยากนัก ซึ่งในที่นี้ก็ดูค่อนข้างเป็นธรรมชาติอยู่ เก็บตัวฝึกฝนอีกสักระยะได้แจ้งเกิดเต็มตัวแน่

นักแสดงหน้าใหม่นาม ธวัชชัย เพ็ญภักดีที่รับบทเผ่า นั้นเปิดตัวเรื่องแรกได้แรงเหลือเกิน ขนาดบทน้อยๆเนิบๆ บทคนมีชีวิตเพื่อคนอื่น แถมแอบรักแฟนเพื่อนก็ทำได้เนียน ทั้งยังส่งพลังดึงคนดูให้เอาใจช่วยไว้ได้ขนาดนี้ ก็ต้องนับว่าเยี่ยมยอด (แต่ก็อย่างว่าอยู่ข้างคนดีปลอดภัยอยู่แล้ว) นี่ถ้ามีชื่อเสียงอยู่แล้วหละก็ชิงรางวัลแน่นอน รับรองจะติดตามผลงานต่อ

ส่วนบทสะหม้อที่คุณสนธยา ชิตมณีได้รับ ก็ไม่หวือหวา แต่คุณสนธยาสร้างสรรค์ตัวละครนี้ให้ออกมามีเสน่ห์อย่างมีชั้นเชิงจริงๆ ทั้งแววตา ท่าทาง จังหวะเอื้อนอารมณ์เหนือตัวละครอื่นๆ ชูประเด็นเรื่องเพื่อนซึ่งเป็นประเด็นเฉพาะตัวละครตัวนี้ได้ชัดเจน พลอยรักสะหม้อไปได้ง่ายๆอย่างไม่รู้ตัว จริงๆแล้วยังไม่เคยผิดหวังกับผลงานคุณสนธยาสักเรื่องเดียว ทั้งมหาลัยเหมืองแร่, เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์ เยี่ยมตลอด

หนังเรื่องนี้อิงประวัติศาสตร์อยู่นิดหน่อย คนที่มีข้อมูลอยู่บ้างก็คงจะประทับใจ ส่วนพวกไม่ได้ยุ่งวงการหมัดมวยอย่างผม ตอนนี้เชื่อสนิทใจแล้วว่าเป็นเรื่องจริง
วงการทุกวงการก็มีทั้งน้ำดีน้ำเสียทั้งนั้น มันจะก้าวต่อไปได้น้ำดีก็ต้องมากกว่าน้ำเสีย เปี๊ยกก็ล้างน้ำเสียจากวงการมวยออกไปหนึ่งแล้ว ส่วนตอนนี้วงการหนังไทยก็นับได้ว่ามีหนังน้ำดีเพิ่มมาอีกเรื่องแล้ว ช่วยกันสนับสนุนหน่อยจ้า

…เสียดายจริงที่ไม่ได้ดูในโรงใหญ่ จอเท่าบ้าน ตอนนี้ฉายอยู่ในเคเบิล ติดตามดูก็แล้วกัน

Anton Ego – Ratatouille

มิถุนายน 9, 2009

In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment. We thrive on negative criticism which is fun to write and read. But the bitter truth we critics must face is that in the grand scheme of things, the average piece of junk is probably more meaningful than our criticism designating it so. But there are times when a critic truly risks something and that is in the discovery and defense of the new. The world is often unkind to new talent, new creations. The new needs friends.

Last night, I experienced something new, an extraordinary meal from a singularly unexpected source. To say that, both the meal and its maker have challenged my preconceptions about fine cooking is a gross understatement. They have rocked me to my core. In the past, I have made no secret of my disdain for Chef Gusteau’s famous motto, “Anyone can cook” But I realize only now do I truly understand what he meant. Not everyone can become a great artist, but a great artist can come from anywhere.

