๓๐. น้ำเอยน้ำใจ ของใครให้มา
กันยายน 27, 2010
ฤดูฝนยังมาทำงานอย่างซื่อสัตย์ไม่มีวี่แววว่าจะเข้าสายหรือเลิกก่อนเวลา
หนำซ้ำปีนี้ท่านเทวดาอาจทำโอทีอีกต่างหาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ให้
เด็กนักเรียนปิดเทอมหน้าฝน เค้าคงไม่รู้หรอกครับว่าการไปกลับโรงเรียน
ในสภาพฝนฟ้ากระหน่ำมันเป็นยังไง นอกจากจะเปียกปอนกันแล้วยังต้องมา
ติดแหงกบนรถเมล์เป็นชั่วโมงๆแถมต้องทนจากสารพัดกลิ่นไม่พึงประสงค์
จากผู้โดยสารรอบข้างอีกด้วย
บรรยากาศที่โรงเรียนก็เริ่มคึกคักขึ้นเป็นลำดับ หลายกิจกรรมของมอหกเ
ริ่มประดังขึ้นมา งานกีฬาสีที่เป็นเหมือนงานหลักก็ต้องเจียดเวลามาให้งานอื่นๆ
ที่เป็นประเพณีของมอหกทุกรุ่นจัดกันมาทุกปีก็คืองานคอนเสิร์ท โดยทั่วไปทุกรุ่น
ตั้งแต่มอสี่ขึ้นไปเค้าจะมีวงประจำรุ่นเอาไว้โชว์ศักยภาพความสามารถด้านการดนตรี
บางรุ่นมีสองสามวงด้วยซ้ำ งานคอนเสิร์ตจะมีมอหกเป็นตัวตั้งถือว่าเป็นเจ้าภาพ
เจ้าของงานแล้วอาจจะมีวงจากมอสี่มอห้าเป็นศิลปินรับเชิญ สถานที่จัดคอนเสิร์ท
ก็คือโรงอาหารเรานี่แหละครับ เอาโต๊ะกินข้าวออกเคลียร์พื้นที่เอาเวทีมาตั้งซะ
จัดการปิดกระจกโดยรอบด้วยผ้าดำหรือกระดาษหนังสือพิมพ์แค่นี้ก็แปลงสภาพเป็น
indoor stadium เรียบร้อย
มอหกทั้งระดับชั้นนัดประชุมกันเรื่องงานคอนเสิร์ท นำโดยท่านประธานนักเรียนไอ้ต้อม
ทุกคนลงความเห็นว่ายังไงเพื่อศักศรีดิ์รุ่นเราตายเป็นตายก็ต้องจัด คำถามต่อมาคือเรา
จะเอาวงอะไรไปเล่นเพราะรุ่นเราขึ้นชื่อว่า “เรื่องเรียนไม่เด่น เล่นกีฬาไม่ดี ดนตรีก็ไม่เอา
เน้่นเมาเป็นหลัก “(อันหลังผมเติมเอง) รุ่นผมเนี่ยเรียนก็ไม่เก่ง กีฬาก็งั้นๆยิ่งดนตรีจะมี
ก็แต่พวกมือกีตาร์ประจำวงเหล้า แต่ถ้ามาวัดกันเรื่องชั่วๆหรืออบายมุขต่างผมว่าจาก
ประวัติศาสตร์โรงเรียนยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมารุ่นผมไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน กว่าจะเข้า
เรื่องกันได้ที่ประชุมสรุปมอบหมายงานดังนี้ ไอ้ป๊อปที่พอจะดูเล่นดนตรีเป็นมากที่สุดรีบ
ไปจัดการเตรียมวงมาซะมีเวลาก่อนเล่นคอนเสิร์ตประมาณเกือบสองเดือน ไอ้ป๊อบรับ
ข้อเสนอที่มันปฏิเสธไม่ได้ผมว่ามันแทบเอาตีนก่ายหน้าผากเลยหละ โอ๋ จุ๊บ เหมียว
เป็นฝ่ายการเงิน จัดการเตรียมเรื่องการพิมพ์บัตรและเก็บเงิน พวกบ้านรวยอย่างไอ้หมี
เอ้ แหวน หนูนา ช่วยกันหารายได้ ถ้าขอสปอนเซอร์ใครไม่ได้หมายความว่าให้ไปไถตัง
พ่อแม่มันมา รายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช่จ่ายพวกเราลงความเห็นว่าจะเก็บไว้เป็นเงินรุ่น
เพื่อทำกิจกรรมอีกเยอะแยะสำหรับอีกเทอมกว่าๆที่เหลือ ยังไม่หมดครับขนาดแผนก
สำคัญคือฝ่ายสถานที่และการจัดเตรียมงาน หวยมาลงที่ผมกับไอ้เม ฝ่ายผมเนี่ยเรียก
ง่ายๆว่าเป็นแผนกทั่วไปจะตรงกว่าคือทำทุกอย่างที่พวกมันไม่ทำกัน ไม่เป็นไรขอให้ไม่
เกี่ยวกับเรื่องเรียนผมไม่เกี่ยงอยู่แล้ว ส่วนท่านประธานต้อมจะช่วยประสานงานกับทาง
โรงเรียนและดำเนินการขออณุญาติจากอาจารย์ใหญ่โดยตรง มือชั้นประธานแล้ว
ไว้ใจได้( มันบอกพวกเราอย่างนั้น)
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแต่ละฝ่ายกลับมาประชุมอีกทีโดยพร้อมหน้า เรารายงานผลความ
คืบหน้าของแต่ละแผนก เรื่องที่น่ายินดีคือไอ้ป๊อบตั้งวงได้แล้วจากการรวมตัวเกือบ
สิบชีวิต บางคนมันต้องแทบไปอ้อนวอนเช่น คุณหนูนัทที่สุดแสนจะเป็นเด็กเรียน
ตั้งแต่เล็กจนโตเล่นเปียโนคลาสสิคมาตลอดไม่รู้ไอ้ป๊อปไปกล่อมยังไงนัทยอมและกล้า
ที่จะมาเล่นกับมัน ไอ้ป๊อปบอกว่าเริ่มซ้อมกันได้ครั้งนึงแล้ว มันว่าวงขอทานตาบอด
ใต้สะพานลอยยังเล่นเพราะกว่าอีก พวกเราให้กำลังใจมันบอกว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง
ไม่ต้องห่วง ส่วนโอ๋เอาแบบที่จะทำบัตรมาให้ดู พิมพ์ง่ายๆเหมือนนามบัตรเพราะ
ไม่อยากลงทุนสูง ค่าเข้างานคิดว่าจะเก็บคนละสิบบาทน่าจะพอดีไม่แพงหรือถูกไป
ที่ประชุมอนุมัติตามนั้น ฝ่ายบ้านรวยทั้งหลายมันก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
คือไถเงินบริษัทพ่อแม่มาเรียบร้อย ฝ่ายผมและไอ้เมก็แถลงผลงานว่าผมได้ไปปรึกษา
พวกรุ่นพี่เราที่อยู่คณะนิเทศฯได้คำแนะนำมาเยอะแยะ เวทียืมของมหาลัยได้ ระบบ
สีเสียงเทคนิคพิเศษพวกพี่เค้าจะมาช่วยดูให้ เรื่องจัดสถานที่คิดไว้ในหัวหมดแล้ว
