๒๘. วันนั้น วันนี้ วันไหน(ดี)
กันยายน 25, 2010
เผลอแป๊ปเดียวชีวิตมอหกผมผ่านไปเดือนนึงเต็มๆ เร็วกว่ากามนิตหนุ่มซะอีก
อาจจะเป็นเพราะผมเสพติดชีวิตมอหกแบบไม่รู้ตัว แค่เดือนเดียวที่ได้สัมผัส
แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันสนุกกว่าสิบเอ็ดปีเต็มๆที่ผ่านมาเป็นไหนๆ ชีวิตที่
กิจกรรมนำการเรียนเป็นสิ่งที่ผมรอคอยมานาน กิจกรรมทั้งในและนอก
โรงเรียนมีทั้งถูกและผิดกฏสลับกันไป ผมทำกิจกรรมแทบทุกประเภทที่
สามารถเป็นใบเบิกทางไม่ต้องให้ผมเข้าห้องเรียนแม้ว่าบางอย่างผมเอง
จะไม่ค่อยถนัดก็ตาม ตอนนี้ที่หนักสุดน่าจะเป็นกีฬาสีเพราะความซวยหรือ
การขาดความรับผิดชอบของเรามันก็มาลงเอยแบบนี้ คือเรื่องของเรื่องเนี่ย
เป็นอันรู้กันว่ามอหกต้องเป็นแกนนำแล้วมีน้องมอห้ากับมอสี่มาเสริมทัพเป็น
สตาฟฟ์ รุ่นผมเนี่ยเหลืออยู่มอหกกันไม่ถึงร้อย แบ่งออกเป็นสี่สีก็ได้ยีสิบกว่าๆ
มากกว่าหมู่ลูกเสือนิดหน่อยเพราะฉนั้นปัญหาแรกของพวกเราคือขาดแคลน
บุคคลากร ทีนี้วิธีการแบ่งสีก็ยึดตามตั้งแต่เราเข้ามอหนึ่งมาเพราะหลายๆคน
พเนจรร่อนเร่ย้ายสีไปเรื่อย(เช่นตัวผมเป็นต้น) ถึงเวลาแล้วต้องกลับมาช่วยกัน
ต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ การประชุมสีทั้งสี่สีก็เริ่มต้นขึ้นแยกย้ายกันตามสถานที่และ
เวลาที่แต่ละคนถนัด มันเหมือนกับงานเลี้ยงคืนสู่เหย้าย่อยๆหลายคนกลับ
มาเจอหน้ากันหลังจากพลัดพรากกันมาร่วมห้าปี บางคนแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
ว่าจริงๆตัวเองอยู่สีอะไร ที่ร้ายหนักกว่าคือมีพวกที่ไม่เข้าร่วมประชุมกับเค้า
ไอ้พวกนี้มันแย่จนไม่น่าให้อภัยเค้าเรียกประชุมกันดันเสือกโดด มันที่ว่าคือ
ผมและไอ้เมเองครับ ไอ้เมซิครับตัวต้นคิดมันบอกว่าปล่อยให้พวกมันประชุม
ไปสรุปว่าไงเราก็ว่าตามพวกมัน เสียเวลาเตะบอลตอนกลางวัน ผมก็เออออ
ตามมันไป สุดท้ายฟ้าก็ลงโทษคนเลวทั้งคู่ ไอ้เมได้รับการแต่งตั้งผสมการลง
โทษให้ดำรงตำแหน่งประธานสีม่วงอันทรงเกียรติ ส่วนผมโดนสถานเบาลงมา
ได้แค่ตำแหน่งรองประธานสี เราทั้งคู่โดนข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้และก็
สาสมกับสิ่งที่เราทำ พวกเราก็ได้แต่คอตกก้มหน้ารับกรรมที่ก่อไว้
บรรยากาศเช้าของวันที่ประธานสีแต่ละสีต้องออกไปแนะนำตัวต่อนักเรียน
