๒๘. บางครั้งถ้าหากเจอฝนเราจะทนด้วยกัน
กันยายน 25, 2010
สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดตอน ฝนตกหนักต่อเนื่องมาเกือบชั่วโมงแล้ว
สนามฟุตบอลกลายเป็นบึงขนาดย่อมๆอีกครั้ง ทางเดินรอบโรงเรียนก็ชุ่มฉ่ำและ
เจิ่งนองเหมือนที่ผ่านมา ผมนั่งมองสายฝนอยู่ริมหน้าต่างบานเกล็ด
วันนี้เม็ดฝนรู้สึกจะสวยและร่าเริงกว่าวันก่อนๆ ถ้ามีใครมาเปิดเพลงคลอตามไป
ตอนนี้คงเหมือนผมนั่งชมระบำสายฝน นาฎศิลป์ที่กำกับการแสดงโดยธรรมชาติ
ผมอยู่ในห้องซ้อมเชียร์กับสตาฟฟ์สีม่วงครบเกือบทุกคน เรากำลังคุยเรื่องเลือก
เพลงเชียร์กันอยู่ ท่านประธานไอ้เมมีไอเดียอยากให้สีเรามีเพลงเชียร์ที่ไม่ค่อยซ้ำ
กับใคร เพลงเบสิคประเภทสู้ตาย ไว้ลาย สู้สู้ หรือ พวกคึกคักเวลาลงเล่น ที่เราร้อง
มาตั้งแต่เด็กเราควรจะเปลี่ยนกันได้แล้ว หาอะไรใหม่ๆเข้ามาถ้าอยากชนะใจกรรมการ
หรืออยากเหนือกว่าสีอื่นๆ ทีมหลีดก็อยู่กันครบ ถึงตรงนี้แล้วคงร้องอ๋อแล้วนะครับว่า
ที่ผมเพ้อเจ้อเรื่องฝนน่ะมาจากอะไร แต่ละคนเสนอเพลงเชียร์ในรูปแบบต่างๆ บ้างก็
ไปเอาจากพี่ๆที่มหาลัยต่างๆมา บางคนก็เสนอให้เป็นเพลงแปลงมีหลากหลายแนวจน
ไปถึงลำตัด หมอลำส่วนผมไม่มีสมาธิกับที่ประชุมหรอกครับ ใจมันไม่ค่อยอยู่สุก
ว่อกแว่กไปเรื่อย บางทีก็เห็นหน้าดาวโผล่ขึ้นมาระหว่างที่แอบมองน้องผึ้ง ไอ้เมถาม
อะไรผมก็เออออกับมันไปเรื่อย สุดท้ายก็ยังสรุปไม่ได้เพราะกลัวน้องๆกองเชียร์จะ
ร้องกันยาก ไม่เป็นไรท่านประธานไอ้เมบอกว่าเดี๋ยวขอเวลาคิดเพิ่ม
เรายังพอมีเวลารับรองต้องเด็ดแน่ๆสีอื่นต้องอึ้งไปตามกัน
ที่ประชุมสลายตัวตอนเกือบหกโมงเย็น รองประธานสีอย่างผมมีอีกหน้าที่คือจัดเก็บ
โต๊ะเรียนคืนให้เป็นระเบียบ ปิดไฟ ปิดพัดลม( ถ้าต้องกวาดถูพื้นอีกอย่างผมคงเป็น
ภารโรงไปแล้ว) เหลือผมคนเดียว ไอ้เมหนีกลับก่อนตามระเบียบ
ผมว่ามันคงรีบไปหาแจง แจงมาเรียนพิเศษที่สยามกับดาวแต่แจงไม่ค่อย
เข้าห้องชอบเดินเที่ยวรอเวลาเลิกเรียนแล้วค่อยกลับบ้าน ผมกับไอ้เมเคยไปรอ
ที่หน้าโรงเรียนกวดวิชาบ่อยๆ ผมไปรอเจอดาวสองสามครั้ง ดาวมาถึงก็แทบไม่ได้
คุยกันเพราะต้องรีบขึ้นไปเรียน เลิกเรียนดาวก็ต้องรีบกลับ
บางวันพี่สาวดาวก็มารอรับ หลังๆก็เหลือแต่ไอ้เมคนเดียว
ฝนยังตกอยู่แต่เม็ดฝนเริ่มบางตา ผมเดินออกจากห้องซ้อมเชียร์มาหยุดยืน
ตรงหน้าตึก เตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะต้องวิ่งฝ่าดงฝน สายตาเล็งจุดหมายคือ
ใต้ถุนตึกข้างหน้า ที่หลบฝนชั่วคราว ผมมองสำรวจเส้นทางอีกครั้งดูว่าตรงไหนมี