ฟังแต่ละแผนกแล้วคอนเสิร์ตเราน่าจะไปได้ด้วยดี ที่สำคัญต้องยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา
สุดท้ายท่านประธานต้อมออกมาสรุปให้ฟังสั้นๆกระชับแต่ได้ใจความว่า
“ อาจารย์ใหญ่ไม่ให้จัด” ทุกคนอึ้งที่ประชุมตกอยู่ในความเงียบประมาณห้าวิ
ไอ้เมโพล่งขึ้นมาโวยวายตามประสามัน มันว่าเดี๋ยวมันจะเล่นให้เละเลยคอยดูวันนี้ถ้า
รถอาจารย์ใหญ่ยางไม่แบนสี่ล้อให้เรียกมันว่าไอ้ลูกเต่าได้เลย ( ผมไม่เข้าใจว่าลูกเต่า
มันดูน่าอายหรือต่ำต้อยตรงไหน ) ทุกคนช่วยกันห้ามเพราะรู้ว่ามันเอาจริงและเคยทำ
จริงมาแล้ว โอ๋ที่ดูจะเป็นเรื่องเป็นราวที่สุดถามท่านประธานต้อมว่าเรื่องเป็นยังไงอยู่ดีๆ
ทำไมถึงมาห้ามรุ่นเรารุ่นอืื่นก็จัดกันมาทุกปี ไอ้ต้อมแถลงหลังจากอมพนำอยู่นาน
มันเล่าให้ฟังว่าเมื่อสองวันก่อนพอดีมีประชุมกรรมการโรงเรียนหลังจากเค้าเลิกกันมันก็
ขออณุญาติอาจารย์ใหญ่บอกว่ามีเรื่องของมอหกอยากคุยด้วย แล้วก็เล่าสาธยาย
โปรเจ๊คท์พวกเราให้แกฟัง แกก็ฟังไปยิ้มไปจนมันเล่าจบอาจารย์ใหญ่บอกว่าคณะ
อาจารย์เพิ่งประชุมกันก่อนหน้านี้วันนึงว่าไม่อณุญาติให้นักเรียนจัดกิจกรรมใดใดที่
โรงอาหารอีกเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมาหลังจากจัดงานกันทุกครั้งโรงเรียนต้องเสีย
งบประมาณมากมายในการซ่อมโต๊ะ เก้าอี้ บางครั้งกระจกแตกก็มี แล้วแกก็เดินจาก
ไอ้ต้อมไป เรื่องใหญ่แล้วซิครับ เสียหน้าแน่ๆถ้ารุ่นเราไม่มีคอนเสิร์ท ที่ประชุมเริ่มช่วย
กันระดมความคิดหาทางออกกัน ไอ้ป๊อปเสนอว่าเราจะแต่งเพลงประท้วงดีไม๊เนื้อหา
หนักๆถึงความไม่ยุติธรรมเหมือนพวก น้าจอห์น เลนน่อน หรือน้าแอ๊ด คาราบาวเค้า
ทำกันให้โลกได้รับรู้เลย ที่ประชุมมีความเห็นว่ามึงเอาเวลาไปซ้อมดนตรีให้เล่นดีกว่า
วงขอทางก่อนเถอะ ไอเดียไอ้ป๊อปถูกพับไป ไอ้หมีเสนอว่าถ้าเค้าไม่ให้จัดโรงอาหาร
เราไปจัดกลางแจ้งเลยไม๊ กลางสนามบอลแบบเวทีโลกดนตรีหรือเจ็ดสีคอนเสิร์ท
ทางฝ่ายการเงินและฝ่ายรายได้แย้งมาว่าจะเก็บบัตรยังไงที่โล่งขนาดนี้ ท่านประธาน
ต้อมสรุปว่าไม่มีทางแน่ๆเพราะสนามบอลโรงเรียนเพิ่งปรับปรุงอาจารย์ใหญ่หวง
ยิ่งกว่าลูกสาวอีก ปกติก็ไม่ค่อยให้นักเรียนลงไปเล่นอยู่แล้วสงสัยแกจะทำสนามบอล
ไว้แค่ประดับโรงเรียน ถึงตาผมบ้างผมเสนอว่าใต้ถุนตึกบริหารเป็นไง ถ้าเราเปิด
ประตูบานพับตรงห้องประชุมใหญ่มันก็จะได้พื้นที่พอสมควร อาจกว้างไม่เท่า
โรงอาหารแต่ได้เรื่องความยาว ตรงช่วงโถงใต้ถุนก็หาผ้าดำหรืออะไรก็ได้มาปิดใ
ห้แสงไม่เข้าและกันคนได้ด้วย ที่ประชุมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นว่านานๆผมจะพูดจา
มีสาระได้เรื่องได้ราวกับเค้าบ้างไอ้เมสนับสนุนความคิดผมแบบสุดตัว มันบอกถ้าทาง
โรงเรียนอณุญาติให้ใช้ได้มันจะเนรมิตใต้ถุนตึกให้กลายเป็น MBK HALL
ทุกฝ่ายเห็นดีเห็นงามด้วย เหลือแค่ไอ้ต้้อมที่ต้องไปเจรจากับทางอาจารย์ใหญ่
คราวนี้ไม่รู้ลมปากมันจะได้ผลรึเปล่าคงต้องเอาใจช่วยกันทุกคน
ในช่วงนี้งานกีฬาสีดูจะตกเป็นรอง พวกเราหันมาทุ่มให้กับงานคอนเสิร์ทที่ต้องเกิด
ขึ้นก่อน ผมเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอน้องผึ้งบ่อยนัก ยิ่งกับดาวคุยกันครั้งสุดท้าย
เมื่ออาทิตย์ก่อนไม่น่าเกินห้านาที ผมยั้งปากไว้เรื่องที่จะชวนดาวมาดูคอนเสิร์ท
ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะชวนดีไม๊ ดาวอาจเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ เสียเวลาเรียนพิเศษ
ของดาวเปล่าๆ สำหรับน้องผึ้งผมเตรียมบัตรไว้ให้เธอแล้วครับ
ระหว่างที่เรารอคำตอบจากทางอาจารย์ใหญ่ การเตรียมงานของเราก็ไม่หยุดนิ่ง
วงไอ้ป๊อปเริ่มเล่นได้ดีกว่าวงขอทาน ผมแวะไปดูมันที่ห้องซ้อมตรงตีนสะพานหัวช้าง
วงรุ่นเราเป็นส่วนผสมที่ไม่ลงตัวที่สุด ไม่นึกว่าคนเหล่านี่้จะมาอยู่ร่วมกันได้ วงดนตรี
ที่มีสมาชิกประมาณหนึ่งทีมฟุตบอล สองในนั้นคือพวกท๊อปเทนของฝ่ายกิจการนักเรียน
อีกสองคนน่าจะใช้เวลาว่างกับตำราเรียนหรืออยู่ในห้องสมุดมากกว่า มือคีย์บอร์ดที่
ปกติแล้วควรอยู่หลังแกรนด์เปียโนในห้องโถงที่มีระย้าแชนด์เดอร์เลียแขวนอยู่
มือกลอง”ไอ้แหนม” ที่ร่างของมันทำให้กลองชุดใหญ่กลายเป็นของเด็กเล่น ไม่พอครับ
วงมันมีเพอร์คัสชั่นกะเค้าด้วย (ที่จริงมีแค่กลองแบบรถผ้าป่า ) บรรเลงโดยไอ้แป๊ะ