และอาจารย์ทั้งโรงเรียนหลังจากเคารพธงชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน
ผมเห็นไอ้เมหน้าซีดยิ่งกว่าเจอผีเจ็ดป่าช้าผมสัมผัสถึงความตื่นเต้นสุดขีด
ของมันได้ สีม่วงเป็นสีสุดท้ายที่ต้องออกไปพูด สามสีก่อนหน้านี้ได้รับเสียงเชียร์
ของบรรดาสมาชิกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ก็ทุกคนเค้าได้ตำแหน่งมาอย่างสมเกียรติ
ตามระบอบประชาธิปไตย ผิดกับไอ้เมที่เป็นผลผลิตจากระบอบเผด็จการเต็ม
รูปแบบแต่มันไม่ได้ปราบดาตัวเองขึ้นมาเถลิงตำแหน่งประธานสี เป็นการลงโทษ
คนที่ขาดความรับผิดชอบแบบเข็ดจนวันตาย วินาทีที่ไอ้เมก้าวขึ้นไปยืนบนแท่น
ที่สูงกว่าหลังหมาโรงเรียนนิดหน่อย แท่นเดียวกับที่อาจารย์ใหญ่ยืนพูดกับนักเรียน
อยู่บ่อยๆถึงแม้จะมีพวกเราสตาฟฟ์เชียร์ยืนอยู่ข้างๆ แต่ความรู้สึกของพวกเรากับ
ไอ้เมต่างกันราวฟ้ากับเหว อากาศข้างบนคงจะเย็นยะเยือกน่าดูไม่งั้นขาไอ้เมคง
ไม่สั่นเป็นจังหวะเดียวกับเพลงสายล่อฟ้าของพี่ป้อม ขามันระรัวเหมือนน้าเอกมันต์
กำลังเพลิดเพลินกับกลองสองกระเดื่อง วินาทีที่มันเดินขึ้นไปจับไมโครโฟนเหมือน
ทั้งโลกหยุดหายใจ เงียบกริบทั้งโรงเรียน ผ่านไปสองอึดใจค่อยมีเสียงกระซิบ
กระซาบจากหน้าเสาธง ไอ้เมหันมามองหน้าผม สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคือส่งยิ้ม
ให้มันแบบฝืนๆ ไอ้เมพูดประโยคเดียวสั้นๆคือแนะนำตัวมันแล้วรีบกระโดลง
จากแท่นนั้น ผมพยายามช่วยกู้หน้ามันด้วยการตบมือนำแต่ดูเหมือนไม่มีใคร
อยากเป็นผู้ตามนอกจากสตาฟฟ์มอหกที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลัง แค่วันแรก
ก็ส่อแววพ่ายแพ้ซะแล้ว จุดจบของสีม่วงคงอยู่ในมือไอ้เมกับผม
ผมกับดาวคุยกันน้อยลงกว่าช่วงปิดเทอม อาจเป็นเพราะเรามัวแต่เพลิดเพลิน
และหลงระเริงกับชีวิตปีสุดท้ายในเครื่องแบบนักเรียน แต่ผมกับดาวยืนอยู่คน
ละฝั่งของแกนโลก ผมกำลังเสพติดอิสระของชีวิตมอหกชีวิตที่ทำให้ผมอยู่ห่าง
ห้องเรียนได้อย่างไม่ฝืนกฏโรงเรียน ผมไปโรงเรียนแต่เช้ากว่าจะกลับก็มืดค่ำ
เกือบทุกวัน ส่วนฝั่งที่ดาวยืนอยู่ดาวก็จะเพลิดเพลินกับหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
เกือบทุกสำนักพิมพ์ สถาบันกวดวิชา ข้อสอบใหม่ๆที่ขวนขวายหามาทดสอบ