It is difficult to imagine more humble origins than those of the genius now cooking at Gusteau’s who is in this critic’s opinion, nothing less than the finest chef in France. I will be returning to Gusteau’s soon, hungry for more.

contact

มิถุนายน 9, 2009

ช่วงเอลลี (Elly)ได้สนทนากับมนุษย์ต่างดาวจำแลงร่างในภาพพ่อของเธอ  มีประเด็นหนึ่งน่าสนใจ  ชวนให้คิดได้ว่า มนุษย์โลกแสนเหงาได้จินตนาการสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อกำจัดความว้าเหว่ของตน เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นเป้าหมายชีวิต และเชื่อกันต่อๆมาว่าสิ่งนั้นคือ “พระเจ้า”

ผู้คนแตกต่างกัน พระเจ้าของพวกเขาก็แตกต่างกัน

“ความจริง”เป็นพระเจ้าของนักวิทยาศาสตร์ พวกเขามุ่งหน้า ค้นคว้า ทดลอง และศึกษาธรรมะด้วยการ “พิสูจน์” เพื่อที่จะใกล้ชิดพระเจ้าให้มากที่สุด

นักคณิตศาสตร์ มุ่งมั่นพิสูจน์ ทฤษฎีของเฟอร์มาต์ (Fermat Last Theoreum)มาหลายทศวรรษ  นักฟิสิกส์ต่างๆก็พิสูจน์ทฤษฎีสัมพันธภาพ(Relativity Theory)ของไอน์สไตน์ตลอดมา นักเคมียังคงพิสูจน์หาธาตุเพื่อเติมตารางธาตุให้เต็ม นักชีววิทยาก็ถอดรหัสพันธุกรรมของชาติพันธุ์มนุษย์ ส่วนนักดาราศาสตร์ก็พยายามติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว ฯลฯ

ไม่ต่างอะไรกับ ศิลปินที่ผลิตงานศิลปะ ในแนวทางต่างๆ เช่น งานจิตรกรรมรูปโมนาลิซาผู้เลอโฉมฝีมือของ ดา วินชี ประติมากรรมวิจิตรนาม วีนัส หรือวรรณกรรมโรแมนซ์อันอ่อนช้อย ของเชคสเปียร์ รวมไปถึงคีตกรรมอันรื่นรมย์จากบีโธเฟนหลายต่อหลายชิ้น  ฯลฯ

ศิลปิน “รังสรรค์”งานแสดงความรู้สึกของตนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อกระเถิบตัวเข้าใกล้พระเจ้าของพวกเขาที่มีชื่อว่า “สุนทรียภาพ”

ในขณะเดียวกันพาล์มเมอร์  จอสส์ (Rev. Palmer Joss) ก็คร่ำเคร่งศึกษาปรัชญาชี วิตในเชิงศาสนาคริสต์ จากไบเบิ้ล จนได้กลายเป็นสาธุคุณ และยังรั้งตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดี ด้านจิตวิญญาณด้วย พาล์มเมอร์ เชื่อในพระเจ้า เชื่อว่าพระเจ้าคือ “ผู้สร้างสรรพสิ่ง” เขาสามารถเดินทางไปพบพระเจ้าด้วยยานพาหนะที่เรียกกันว่า “ศรัทธา” โดยมีศาสดาเป็นพลขับ

ส่วนเอลลีได้แรงบันดาลใจ ต่อการศึกษาดาราศาสตร์จากพ่อ ด้วยประโยคที่ว่า  “If it is just us, it’s an awful waste of space”  เธอดั้นด้นค้นหา “คนอื่น” ตลอดมา จนมีดีกรีด็อกเตอร์ นำหน้า  เป็น Dr. Elenor Arrowway.

“คนอื่น-มนุษย์ต่างดาว” ก็คือพระเจ้าของเอลลี่

เธอมีสาวกที่สนับสนุนโดยทางตรง อย่าง S.R. Hadden และทางอ้อมอย่างผู้ชุมนุมหลากหลายจากทั่วสารทิศ หลังได้รับข่าวสัญญาณจากนอกโลก อีกทั้งยังปะปนไปด้วยผู้แสวงหาประโยชน์จากพระเจ้าทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง ที่จะลืมเสียไม่ได้คือผู้ต่อต้านที่เห็นว่า พระเจ้าของเธอนั้นเป็นเพียง “ซาตาน”

ดร.ดรัมลิน ฉกฉวยโอกาสการเป็นผู้พิสูจน์พระเจ้าไปจากเอลลี คิดจะชิงตำแหน่งศาสดาไปจากเธอ แต่สุดท้ายก็พลาด ถูกซาตานตัวจริงทำลายสิ้น

เอลลีจึงมีโอกาสพิสูจน์ พระเจ้าของเธอด้วยตนเอง… เมื่อกลับมายังโลก เธอถูกท้าทายจากพวกที่คลุมเคลือกับสถานการณ์ ให้เธอพิสูจน์ ด้วย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเธอเองไม่มี และ ไม่สามารถหาหลักฐานใดๆมาอ้างอิงได้ ทั้งๆที่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วเป็นประสบการณ์จริง