เจ้าของฉายา”จังหวะนรก”ยังไม่รวมนักร้องรับเชิญและไม่ได้รับเชิญอีกสี่ห้าคน
วงรุ่นเราเล่นได้ดีกว่าที่ผมคิดครับ เห็นอย่างนี้ก็หมดห่วงเรื่องดนตรี เห็นความตั้งใจและ
ทุ่มเทของทุกคนแล้วผมว่างานนี้สนุกแน่ๆ แต่มีอย่างนึงที่ผมกับไอ้เมหนักใจคือเรื่อง
ขนาดของเวทีที่จะสามารถบรรจุนักดนตรีและเคร่ืองดนตรีครบชุด ดูท่ามันต้องใหญ่
ประมาณเวทีลูกทุ่งที่มีหางเครื่องเป็นร้อยชีวิต
ผมกับไอ้เมเทียวเข้าเทียวออกคณะนิเทศฯวันละหลายรอบ เราแวะไปคุยกับรุ่นพี่
เรื่องระบบแสงสีเอาตรงๆก็คือไปขอความช่วยเหลือเพราะถึงแม้เราจะไถเงินพ่อแม่
เพื่อนมาได้บ้างแต่ก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายต่างๆอยู่ดี ตอนนี้ทุกฝ่ายพร้อมแล้วครับ
เหลือแค่รอคำตอบจากทางโรงเรียน พวกเราตั้งความหวังกันไว้สูง อยากทำงานนี้
ให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่ความสามารถพวกเราจะมี อยากทำให้ดีกว่าปีก่อนๆ
อยากให้ทุกคนทั้งในและนอกโรงเรียนเห็นว่ารุ่นเราถ้าลองตั้งใจจะทำอะไรดีๆซักอย่าง
มันก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน สำหรับพวกเรามันไม่ใช่แค่คอนเสิร์ทแต่มันเป็นการ
พิสูจน์ตัวพวกเราเอง แต่ผมก็แอบเผื่อใจเล็กๆไว้สำหรับความผิดหวัง ยังไงก็ตาม
สิ่งที่ผมเห็นมาตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมามันมีคุณค่ามหาศาลสำหรับผมมากกว่า
คอนเสิร์ทนี้ การร่วมแรงร่วมมือกันของเพื่อนทุกคน ความเสียสละเวลาอันมีค่าของ
แต่ละคน โดยเฉพาะสิ่งที่ทุกคนหยิบยื่นให้กันแบบไม่มีตระหนี่ถี่เหนียว สิ่งที่เราเรียก
มันว่า “น้ำใจ” ไงล่ะครับ
ความสำคัญของ “กระดุมเม็ดแรก”
กันยายน 25, 2010
เคยไหมที่คุณตื่นนอนยามเช้า ครึ่งหลับครึ่งตื่น สวมเสื้อราวกับคนไร้วิญญาณ เมื่อกลัดกระดุมเสร็จแล้วก็พบว่าชายเสื้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน
คุณ กลัดกระดุมผิดทั้งแถว!
มันเริ่มจากการที่คุณไม่รู้ว่าคุณกลัดเม็ดแรกผิด แล้วกลัดต่อไปทีละเม็ดอย่างถูกต้อง เมื่อกลัดกระดุมเสร็จสิ้น ก็ผิดทั้งหมด
ในตัวอย่างนี้ ความไม่รู้ทำให้คุณ ‘ กลัดกระดุม ‘ ผิดทั้งแถว!
เคยไหมที่คุณเก็บเนื้อในตู้เย็นนานข้ามปีจนเนื้อหมดอายุ แต่ไม่ยอมทิ้ง เพราะเป็นเนื้อจากต่างประเทศ ราคาแพง คุณปรุงอาหารจนเสร็จ เมื่อกินแล้วไม่อร่อยหรืออาหารเป็นพิษ
ในตัวอย่างนี้ ความเสียดายทำให้คุณ ‘ กลัดกระดุม ‘ ต่อไป ทั้งที่รู้ว่าเม็ดแรกผิดรู!
เคยไหมที่คุณสมัครเรียนสายวิชาที่คุณไม่ชอบ ไม่ว่าเพราะพ่อแม่บังคับ หรือไม่รู้จะเรียนอะไรนอกเหนือจากสายนั้น คุณสอบได้ ลงทะเบียนเรียนผ่านไปทีละเทอม ทีละปี จนจบ คุณได้รับปริญญาบัตร หางานที่เกี่ยวข้องกับสายวิชาที่ร่ำเรียนมา แล้วทำงานไปทีละวันๆ ทีละเดือนๆ
ทีละปีๆ จนวันหนึ่งคุณก็หมดแรง และยอมรับว่าคุณ ‘ กลัดกระดุม ‘ ผิดมาตั้งแต่เม็ดแรก
ในตัวอย่างนี้ ความละเลยทำให้คุณดันทุรัง ‘ กลัดกระดุม ‘ เม็ดต่อไปทั้งที่รู้ดีว่ากลัดเม็ดแรกผิด
กระดุมเม็ดแรกสำคัญอย่างยิ่ง มันเป็นรากฐานของกระดุมเม็ดที่สอง สาม สี่… กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดหมดทั้งแถว ผิดทั้งยวง และอาจจะผิดทั้งชีวิต!
ตึกรามบ้านช่องไม่ว่าจะออกแบบสวยงามเพียงไร หากคำนวณฐานรากไม่ถูกต้อง วันหนึ่งก็เอียงล้ม
เด็กไม่ว่าฉลาดเพียงไร หากเอาแต่เล่นเกม ดูแต่หนังรุนแรง เอาแต่ใจตัวเอง โตขึ้นก็อาจเป็นปัญหาภาระที่สังคมต้องแบกรับ
ซื้อรองเท้ายี่ห้อดังมาแล้ว ถึงคับก็ทนสวม ไม่นานก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องเท้าเจ็บ
เพื่อนให้ขนมเค้กจากร้านที่มีชื่อเสียง จะให้คนอื่นก็เสียดาย จึงฝืนกินเข้าไปทั้งที่อ้วนอยู่แล้ว ผลที่ตามมาคือร่างกายเสียหาย
คุณอาจยอมปล่อยบางปัญหาไป หลับตาข้างหนึ่งแล้วหวังว่าปัญหานั้นจะละลายหายไปเอง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องแก้ปัญหานั้นอยู่ดี ทั้งยังต้องจ่ายราคาค่าแก้ปัญหามากกว่าเดิม
ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก เช่น การใช้ชีวิต การศึกษา การทำงาน ความรัก ไปจนถึงระดับมหภาคเช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ไม่ว่าจะด้วยความไม่รู้ ความปล่อยปละละเลย หรือความเสียดาย หรือเหตุผลใดก็ตาม หากกลัด ‘ กระดุม ‘ เม็ดแรกผิด
ทุกสิ่งที่ทำถูกต้องหลังจากนั้นจะกลายเป็นผิดไป!