ขุมปัญญาของตัวเองดูแล้วดาวคงจะมีความสุขกว่าที่มานั่งคุยโทรศัพท์กับผม
บทสนทนาของดาวก็ไม่พ้นเรื่องเรียน เรื่องเอ็นท์ เรื่องที่ผมพยายามจะหนีจาก
ในห้องที่โรงเรียน ผมได้แต่ฟังดาวพูดถึงอนาคตที่ดาววาดเอาไว้ ดาวมอง
ตัวเองไปไกลจนถึงเรียนจบทำงานโน่น ส่วนผมคงเหมือนกระดาษเปล่าไ
ร้ซึ่งแบบร่างและจินตนาการ ไม่มีความคิดอะไรทั้งนั้นที่จะถ่ายทอดลงไป
เลือกไม่ได้ว่าจะวาดอะไรหรือผมอาจจะวาดอะไรไม่เป็นเลย หรือผมกลัวที่
จะวาดออกมาไม่สวยกลัวที่ต้องลบแล้วลบอีก ผมเลยปล่อยกระดาษให้มัน
คงความขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาทั้งแผ่นไว้อย่างนี้ บทสนทนาระหว่างเรา
กระชับขึ้นเรื่อยๆแปรผกผันกับเวลาที่ผ่านไป จนหลังๆดาวต้องปฏิเสธที่จะ
รับสายผมเพราะดาวกำลังอ่านหนังสืออยู่ ผมเข้าใจดาวทุกอย่างถึงแม้ดาว
มารับสายผมเราก็จะคุยกับเรื่องเดิมๆ เรื่องที่ผมอยากบอกดาวว่าพอเถอะ
ผมไม่อยากได้ยิน ช่วยเปล่ียนไปคุยเรื่องอื่นบ้างได้ไม๊ เพียงแต่ผมยังรวบ
รวมความกล้าไม่พอและรู้ดีว่าจะเกิดอะไรตามมา ขณะที่ผมและดาวดู
เหมือนจะกระเถิบห่างกันไปเรื่อยๆจนเกือบจะอยู่คนละขั้วของแกนโลก
ไอ้เมกับแจงก็เหมือนกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นที่บรรจงไหลมารวมกัน
ได้อย่างลงตัวเกิดความสมบูรณ์แห่งท้องทะเลอุดมไปด้วยปลาน้อยใหญ่
เต็มไปหมด คงเป็นเพราะสารเคมีในร่างกายของไอ้เมและแจงค่อนข้างจะ
คล้ายๆกันบวกกับความเป็นคนบ้าน้ำลายทั้งคู่ทำให้คุยกันได้ไม่เบื่อ
และถ้าเทียบกับดาวแล้วแจงยังห่างชั้นเรื่องการเรียนอยู่มาก จะหนักมา
ทางไอ้เมและผมด้วยซ้ำดูๆแล้วน่าจะเป็นสมาชิกสังกัดชมรมเรื่อยเปื่อย
แห่งชาติเหมือนกัน
ไอ้กรยังคงส่งจดหมายมาหาพวกเราอยู่เรื่อยๆ ผ่านไปเกือบปีมันก็ยังเรียน
ภาษาควบคู่ไปกับการทำงานร้านอาหารไทย ผมว่าพ่อแม่มันตัดสินใจถูก
แล้วที่รีบส่งมันไปเมืองนอก ฟังๆดูมันก็มีความสุขกับชีวิตต่างแดนของมันดี
อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสอบเอนทรานซ์เหมือนพวกเรา
มันว่าที่มันทำงานเพราะต้องการเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับมาเมืองไทย
ขืนรอพ่อแม่มันซื้อตั๋วส่งไปให้อีกหลายปีกว่าจะได้กลับ ผมได้เขียนจดหมาย