เอลลีจนมุม ตกอยู่ในภาวะกระอักกระอ่วน เริ่มจะเข้าใจ “ศรัทธา” มากขึ้น …ดังที่เอลลีรับรู้มาจากมนุษย์ต่างดาวว่านี่เป็นสิ่งใหม่  นี่เป็นก้าวแรก ยังคงต้องใช้เวลา อาจจะอีกเป็นพันล้านปีจึงจะได้เห็นก้าวต่อๆไป

เอลลียังบอกต่อกับเด็กๆ ในตอนท้ายเรื่องในทำนองที่ว่าทุกๆคน มีสิทธิ์จะเลือกพระเจ้าของตนเองได้ ด้วยประโยคเดิม “If it is just us, it’s an awful waste of space.” อย่างไรก็ดี เธอก็ยังเชื่อมั่นในเชิงวิทยาศาสตร์ เชื่อมั่นในการพิสูจน์ต่อไป

แต่ทุกๆวันนี้ ใครๆก็นับถือพระเจ้าองค์เดียวกันหมด ขึ้นอยู่กับว่า ดอลล่าร์ หรือ เยน …พระเจ้าสกุลไหนจะแข็งค่ากว่ากัน …หรือ S.R. Hadden จะบรรลุไปนานแล้ว

แล้วพระเจ้าของคุณล่ะ…คือใคร

วันโชคดี

มิถุนายน 3, 2009

วันก่อนได้ไปดูหนังเรื่อง Three หนังเขย่าขวัญขนาดสั้น ของ3ชาติ 3เรื่อง เรียงร้อยกัน หนังสนุกมากครับ …แต่เรื่องที่ว่าโชคดีอยู่ตรงนี้

ตอนเข้าไปดูหนังตัวอย่าง พบว่า หญิงวัยกลางคนในที่นั่งถัดไปทางขวา เธอตัวใหญ่มาก ใหญ่จนไม่เหลือที่วางแขนขวาให้ผมเลย พยายามอย่างยิ่งที่จะเบียดวางด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จ ก็รู้สึกเห็นใจอยู่บ้าง “ใครล่ะ อยากจะเกิดมาตัวใหญ่แล้วต้องมานั่งดูหนัง อึดอัด ในที่แคบๆ” เธอและผมคงรู้สักเช่นเดียวกัน …นั่นคือโชคชั้นแรก

“แต่ก็ไม่แน่นะ” ผมคิด “ที่นั่งด้านซ้ายมือยังว่างอยู่3ที่  ถ้าพวกเขาไม่มาจริงๆ ผมอาจจะขยับไปนั่งเอกเขนกได้” ผมยังมีหวัง

จบเพลงสรรเสริญฯ… ในราว สิบกว่านาทีให้หลัง ผมจำต้องย้ายกลับ เพราะเรื่องโชคดีที่2เกิดขั้น

คู่สามีภรรยาและ ลูกๆ4คน กำลังขยับแทรกตัวเข้ามา คนพ่อมานั่งติดกันกับผมทางซ้าย มีลูกนั่งอยู่บนตัก นั่งกันจนล้นออกมาอีกแล้วครับ ผมอดวางแขนไปอีกข้าง  ก็ดีออกถือโอกาสลดทิฐิมานะของตัวเอง นั่งห่อๆตัวดูหนังไปตลอด

เด็กๆแต่ละคน คะเนดูแล้วยังไงก็ไม่น่าจะอายุเกิน10ขวบซักคน ไม่น่าจะพามาดูหนังเรื่องไหนๆได้ แต่ก็ยังเบาใจ เพราะเมื่อเด็กเริ่มส่งเสียงพูด ผู้เป็นพ่อจะตะโกนใส่ทันทีว่า “ห้ามพูด…เงียบเดี๋ยวนี้นะ”ตะโกนลั่นอยู่2-3ครั้งนั่นแหละ เด็กๆถึงสงบปากลงได้ (เอ! แต่ก็ไม่รู้เพราะว่าหลับไปแล้วหรืออย่างไร)