การแก้ปัญหาของการ ‘ กลัดกระดุมผิดเม็ด ‘ นี้มีทางเดียว คือ ปลด ‘ กระดุม ‘ ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่
การไม่รู้เป็นเรื่องหนึ่ง การรู้แล้วยังทำต่อไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลายคนทำงานตามคำสั่งทั้งที่รู้ว่า ‘ กระดุมเม็ดแรก ‘ ไม่ตรงรูกระดุมของมัน กว่าจะรู้ตัว ก็กลายเป็นปัญหาลูกโซ่
หลายๆ ระบบในสังคมเช่น ระบบการเมือง การศึกษา ฯลฯ ดำเนินมานานปีทั้งที่เรามองเห็นปัญหา แต่ก็ดำเนินต่อไปทั้งด้วยความไม่รู้
ความเขลา ความปล่อยปละละเลย ด้วยความเชื่อว่าอย่างนกกระจอกเทศว่า มุดหัวลงดินสักพัก เดี๋ยวปัญหาก็หายไป แต่ปัญหาไม่เคยหายไป
มีแต่สะสมด้วยดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งแก้ไขช้า ราคาแก้ไขยิ่งแพง บางครั้งการตัดใจเข้าห้องผ่าตัดปฏิรูปตัวเองก็เป็นทางแก้ที่ถูกต้อง
ยอมตัดใจตัดวงจรเดิมนั้นทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่ เพราะความเสียหายในระยะยาวน้อยกว่า ประหยัดเวลาโดยรวมมากกว่า
ทุกๆ หลายก้าวที่เดินหน้า เราควรหยุดและทบทวนดู ‘ กระดุม ‘ ของเรา หรือของสังคมว่ากลัดถูกรูไหม ถ้าไม่ก็อย่ารอช้า ปลด ‘ กระดุม ‘
ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่
วินทร์ เลียววาริณ
22 พฤษภาคม 2533
ผู้ทำผิดแล้วไม่แก้ไข กำลังทำผิดอีกครั้งหนึ่ง
ขงจื๊อ
น้ำเติมแก้ว แสงเติมภาพ
กันยายน 25, 2010
ในเวลาต่อมา…
ขั้นต่อไปคือ เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าควรจะเลือกใช้รูรับแสงแคบ กลาง หรือกว้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้เวลาเปิด-ปิดม่านเร็ว กลาง หรือนาน แล้วความไวแสงไหนล่ะ อะไรเป็นหลัก
มีกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจได้ง่ายๆ มีอยู่เพียง 3 ข้อ ขอเลี่ยงที่จะอธิบายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะจะทำให้งงงวย จะคงไว้เฉพาะที่นำไปใช้งานได้เลยดีกว่า …ตามนี้นะ
1. รูรับแสงควบคุมช่วงความชัด (depth of field – เด็พธ์ ออฟ ฟีลด์) หรือที่มีชื่อเล่นว่าชัดตื้น-ชัดลึกนั่นไง (อันนี้อธิบายอีกแบบนึง) → http://www.facebook.com/notes.php?id=658034739
รูรับแสงกว้าง – เลขน้อย – ชัดตื้น
รูรับแสงแคบ – เลขมาก – ชัดลึก (ยิ่งเล็กยิ่งลึก)
…ช่วงความชัดคือ”ระยะความคมชัดที่รับได้”ในภาพ ความชัดกินระยะมากก็ชัดลึก ชัดน้อยๆก็ชัดตื้น จะถ่ายวิวกว้างๆ ถ่ายตึก ถ่ายพื้นที่ทั่วๆ ก็ปรับให้ชัดลึก จะถ่ายให้ชัดแค่คน นอกเหนือจากนั้นไม่คมนัก ก็ปรับมาใช้ชัดตื้น เป็นต้น (หมุนเลือกรูรับแสงแล้วกดปุ่ม DOP preview ดู กดดูมั่งหรือยัง) ส่วนใครจะลองดูแบบที่คนอื่นไม่นิยมก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ กล้องกับเลนส์ก็ของเรา เวลาถ่ายก็ของเรา ภาพก็ของเรา จะถ่ายอะไรแบบไหนอย่าให้ใครมาสั่งได้ …มีอีกสองอย่างที่ส่งผลกับระยะชัดตื้นชัดลึกเหมือนกัน(แต่ไม่มากเท่ารูรับแสง)คือ ขนาดทางยาวของเลนส์ เช่น เลนส์มุมกว้าง จะชัดลึกง่ายกว่า เลนส์มุมแคบ จะชัดตื้นง่ายกว่า และระยะห่างระหว่างเลนส์กับสิ่งที่จะถ่าย คือยิ่งอยู่ใกล้กล้องยิ่งชัดตื้นง่ายๆ อยู่ไกลกล้องก็ชัดลึกสบายๆ
ลองดูสิ
2. ความเร็วม่านควบคุมความสั่นไหว (motion – โมชั่น) สิ่งต่างๆเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเรา จะจับมันมาอยู่ในภาพแบบไหน…แบบนี่งๆหรือจะให้เห็นความเคลื่อนไหวด้วย ไม่ยากเลย คนหรือสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวก็ถ่ายให้มันนิ่งๆ ก็ออกมาตามจริง คอยระวังอย่าให้มือสั่นก็ได้แล้ว อะไรที่มันเคลื่อนด้วยความเร็วสูงก็ใช้ความเร็วม่านสูงๆบันทึกให้มันหยุดสนิท หรือจะเปิดช้าอีกนิดปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวบ้าง ก็ทำให้ภาพทำให้เรื่องราวน่าสนใจขึ้นอีก แล้วแต่จุดมุ่งหมาย…ของใครของมัน
ความเร็วสูง – เลขมาก – ภาพนิ่ง
ความเร็วต่ำ – เลขน้อย – เก็บอาการเคลื่อนไหว (ยิ่งเร็วยิ่งนิ่ง)
งานปาร์ตี้กลางคืนที่มีแสงน้อย ภาพที่บันทึกออกมามักจะแสดงอาการสั่นไหวอยู่เป็นส่วนมาก บางครั้งก็ให้อารมณ์สนุกสนานดีออก หลายๆครั้งมันเบลอจนไม่รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหน ก็เสียดายโอกาสกันไป (อาจจะเปิดแฟลชเบาๆช่วยให้สิ่งที่ถ่ายมีความคมชัดอยู่บ้าง ก็ช่วยกระชับเรื่องได้ดีเหมือนกัน)
ลองดูสิ
3. ความไวแสงยิ่งสูงภาพยิ่งหยาบ (ISO – ไอเอสโอ) เราเลือกใช้ความไวแสงตามสภาพแสงมากหรือน้อยเป็นหลัก โดยทั่วๆไปตั้งค่าที่ 100 กับ 200 ก็สามารถถ่ายครอบคลุมได้ทั้งวันจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก หากจะลากยาวต่อไปถึงค่ำมืดด้วย ก็ปรับให้เป็น 400 …ง่ายๆแค่นั้นเอง
ความไวแสงต่ำ – เลขน้อย – ต้องการแสงมาก – เม็ดเล็ก – noise น้อย
ความไวแสงสูง – เลขมาก – ต้องการแสงน้อย – เม็ดใหญ่ – noise เยอะ (ยิ่งสูงภาพยิ่งหยาบ)