ไปหามันบ้างนานๆครั้ง ก็เล่าเรื่องความเป็นไปของเพื่อนแต่ละคน ยกเว้น
เรื่องดาวกับแจงที่ผมกะไอ้เมมีสนธิสัญญารักษาความลับราชการซึ่งกันและกัน
ผมเล่าเรื่องชีวิตมอหกให้มันฟังความสนุกที่พวกเรากำลังเสพกันอยู่ มันก็ได้
แต่บ่นเสียดายและอิจฉาพวกเรา แต่จริงๆแล้วไอ้กรไม่รู้หรอกว่าพวกเรากำลัง
กัดแอ๊ปเปิ้ลเคลือบยาพิษอยู่ ข้างนอกมันหอมหวานกัดเข้าไปได้ไม่นาน
เราก็จะพบยาพิษที่อยู่ด้านใน ใครไม่มีภูมิต้านทานก็คงต้องกลายเป็นสโนไวท์
แต่คงไม่ได้เข้าไปนอนในโลงแก้วน่าจะถูกฝังอยู่ใต้ดินไปนอนคุยกับไส้เดือน
และก็ฝันไปเถอะว่าจะมีเจ้าชายรูปงามขี่ม้าขาวมาขุดเราขึ้นจากดินและดูด
ปากถอนคำสาปให้
งานกีฬาสีดูจะยุ่งและวุ่นวายกว่าที่ผมและไอ้เมคาดไว้ มีอะไรอีกหลายอย่าง
ที่เราไม่รู้ว่าเราต้องทำเริ่มจากการหานักกีฬา หาตัวแทนประสานงานแต่ละ
ระดับ เตรียมเพลงเชียร์ หาหลีดของแต่ละสีผมอาสาขอจัดการเรื่องนักกีฬา
ที่จะลงแข่งแต่ละประเภท เรื่องหลีดมันยังแสลงใจอยู่และก็ไม่ถนัดด้วย
แต่ด้วยความที่ทีมงานเราน้อยผมเลยได้รับการยัดเยียดให้ควบอีกตำแหน่ง
คือคุมการเชียร์ทั้งหมดเรียกแบบมีเกียรติอย่างเต็มๆก็คือ “รองประธานฝ่าย
กีฬาและควบคุมกองเชียร์” (ฟังดูเหมือนพวกนักการเมืองยังไงไม่รู้ )แต่ที่ผม
หนักใจคือการควบคุมการเชียร์ทั้งหมดมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับบรรดา
หลีดทั้งหลาย รู้ไม๊ครับว่าใครเป็นหัวหน้าหลีดสีม่วงปีนี้ ก็น้องผึ้งไงครับ
ด้วยประสบการณ์การเป็นหลีดตั้งแต่ระดับอนุบาลยันมัธยม จากงานระดับ
หมู่บ้านยันระดับประเทศเธอก็ผ่านมาหมดแล้วจะมีใครเหมาะไปกว่าเธออีก
ทีนี้การทำงานระหว่างรองประธานฯอย่างผมกับหัวหน้าหลีดก็มีอันต้องโคจรมา
ใกล้กันแบบเลี่ยงไม่ได้ เริ่มจากการเลือกเพลงเชียร์ พิมพ์เนื้อเพลง เอาไปโรเนียว
(กลิ่นเหม็นบรรลัย)แล้วมาช่วยกันเย็บเล่มเตรียมแจกน้องๆ รวมถึงการไป
รับสมัครหลีดตามห้องเรียน(เป็นเวลาเดียวที่เราจะได้น้องๆทุกคนแบบพร้อม
หน้าพร้อมตา) จริงๆผมพยายามจะบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้โดยให้เหตุผลว่าปล่อยให้เป็น
หน้าที่หัวหน้าหลีดดีกว่า ทุกสายตาในที่ประชุมหันมามองหน้าผมพร้อมกันเป็น
คำตอบผสมกับคำสั่งว่า”มึงต้องไป” ยอมรับแบบแมนๆเลยว่าผมยังคุยกับ