บ่อน้ำขังรึเปล่าเพื่อที่จะวิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ทัน ประสบการณ์ที่ผ่านมาใน
โรงเรียนนี้สอนให้ผมอย่าประมาท หลายครั้งที่เหยียบลงไปในแอ่งน้ำแล้วคิดว่าตื้น
บางทีก็มิดตาตุ่มเหมือนกันครับ ผมมุ่งมั่นเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรรอบชิงเหรียญทอง
เอาละ (เสียงกรรมการในความคิด เข้าที่ ….. ระวัง…. ) ก่อนจะออกสตาร์ทผมได้ยิน
เสียงคนเรียกชื่อผม เป็นเสียงที่หวาน ไพเราะมีมนต์สะกดให้ผมชะงักฝีตีนไว้กับที่
น้องผึ้งนั่นเอง เธอเดินมาพร้อมกับร่มสีเหลืองในมือ น้องผึ้งถามว่าผมจะไปไหนผมก็
ตอบแบบขวานผ่าซากว่าจะกลับบ้าน เธอบอกว่าจะเดินตากฝนไปได้ไงเดี๋ยวก็เปียก
หมดหรอก เธอมีร่มอันใหญ่เดินไปด้วยกันก็ได้ ผมพูดอะไรไม่ออกเพราะภาพแบบนี้
เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดผม ไม่ใช่ซิต้องบอกว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะคิด
มากกว่าผมเลยไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง เสียงของน้องผึ้งเหมือนมนต์จากขลุ่ยวิเศษ
ที่บรรเลงให้หนูอย่างผมเดินตามอย่างว่าง่าย น้องผึ้งกางร่มสีเหลืองออกมา
ผมยื่นมือไปเสนอเป็นคนถือร่มให้ เธอส่งร่มให้ผม เราก้าวเท้าขวาออกไปพร้อมกัน
ถ้ามีเสียงเพลงลอยมา นี่มันภาพในมิวสิควีดีโอชัดๆ ผมกับน้องผึ้งในร่มสีเหลือง
เดินเคียงคู่ไปด้วยกันฉากหลังเป็นตึกเรียน สองข้างทางเดินเป็นพุ่มไม้เขียวชอุ่ม
ในวันฝนตกพรำๆ ผมบอกตัวเองว่าถ้าควบคุมสติไม่ได้ผมคงบ้าไปแล้ว
วันนี้น่าจะเป็นวันที่ผมเดินช้าที่สุดตั้งแต่เกิดมา พยายามบังคับแต่ละก้าวของตัวเอง
ให้สั้นที่สุดจนเกือบจะซอยเท้าอยู่กับที่แล้ว นอกจากนั้นยังคงต้องรักษาระยะห่าง
ระหว่างไหล่น้องผึ้งกับต้นแขนผมไว้ มีบางครั้งที่มันบังเอิญมาชนกันผมรู้สึกเหมือนมี
กระแสไฟแรงสูงวิ่งจากต้นแขนผมทะลุลำตัว ซี่โครง ปอด ตรงเข้าสู่หัวใจ หัวใจมัน
พองโตออกมาเกือบจะทะลุหน้าอก ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรก จนน้องผึ้งสังเกตเห็น
ว่าตัวผมหลุดออกไปนอกร่ม ครึ่งซ้ายผมฉ่ำไปด้วยน้ำฝน น้องผึ้งเห็นสภาพผมแบบนี้
เธอก็หัวเราะออกมา ผมหัวเราะตาม น้องผึ้งบอกให้ผมเถิบเข้ามาอีกก็ได้ จะดีเหรอ
(คิดในใจ) แต่การกระทำเร็วกว่าความคิด ผมค่อยๆกระเถิบตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางของ
ร่มทีละนิดๆ จนในที่สุดต้นแขนผมและไหล่น้องผึ้งก็มีโอกาสคุ้นเคยกันมากกว่าเดิม