ในฟิล์มมีเกรนคือจุดเล็กๆกลมๆคอยรับแสงในแต่ละอณู ในเซ็นเซอร์รับภาพก็มีจุดพิกเซลเล็กๆส่ีเหลี่ยมคอยรับแสงในแต่ละอณู เวลาเอาภาพมาขยาย ก็คือขยายเกรนและพิกเซลให้ใหญ่ขึ้นนั่นเอง …พอเจอพิกเซลหยาบๆ ความคมชัดที่ว่าชัดเหลือเกินจะถูกลดทอนลงไปด้วย ซึ่งในภาพบางอารมณ์ก็อาจสร้างมิติให้มากขึ้นได้ เช่น อารมณ์ขึงขัง อารมณ์หม่นหมอง เป็นต้น แต่ถ้าต้องการความคมชัดแบบสุดๆ ใช้ที่ 100 ดีกว่าแน่นอน
ลองดูสิ
…ตัวเลขสามชุด เอามาเรียงสลับสับเปลี่ยนได้ตั้งหลากหลายค่า รับแสง เติมแสงแบบต่างๆกันไป แรกๆอาจจะสับสนหน่อย …เป็นคนชอบถ่าย ถ่ายทุกวันเดี๋ยวก็คล่องเอง จะถ่ายภาพไปอีกสักกี่ปีก็ยังหนีไม่พ้นเจ้าสามข้อนี้อยู่ดี ส่วนใครจะมีอะไรเพิ่มเติม คงต้องอาศัยความผิดพลาดจากการลองนั่นลองนี่ ใช้ความคิดแผลงๆไปเรื่อย ยิ่งลองบ่อย ยิ่งพลั้งมาก ก็ยิ่งงอกมาก …ที่เรียกว่าประสบการณ์มากนั่นแหละ เอามาแลกเปลี่ยนกันยิ่งเพิ่มพูน ลองแนะนำให้คนอื่นลองดูของเรา เราลองดูของคนอื่นบ้าง แลกกันไปมาสนุกดีออก ส่วนใครจะเอาไปใช้ในสถานการณ์ใดก็ตามใจท่าน ดูแล้วไม่ค่อยชอบก็ลองปรับตั้งดูใหม่ ชอบใจแล้วก็จดจำแนวทางไว้ให้แม่น คราวต่อๆไปจะได้ไม่ต้องค้นให้เหงื่อตก ขอเพียงอย่าไปบังคับใครให้เชื่อตามแบบของเรานะครับ เดี๋ยวจะหงุดหงิดทั้งสองคน
การถ่ายภาพที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานง่ายๆเดียวกัน ทว่าสร้างความหลากหลายไม่รู้จบ ช่วยให้เราดูภาพได้ทั้งวัน ไม่รู้เบื่อเลยจริงๆ
ใครอ่านมาถึงตรงนี้จะได้ข้างล่างเป็นของแถม…
ทางยาวโฟกัสควบคุมมุมรับภาพ (angle of view – แองเกิล ออฟ วิว) ปักกล้องคู่ใจไว้แล้วลองเปลี่ยนเลนส์ ส่องดูแล้วจะเข้าใจว่ามุมรับภาพที่กว้าง-แคบต่างกันอย่างไร
ทางยาวโฟกัสสั้น – เลขน้อย – มุมกว้าง
ทางยาวโฟกัสยาว – เลขมาก – มุมแคบ
บางคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเปลี่ยนเลนส์แล้วทัศนมิติ (perspective – เพอสเพ็คถีฟ) จะเปลี่ยนไป เป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง การเปลี่ยนเลนส์จากมุมแคบมาเป็นมุมกว้าง เหมือนเราขยายขอบเขตการบันทึกให้ใหญ่ขึ้น การเปลี่ยนจากมุมกว้างมาเป็นมุมแคบ เหมือนเราคร็อปภาพเข้าไปต่างหาก คลิ๊กข้างล่างต่อเลย ↓
10 principles for good design by Dieter Rams
กันยายน 25, 2010
1. Good design is innovative.
The possibilities for innovation are not, by any means, exhausted. Technological development is always offering new opportunities for innovative design. But innovative design always develops in tandem with innovative technology, and can never be an end in itself.
2. Good design makes a product useful.
A product is bought to be used. It has to satisfy certain criteria, not only functional, but also psychological and aesthetic. Good design emphasizes the usefulness of a product whilst disregarding anything that could possibly detract from it.
3. Good design is aesthetic.
The aesthetic quality of a product is integral to its usefulness because products we use every day affect our person and our well-being. But only well-executed objects can be beautiful.
4. Good design makes a product understandable.
It clarifies the product’s structure. Better still, it can make the product talk. At best, it is self-explanatory.
5. Good design is unobtrusive.
Products fulfilling a purpose are like tools. They are neither decorative objects nor works of art. Their design should therefore be both neutral and restrained, to leave room for the user’s self-expression.
6. Good design is honest.
It does not make a product more innovative, powerful or valuable than it really is. It does not attempt to manipulate the consumer with promises that cannot be kept.
7. Good design is long-lasting.
It avoids being fashionable and therefore never appears antiquated. Unlike fashionable design, it lasts many years – even in today’s throwaway society.
8. Good design is thorough down to the last detail.
Nothing must be arbitrary or left to chance. Care and accuracy in the design process show respect towards the consumer.
9. Good design is environmentally friendly.
Design makes an important contribution to the preservation of the environment. It conserves resources and minimises physical and visual pollution throughout the lifecycle of the product.
10. Good design is as little design as possible.
Less, but better – because it concentrates on the essential aspects, and the products are not burdened with non-essentials.
Back to purity, back to simplicity.