ผ่านไปถึงราวๆครึ่งเรื่องแรก โทรศัพท์เจ้ากรรมก็เริ่มสั่น สั่นสะเทือนมาถึงเก้าอี้ผมด้วย ด้วยอาการอุ้มลูกอยู่ทำให้เขาหยิบเครื่องไม่ถนัด โทรศัพท์ตกลงไปที่พื้น โกลาหลกันพอสมควรครับ เขาบอกลูกอีกคนให้ยืนขึ้นเพื่อจะวางน้องที่เขาอุ้มอยู่ ด้วยเสียงเหมือนอยู่บ้าน และโยงโย่โยงหยกก้มควานหาโทรศัพท์ที่กำลังครางฮือๆอยู่ในความมืด  …คนที่มีลูกหลายคนอย่างนี้ก็ย่อมจะมีรายจ่ายมาก ก็ต้องทำงานหนัก ทำงานจนไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว ต้องทำงานกระทั่งในโรงหนังที่คนดูแน่นขนัด

“ฮัลโหล…

เออ!… ดูหนังอยู่ โทรมาทำไมตอนนี้วะ…

ว่าไงนะ…

… …

ก็ลองเช็คดูอีกรอบนึง แล้วเอาไปส่งได้เลย…

โทรเช็คกับไอ้เล็กดูสิ…

เออ! เออ! ดูหนังอยู่… ก็สนุกดี…

เดี๋ยวเลิกค่อยโทรกลับ…

เออ! เออ! แค่นี้นะ… เพิ่งเข้ามา…เพิ่งเข้ามา…

เดี๋ยวค่อย…เดี๋ยวค่อยคุยกัน…อือ! อือ!”

ผมได้ยินชัดที่สุด ได้ยินเต็มรูหูซ้ายเลยครับ แต่พนันได้เลย คนที่นั่งปลายแถวเดียวกับผม หรือถัดลงไปอีก5แถว แม้กระทั่งแถวหน้าสุดของโรง ก็ต้องรู้ว่า หลังจากนี้ คนที่โทรเข้ามาจะต้องโทรไปหาไอ้เล็กแน่ๆ ก็ได้แต่ภาวนาครับ ขออย่าให้ “ไอ้เล็ก”อยู่ในโรงหนังด้วยอีกคน เดี๋ยวจะสนุกไปกันใหญ่

นั่น แค่โชคดีเบาะๆ ครับ

ชายหนุ่มหญิงสาวด้านหลังผมก็ทำให้ผมลำพองใจเรื่องเป็นคนมีโชคเพิ่มขึ้นอีก ด้วยการดำเนินรายการ “ตอบปัญหาหนังโดยนักดูหนังตัวยง” ถามมาก็ตอบไปครับ หญิงสาวช่างซัก ตั้งคำถามเจาะลึก ไม่เฉไฉไปที่อื่น ถามถึงแต่เรื่องที่กำลังดูอยู่เท่านั้น เก่งครับ ถามได้ต่อเนื่องดี ผู้ชมรอบข้างไม่มีอารมณ์สะดุด ชายหนุ่มเซียนหนัง ก็พร้อมตอบเสมอ ตอบหมด ไม่มีขยัก ไม่มีข้าม ตอบตรงประเด็น ไม่มีลีลาบิดพลิ้วว่า ‘ยังไม่ได้รับรายงาน’

คำถามที่ได้ยินเรื่อยๆคือ “คนนี้เป็นใครอ่ะ?” “คนนี้มาจากไหน?” จะว่าไปแล้ว ที่โดนใจผมที่สุดคือ “เดี๋ยวเป็นไงต่ออ่ะ?” ชอบมาก ชอบที่สุด ชายหนุ่มก็รู้หมดครับ ตอบหมด ไม่มีการอมภูมิแม้แต่น้อย

ถ้าจะให้เดา…คงจะเดาว่า หญิงสาวคงจะลืมถอดแว่นกันแดดออก หรือไม่ก็เพิ่งไปทำLASIKมาและยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก  (จะว่าตาบอดก็ไม่น่าจะเป็นไปได้อ่ะ) ส่วนนักดูหนังตัวฉกาจก็รักแฟนสาวเหลือเกิน พาเธอมาดูหนังทั้งที่ธุรกิจรัดตัว ตอบคำถามก็อยากตอบ โทรศัพท์ก็ต้องรับ น่าเห็นใจจริงๆ…แหม!ก็รักเค้านี่นา

จะขอติอยู่อย่างก็คือ ตรงที่ ตอนหนังเรื่องที่สอง ฉายพี่เซียนหนังชอบบ่ายเบี่ยง บอกว่า “ไม่รู้เหมือนกัน…ไม่รู้เหมือนกัน”อยู่เรื่อยเลย ทำให้ผมอีกคนที่พลอยดูไม่รู้เรื่องไปด้วย