น้องผึ้งแบบไม่สนิทใจนัก คือน้องผึ้งเค้าไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น
กับผมบ้างและเค้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย มีแต่ผมที่สร้างเรื่องขึ้นมาแล้วก็
คิดไปต่างๆนานา คือคิดเองสรุปเองทุกอย่าง แต่ความรู้สึกตอนนี้มันยังเป็น
แบบแหยงๆอยู่ เหมือนแพ้ทางกัน นักบอลเก่งๆบางคนไม่กล้ายิงจุดโทษเพราะ
เค้าเคยทำพลาดตอนแมทช์สำคัญมันเลยฝังอยู่ในใจมาตลอด ก็คงคล้ายๆกับที่
ผมรู้สึกกับน้องผึ้งตอนนี้
การซ้อมเชียร์จะมีอาทิตย์ละประมาณสามวันหลังเคารพธงชาติ แต่ละสีก็
แยกย้ายไปตามมุมสนาม ครั้งแรกท่านประธานเมก็ออกมาแนะนำทีมงาน
และก็พูดคุยกับน้องๆ เร่ืองการขอความร่วมมือใครมีความสามารถด้านไหน
ก็ให้มาลงชื่อกับพี่ๆสตาฟฟ์ ไอ้เมดูเปลี่ยนไปจากวันที่มันยืนขาสั่น
จังหวะฮาร์ดร๊อคหน้าเสาธง มันพูดเป็นการเป็นงานดูน่าเชื่อถือขึ้นเยอะ
มีหยอดมุขตลกให้น้องฮากันเป็นครั้งเป็นคราว ผมก็ทำหน้าที่ควบคุมกองเชียร์
อยู่ด้านหลังน้องคนไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือก็จะโดนเตือนก่อนในครั้งแรก
ถ้ายังไม่สำนึกก็ต้องมีการปรับพฤติกรรมกันนิดหน่อยขึ้นอยู่กับดีกรีของแต่ละคน
บางคนถูกให้นั่งร้องเพลงเชียร์แบบมีเข่งครอบหัวโทษฐานกินแรงเพื่อน
บางคนก็ได้ร้องไปวิ่งรอบสนามไป ผมชักเริ่มสนุกกับตำแหน่งท่านรอง
ประธานฯแล้วซิ ส่วนน้องผึ้งก็ยังเป็นขวัญใจทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เวลา
น้องผึ้งออกมาเต้นกองเชียร์เราคึกคักเป็นพิเศษ จังหวะที่เธอสบัดมือแกว่ง
แขนขึ้นลง ย่อขาส่ายสะโพกหมุนตัวไปมา ดูมันช่างกลมกลืนเข้ากันไปหมด
ผมว่าน้องผึ้งเกิดมาเพื่อเป็นหลีดว่ะ ผมยืนมองน้องผึ้งเพลินจนภาพเมื่อสองปี
ที่แล้วเข้ามาแทนที่ภาพปัจจุบัน ผมก็เป็นสตาฟฟ์สีม่วงยืนอยู่ตรงนี้ที่เดิม
ยืนมองน้องผึ้งคนเดิมที่กำลังเต้นอยู่ด้านหน้า น้องผึ้งในวันนี้เธอได้เปลี่ยน
จากผึ้งงานตัวเล็กๆมาเป็นผึ้งนางพญาอันสง่างาม ไม่ว่าในอิริยาบทไหนเธอ
ก็ดูงดงามสะกดดวงตาทุกคู่ให้จดจ้องอยู่ที่เธอ ขณะที่ผมพยายามจะลืมความ
รู้สึกเก่าๆแต่ข้างในมันกลับต่อสู้กันระหว่างอดีตและปัจจุบัน
ฝ่ายอดีตก็กำลังฉุดผมให้กลับไปหาส่วนฝ่ายปัจจุบันก็รั้งผมไว้สุดตัว
ผมควรจะเชียร์ข้างไหนดีครับ ?