— Dieter Rams (1985)
๒๙. บางครั้งถ้าหากเจอฝน เราจะทนด้วยกัน
กันยายน 25, 2010
สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดตอน ฝนตกหนักต่อเนื่องมาเกือบชั่วโมงแล้ว
สนามฟุตบอลกลายเป็นบึงขนาดย่อมๆอีกครั้ง ทางเดินรอบโรงเรียนก็ชุ่มฉ่ำและ
เจิ่งนองเหมือนที่ผ่านมา ผมนั่งมองสายฝนอยู่ริมหน้าต่างบานเกล็ด
วันนี้เม็ดฝนรู้สึกจะสวยและร่าเริงกว่าวันก่อนๆ ถ้ามีใครมาเปิดเพลงคลอตามไป
ตอนนี้คงเหมือนผมนั่งชมระบำสายฝน นาฎศิลป์ที่กำกับการแสดงโดยธรรมชาติ
ผมอยู่ในห้องซ้อมเชียร์กับสตาฟฟ์สีม่วงครบเกือบทุกคน เรากำลังคุยเรื่องเลือก
เพลงเชียร์กันอยู่ ท่านประธานไอ้เมมีไอเดียอยากให้สีเรามีเพลงเชียร์ที่ไม่ค่อยซ้ำ
กับใคร เพลงเบสิคประเภทสู้ตาย ไว้ลาย สู้สู้ หรือ พวกคึกคักเวลาลงเล่น ที่เราร้อง
มาตั้งแต่เด็กเราควรจะเปลี่ยนกันได้แล้ว หาอะไรใหม่ๆเข้ามาถ้าอยากชนะใจกรรมการ
หรืออยากเหนือกว่าสีอื่นๆ ทีมหลีดก็อยู่กันครบ ถึงตรงนี้แล้วคงร้องอ๋อแล้วนะครับว่า
ที่ผมเพ้อเจ้อเรื่องฝนน่ะมาจากอะไร แต่ละคนเสนอเพลงเชียร์ในรูปแบบต่างๆ บ้างก็
ไปเอาจากพี่ๆที่มหาลัยต่างๆมา บางคนก็เสนอให้เป็นเพลงแปลงมีหลากหลายแนวจน
ไปถึงลำตัด หมอลำส่วนผมไม่มีสมาธิกับที่ประชุมหรอกครับ ใจมันไม่ค่อยอยู่สุก
ว่อกแว่กไปเรื่อย บางทีก็เห็นหน้าดาวโผล่ขึ้นมาระหว่างที่แอบมองน้องผึ้ง ไอ้เมถาม
อะไรผมก็เออออกับมันไปเรื่อย สุดท้ายก็ยังสรุปไม่ได้เพราะกลัวน้องๆกองเชียร์จะ
ร้องกันยาก ไม่เป็นไรท่านประธานไอ้เมบอกว่าเดี๋ยวขอเวลาคิดเพิ่ม
เรายังพอมีเวลารับรองต้องเด็ดแน่ๆสีอื่นต้องอึ้งไปตามกัน
ที่ประชุมสลายตัวตอนเกือบหกโมงเย็น รองประธานสีอย่างผมมีอีกหน้าที่คือจัดเก็บ
โต๊ะเรียนคืนให้เป็นระเบียบ ปิดไฟ ปิดพัดลม( ถ้าต้องกวาดถูพื้นอีกอย่างผมคงเป็น
ภารโรงไปแล้ว) เหลือผมคนเดียว ไอ้เมหนีกลับก่อนตามระเบียบ
ผมว่ามันคงรีบไปหาแจง แจงมาเรียนพิเศษที่สยามกับดาวแต่แจงไม่ค่อย
เข้าห้องชอบเดินเที่ยวรอเวลาเลิกเรียนแล้วค่อยกลับบ้าน ผมกับไอ้เมเคยไปรอ
ที่หน้าโรงเรียนกวดวิชาบ่อยๆ ผมไปรอเจอดาวสองสามครั้ง ดาวมาถึงก็แทบไม่ได้
คุยกันเพราะต้องรีบขึ้นไปเรียน เลิกเรียนดาวก็ต้องรีบกลับ
บางวันพี่สาวดาวก็มารอรับ หลังๆก็เหลือแต่ไอ้เมคนเดียว
ฝนยังตกอยู่แต่เม็ดฝนเริ่มบางตา ผมเดินออกจากห้องซ้อมเชียร์มาหยุดยืน
ตรงหน้าตึก เตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะต้องวิ่งฝ่าดงฝน สายตาเล็งจุดหมายคือ
ใต้ถุนตึกข้างหน้า ที่หลบฝนชั่วคราว ผมมองสำรวจเส้นทางอีกครั้งดูว่าตรงไหนมี
บ่อน้ำขังรึเปล่าเพื่อที่จะวิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ทัน ประสบการณ์ที่ผ่านมาใน
โรงเรียนนี้สอนให้ผมอย่าประมาท หลายครั้งที่เหยียบลงไปในแอ่งน้ำแล้วคิดว่าตื้น
บางทีก็มิดตาตุ่มเหมือนกันครับ ผมมุ่งมั่นเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรรอบชิงเหรียญทอง
เอาละ (เสียงกรรมการในความคิด เข้าที่ ….. ระวัง…. ) ก่อนจะออกสตาร์ทผมได้ยิน
เสียงคนเรียกชื่อผม เป็นเสียงที่หวาน ไพเราะมีมนต์สะกดให้ผมชะงักฝีตีนไว้กับที่
น้องผึ้งนั่นเอง เธอเดินมาพร้อมกับร่มสีเหลืองในมือ น้องผึ้งถามว่าผมจะไปไหนผมก็
ตอบแบบขวานผ่าซากว่าจะกลับบ้าน เธอบอกว่าจะเดินตากฝนไปได้ไงเดี๋ยวก็เปียก
หมดหรอก เธอมีร่มอันใหญ่เดินไปด้วยกันก็ได้ ผมพูดอะไรไม่ออกเพราะภาพแบบนี้
เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดผม ไม่ใช่ซิต้องบอกว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะคิด
มากกว่าผมเลยไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง เสียงของน้องผึ้งเหมือนมนต์จากขลุ่ยวิเศษ
ที่บรรเลงให้หนูอย่างผมเดินตามอย่างว่าง่าย น้องผึ้งกางร่มสีเหลืองออกมา
ผมยื่นมือไปเสนอเป็นคนถือร่มให้ เธอส่งร่มให้ผม เราก้าวเท้าขวาออกไปพร้อมกัน
ถ้ามีเสียงเพลงลอยมา นี่มันภาพในมิวสิควีดีโอชัดๆ ผมกับน้องผึ้งในร่มสีเหลือง
เดินเคียงคู่ไปด้วยกันฉากหลังเป็นตึกเรียน สองข้างทางเดินเป็นพุ่มไม้เขียวชอุ่ม
ในวันฝนตกพรำๆ ผมบอกตัวเองว่าถ้าควบคุมสติไม่ได้ผมคงบ้าไปแล้ว
วันนี้น่าจะเป็นวันที่ผมเดินช้าที่สุดตั้งแต่เกิดมา พยายามบังคับแต่ละก้าวของตัวเอง
ให้สั้นที่สุดจนเกือบจะซอยเท้าอยู่กับที่แล้ว นอกจากนั้นยังคงต้องรักษาระยะห่าง
ระหว่างไหล่น้องผึ้งกับต้นแขนผมไว้ มีบางครั้งที่มันบังเอิญมาชนกันผมรู้สึกเหมือนมี