ตั้งใจเอาไว้ว่า พอหนังจบ จะออกไปถามว่าตกลงเป็นอย่างไรกันแน่ พร้อมทั้งขอเบอร์โทรศัพท์ เผื่อว่าจะชวนมานั่งดูข้างหลังอีก …แต่ก็ลืมจนได้ โกรธตัวเองจริงๆ

ใครอยากจะใหพี่เซียนหนังไปนั่งข้างๆก็ตามใจ คุณจะเข้าใจหนังลึกซึ้งแต่เพียงอย่างเดียว …แต่จะไม่มีใครคอยเตะพนักเก้าอี้นะ  ลีลาการเตะเขาเฉียบขาด เตะได้อย่างกลมกลืน  เวลาเหมาะเจาะ  น้ำหนักกำลังดีเลย สมกับตำแหน่งเซียนหนังจริงๆ

ยัง…ยังโชคดีไม่หมดไม่สิ้น

ถัดจากหญิงสาวร่างใหญ่ไปอีก2-3เก้าอี้ มีเด็กสาววัยรุ่นมาพร้อมกับ Nokiaอะไรสักอย่างที่เพิ่งจะโมหลอดไฟหน้าจอมา ก็มันส่องสว่างกว่าโทรศัพท์ธรรมดาหลายขุม ตอนแรกผมสงสัยว่า ทำไมมาดูหนังต้องเอาทีวีมาด้วย อ๋อ!โทรศัพท์ต่างหาก

ทุกๆครั้งที่โทรศัพท์เรียกเข้า แสงเรืองรองจะปรากฏขั้นบนตักเธอ เธอรับโทรศัพท์แล้วคุยกับเพื่อนเบาๆ นิดๆหน่อยๆ แล้วก็วาง ประมาณว่า “ดูหนังอยู่ กำลังสนุก เดี๋ยวค่อยโทรกลับ”  แต่พอคุยกับแฟนละก้อ แหม!คุยนานเชียวนะ ผมไม่รู้แน่ชัดหรอกครับ ว่าคุยอะไรกัน สังเกตุว่ามีเสียงจ๊ะจ๋า จ๊ะจ๋าแว่วมาเรื่อยๆครู่ใหญ่ สวีทสุดๆ …อีกสักพัก นัยว่าคงคุยกันไม่ค่อยถนัดนัก คงกลัวว่าเดี๋ยวคนข้างๆจะรู้ว่าคุยอะไรกับแฟน เลยหันมาส่งSMSแทน คราวนี้จอก้อเลยสว่างอย่างต่อเนื่อง จนคนข้างหน้าหันมาดูหลายครั้งด้วยความอยากรู้ว่ามีข้อความอะไรเด็ดๆบ้าง

ผมได้แต่นึกในใจว่า อยากจะให้เธอมานั่งชิดกับผมเหลือเกิน ผมจะได้ช่วยเธอคิดmessage รัก หวาน โดนใจวัยทีน ขณะดูหนังเขย่าขวัญไปพลางๆ เพื่อฆ่าเวลาก่อนถึงตอนที่ต้องตกใจงัย

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างมีจังหวะจะโคน ลงตัวไปเสียทุกอย่าง ผมเองก็กำลังเพลิดเพลินดีอยู่แล้ว…ทันใดนั้น พระเอกในหนังก็ถูกรถชน “ปึง”

เสียงเด็กด้านข้างร้องไล่หลัง “โอ้โห! กระเด็นเลย พ่อ”

เสียงพ่อกำชับลั่นโรง “เอ๊ะ! บอกให้เงียบ” เสียงดุมาก

โถ! ไม่น่าไปตวาดเขาเลย เด็กมันกำลัง in น่าสงสารเหลือเกิน ผมเองแปลกใจว่า ทำไมคนถึงหัวเราะกันค่อนโรง ไม่สงสารเด็กมันหรือไง?

นี่ถ้ามีใครมาบอกว่าหนังเรื่อง Three น่ากลัว ดูแล้วขวัญผวา ผมเถียงขาดใจเลย หนังออกจะสนุก ทั้งรัก ทั้งยิ้ม เคล้าน้ำตา ทั้ง3เรื่อง

อย่ามาอิจฉากัน   ก็บอกแล้ว…นี่มันวันโชคดีของผม

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.