ตอนนี้อวัยวะภายในผมมันระส่ำไปหมด หัวใจระเบิดตูมตามเป็นพลุวันเฉลิมฯ
ท้องไส้ก็ปั่นป่วน เลือดลมก็เดินผิดจังหวะ ผมต้องพยายามควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า
ให้เป็นปกติทั้งๆที่ปลายปากสองข้างมันแทบจะฉีกไปถึงใบหู ผ่านมาครึ่งทางแล้ว
ทำไมวันนี้ทางมันสั้นจังวะ น้องผึ้งไม่ลืมของลืมอะไรบ้างเหรอจะได้เดินย้อนกลับไปเอา
ฝนตกลงมาหนักๆอีกก็ได้นะ ความคิดผมฟุ้งซ่านขณะที่ปลายทางใกล้เข้ามาทุกที
มิวสิควีดีโอกำลังจะจบแล้วเหรอนี่ ไม่ทราบเคยดูหนังเรื่องซูเปอร์แมนไม๊ครับ
ที่ซูเปอร์แมนเค้าพาลูอิสเหาะเหินเดินอากาศไปโรแมนติคบนฟ้ากันสองต่อสอง
พอถึงเวลาเค้าก็ต้องพาลูอิสร่อนลงมาส่งที่พื้นโลก เหมือนเราสองคนตอนนี้เลยครับ
แต่สลับกันน้องผึ้งเป็นซูเปอร์แมนส่วนผมเป็นลูอิส
ผมลาจากน้องผึ้งที่ใต้ถุนตึกที่จริงเธออาสาที่จะไปส่งที่ประตูทางออกแต่ผมต้อง
รีบปฏิเสธ แค่นี้ก็จะหัวใจวายอยู่แล้ว เราแยกกันไปคนละทางน้องผึ้งยังกาง
ร่มเหลืองเดินออกประตูด้านหน้าส่วนผมกลับสู่โลกแห่งความจริงเดินตากฝน
ออกไปทางประตูด้านหลัง
ผมกลับถึงบ้านด้วยร่างที่เปียกฝนเท่ากันทั้งสองข้าง แม่ยังนั่งดูข่าวอยู่ที่ห้องรับแขก
แม่รีบไล่ให้ไปอาบน้ำสระผมซะเดี๋ยวจะไม่สบาย ถ้าเป็นวันอื่นผมอาจจะต่อล้อต่อเถียง
กับแม่พอเป็นพิธี วันนี้ผมกลับเป็นเด็กว่าง่ายวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว ผมถอดเสื้อ
นักเรียนออกแล้วนั่งลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมง
ผมไม่กล้าหลอกตัวเองขนาดที่ว่าน้องผึ้งเค้าก็ชอบผมเหมือนกันเลยมารอที่จะเดิน
กางร่มไปกับผม ผมรู้ความจริงทุกอย่าง น้องผึ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมแอบชอบเค้าอยู่
ถ้ารู้เค้าคงไม่ชวนให้เดินไปด้วยกัน อยู่ดีๆหน้าดาวก็โผล่มาในหัวผมอีกที
ผมลองตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่าถ้าเรื่องเมื่อเย็นนี้เปลี่ยนจากน้องผึ้งเป็นดาวผมจะมี
ความรู้สึกแบบนี้ไม๊ ทำไมตอนที่ผมเดินเคียงข้างกับน้องผึ้งผมกลับลืมดาวไปสนิท
แต่ตอนนี้จู่ๆดาวก็โผล่มาทักทายในหัว ผมหนีการหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการ
ลุกไปอาบน้ำ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่วายวนเวียนอยู่ในสมอง นึกแล้วโมโหตัวเองไม่น่าทะลึ่ง
ไปตั้งโจทย์ข้อนี้เลยมันเล่นซะผมนอนไม่หลับ ผมคิดไม่ออกหรือไม่กล้าคิดกันแน่
ผมชักกลัวคำตอบของโจทย์ข้อนี้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วซิ