กระแสไฟแรงสูงวิ่งจากต้นแขนผมทะลุลำตัว ซี่โครง ปอด ตรงเข้าสู่หัวใจ หัวใจมัน
พองโตออกมาเกือบจะทะลุหน้าอก ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรก จนน้องผึ้งสังเกตเห็น
ว่าตัวผมหลุดออกไปนอกร่ม ครึ่งซ้ายผมฉ่ำไปด้วยน้ำฝน น้องผึ้งเห็นสภาพผมแบบนี้
เธอก็หัวเราะออกมา ผมหัวเราะตาม น้องผึ้งบอกให้ผมเถิบเข้ามาอีกก็ได้ จะดีเหรอ
(คิดในใจ) แต่การกระทำเร็วกว่าความคิด ผมค่อยๆกระเถิบตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางของ
ร่มทีละนิดๆ จนในที่สุดต้นแขนผมและไหล่น้องผึ้งก็มีโอกาสคุ้นเคยกันมากกว่าเดิม
ตอนนี้อวัยวะภายในผมมันระส่ำไปหมด หัวใจระเบิดตูมตามเป็นพลุวันเฉลิมฯ
ท้องไส้ก็ปั่นป่วน เลือดลมก็เดินผิดจังหวะ ผมต้องพยายามควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า
ให้เป็นปกติทั้งๆที่ปลายปากสองข้างมันแทบจะฉีกไปถึงใบหู ผ่านมาครึ่งทางแล้ว
ทำไมวันนี้ทางมันสั้นจังวะ น้องผึ้งไม่ลืมของลืมอะไรบ้างเหรอจะได้เดินย้อนกลับไปเอา
ฝนตกลงมาหนักๆอีกก็ได้นะ ความคิดผมฟุ้งซ่านขณะที่ปลายทางใกล้เข้ามาทุกที
มิวสิควีดีโอกำลังจะจบแล้วเหรอนี่ ไม่ทราบเคยดูหนังเรื่องซูเปอร์แมนไม๊ครับ
ที่ซูเปอร์แมนเค้าพาลูอิสเหาะเหินเดินอากาศไปโรแมนติคบนฟ้ากันสองต่อสอง
พอถึงเวลาเค้าก็ต้องพาลูอิสร่อนลงมาส่งที่พื้นโลก เหมือนเราสองคนตอนนี้เลยครับ
แต่สลับกันน้องผึ้งเป็นซูเปอร์แมนส่วนผมเป็นลูอิส
ผมลาจากน้องผึ้งที่ใต้ถุนตึกที่จริงเธออาสาที่จะไปส่งที่ประตูทางออกแต่ผมต้อง
รีบปฏิเสธ แค่นี้ก็จะหัวใจวายอยู่แล้ว เราแยกกันไปคนละทางน้องผึ้งยังกาง
ร่มเหลืองเดินออกประตูด้านหน้าส่วนผมกลับสู่โลกแห่งความจริงเดินตากฝน
ออกไปทางประตูด้านหลัง
ผมกลับถึงบ้านด้วยร่างที่เปียกฝนเท่ากันทั้งสองข้าง แม่ยังนั่งดูข่าวอยู่ที่ห้องรับแขก
แม่รีบไล่ให้ไปอาบน้ำสระผมซะเดี๋ยวจะไม่สบาย ถ้าเป็นวันอื่นผมอาจจะต่อล้อต่อเถียง
กับแม่พอเป็นพิธี วันนี้ผมกลับเป็นเด็กว่าง่ายวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว ผมถอดเสื้อ
นักเรียนออกแล้วนั่งลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมง
ผมไม่กล้าหลอกตัวเองขนาดที่ว่าน้องผึ้งเค้าก็ชอบผมเหมือนกันเลยมารอที่จะเดิน
กางร่มไปกับผม ผมรู้ความจริงทุกอย่าง น้องผึ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมแอบชอบเค้าอยู่
ถ้ารู้เค้าคงไม่ชวนให้เดินไปด้วยกัน อยู่ดีๆหน้าดาวก็โผล่มาในหัวผมอีกที
ผมลองตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่าถ้าเรื่องเมื่อเย็นนี้เปลี่ยนจากน้องผึ้งเป็นดาวผมจะมี
ความรู้สึกแบบนี้ไม๊ ทำไมตอนที่ผมเดินเคียงข้างกับน้องผึ้งผมกลับลืมดาวไปสนิท
แต่ตอนนี้จู่ๆดาวก็โผล่มาทักทายในหัว ผมหนีการหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการ
ลุกไปอาบน้ำ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่วายวนเวียนอยู่ในสมอง นึกแล้วโมโหตัวเองไม่น่าทะลึ่ง
ไปตั้งโจทย์ข้อนี้เลยมันเล่นซะผมนอนไม่หลับ ผมคิดไม่ออกหรือไม่กล้าคิดกันแน่
ผมชักกลัวคำตอบของโจทย์ข้อนี้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วซิ
๒๘. บางครั้งถ้าหากเจอฝนเราจะทนด้วยกัน
กันยายน 25, 2010
สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดตอน ฝนตกหนักต่อเนื่องมาเกือบชั่วโมงแล้ว
สนามฟุตบอลกลายเป็นบึงขนาดย่อมๆอีกครั้ง ทางเดินรอบโรงเรียนก็ชุ่มฉ่ำและ
เจิ่งนองเหมือนที่ผ่านมา ผมนั่งมองสายฝนอยู่ริมหน้าต่างบานเกล็ด
วันนี้เม็ดฝนรู้สึกจะสวยและร่าเริงกว่าวันก่อนๆ ถ้ามีใครมาเปิดเพลงคลอตามไป
ตอนนี้คงเหมือนผมนั่งชมระบำสายฝน นาฎศิลป์ที่กำกับการแสดงโดยธรรมชาติ
ผมอยู่ในห้องซ้อมเชียร์กับสตาฟฟ์สีม่วงครบเกือบทุกคน เรากำลังคุยเรื่องเลือก
เพลงเชียร์กันอยู่ ท่านประธานไอ้เมมีไอเดียอยากให้สีเรามีเพลงเชียร์ที่ไม่ค่อยซ้ำ
กับใคร เพลงเบสิคประเภทสู้ตาย ไว้ลาย สู้สู้ หรือ พวกคึกคักเวลาลงเล่น ที่เราร้อง
มาตั้งแต่เด็กเราควรจะเปลี่ยนกันได้แล้ว หาอะไรใหม่ๆเข้ามาถ้าอยากชนะใจกรรมการ
หรืออยากเหนือกว่าสีอื่นๆ ทีมหลีดก็อยู่กันครบ ถึงตรงนี้แล้วคงร้องอ๋อแล้วนะครับว่า
ที่ผมเพ้อเจ้อเรื่องฝนน่ะมาจากอะไร แต่ละคนเสนอเพลงเชียร์ในรูปแบบต่างๆ บ้างก็
ไปเอาจากพี่ๆที่มหาลัยต่างๆมา บางคนก็เสนอให้เป็นเพลงแปลงมีหลากหลายแนวจน
ไปถึงลำตัด หมอลำส่วนผมไม่มีสมาธิกับที่ประชุมหรอกครับ ใจมันไม่ค่อยอยู่สุก
ว่อกแว่กไปเรื่อย บางทีก็เห็นหน้าดาวโผล่ขึ้นมาระหว่างที่แอบมองน้องผึ้ง ไอ้เมถาม
อะไรผมก็เออออกับมันไปเรื่อย สุดท้ายก็ยังสรุปไม่ได้เพราะกลัวน้องๆกองเชียร์จะ
ร้องกันยาก ไม่เป็นไรท่านประธานไอ้เมบอกว่าเดี๋ยวขอเวลาคิดเพิ่ม
เรายังพอมีเวลารับรองต้องเด็ดแน่ๆสีอื่นต้องอึ้งไปตามกัน
ที่ประชุมสลายตัวตอนเกือบหกโมงเย็น รองประธานสีอย่างผมมีอีกหน้าที่คือจัดเก็บ
โต๊ะเรียนคืนให้เป็นระเบียบ ปิดไฟ ปิดพัดลม( ถ้าต้องกวาดถูพื้นอีกอย่างผมคงเป็น
ภารโรงไปแล้ว) เหลือผมคนเดียว ไอ้เมหนีกลับก่อนตามระเบียบ
ผมว่ามันคงรีบไปหาแจง แจงมาเรียนพิเศษที่สยามกับดาวแต่แจงไม่ค่อย
เข้าห้องชอบเดินเที่ยวรอเวลาเลิกเรียนแล้วค่อยกลับบ้าน ผมกับไอ้เมเคยไปรอ
ที่หน้าโรงเรียนกวดวิชาบ่อยๆ ผมไปรอเจอดาวสองสามครั้ง ดาวมาถึงก็แทบไม่ได้
คุยกันเพราะต้องรีบขึ้นไปเรียน เลิกเรียนดาวก็ต้องรีบกลับ
บางวันพี่สาวดาวก็มารอรับ หลังๆก็เหลือแต่ไอ้เมคนเดียว
ฝนยังตกอยู่แต่เม็ดฝนเริ่มบางตา ผมเดินออกจากห้องซ้อมเชียร์มาหยุดยืน
ตรงหน้าตึก เตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะต้องวิ่งฝ่าดงฝน สายตาเล็งจุดหมายคือ
ใต้ถุนตึกข้างหน้า ที่หลบฝนชั่วคราว ผมมองสำรวจเส้นทางอีกครั้งดูว่าตรงไหนมี
บ่อน้ำขังรึเปล่าเพื่อที่จะวิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ทัน ประสบการณ์ที่ผ่านมาใน
โรงเรียนนี้สอนให้ผมอย่าประมาท หลายครั้งที่เหยียบลงไปในแอ่งน้ำแล้วคิดว่าตื้น
บางทีก็มิดตาตุ่มเหมือนกันครับ ผมมุ่งมั่นเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรรอบชิงเหรียญทอง
เอาละ (เสียงกรรมการในความคิด เข้าที่ ….. ระวัง…. ) ก่อนจะออกสตาร์ทผมได้ยิน
เสียงคนเรียกชื่อผม เป็นเสียงที่หวาน ไพเราะมีมนต์สะกดให้ผมชะงักฝีตีนไว้กับที่
น้องผึ้งนั่นเอง เธอเดินมาพร้อมกับร่มสีเหลืองในมือ น้องผึ้งถามว่าผมจะไปไหนผมก็
ตอบแบบขวานผ่าซากว่าจะกลับบ้าน เธอบอกว่าจะเดินตากฝนไปได้ไงเดี๋ยวก็เปียก
หมดหรอก เธอมีร่มอันใหญ่เดินไปด้วยกันก็ได้ ผมพูดอะไรไม่ออกเพราะภาพแบบนี้
เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดผม ไม่ใช่ซิต้องบอกว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะคิด
มากกว่าผมเลยไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง เสียงของน้องผึ้งเหมือนมนต์จากขลุ่ยวิเศษ
ที่บรรเลงให้หนูอย่างผมเดินตามอย่างว่าง่าย น้องผึ้งกางร่มสีเหลืองออกมา
ผมยื่นมือไปเสนอเป็นคนถือร่มให้ เธอส่งร่มให้ผม เราก้าวเท้าขวาออกไปพร้อมกัน
ถ้ามีเสียงเพลงลอยมา นี่มันภาพในมิวสิควีดีโอชัดๆ ผมกับน้องผึ้งในร่มสีเหลือง
เดินเคียงคู่ไปด้วยกันฉากหลังเป็นตึกเรียน สองข้างทางเดินเป็นพุ่มไม้เขียวชอุ่ม
ในวันฝนตกพรำๆ ผมบอกตัวเองว่าถ้าควบคุมสติไม่ได้ผมคงบ้าไปแล้ว
วันนี้น่าจะเป็นวันที่ผมเดินช้าที่สุดตั้งแต่เกิดมา พยายามบังคับแต่ละก้าวของตัวเอง
ให้สั้นที่สุดจนเกือบจะซอยเท้าอยู่กับที่แล้ว นอกจากนั้นยังคงต้องรักษาระยะห่าง
ระหว่างไหล่น้องผึ้งกับต้นแขนผมไว้ มีบางครั้งที่มันบังเอิญมาชนกันผมรู้สึกเหมือนมี
กระแสไฟแรงสูงวิ่งจากต้นแขนผมทะลุลำตัว ซี่โครง ปอด ตรงเข้าสู่หัวใจ หัวใจมัน
พองโตออกมาเกือบจะทะลุหน้าอก ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรก จนน้องผึ้งสังเกตเห็น
ว่าตัวผมหลุดออกไปนอกร่ม ครึ่งซ้ายผมฉ่ำไปด้วยน้ำฝน น้องผึ้งเห็นสภาพผมแบบนี้
เธอก็หัวเราะออกมา ผมหัวเราะตาม น้องผึ้งบอกให้ผมเถิบเข้ามาอีกก็ได้ จะดีเหรอ
(คิดในใจ) แต่การกระทำเร็วกว่าความคิด ผมค่อยๆกระเถิบตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางของ
ร่มทีละนิดๆ จนในที่สุดต้นแขนผมและไหล่น้องผึ้งก็มีโอกาสคุ้นเคยกันมากกว่าเดิม
ตอนนี้อวัยวะภายในผมมันระส่ำไปหมด หัวใจระเบิดตูมตามเป็นพลุวันเฉลิมฯ
ท้องไส้ก็ปั่นป่วน เลือดลมก็เดินผิดจังหวะ ผมต้องพยายามควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า
ให้เป็นปกติทั้งๆที่ปลายปากสองข้างมันแทบจะฉีกไปถึงใบหู ผ่านมาครึ่งทางแล้ว
ทำไมวันนี้ทางมันสั้นจังวะ น้องผึ้งไม่ลืมของลืมอะไรบ้างเหรอจะได้เดินย้อนกลับไปเอา
ฝนตกลงมาหนักๆอีกก็ได้นะ ความคิดผมฟุ้งซ่านขณะที่ปลายทางใกล้เข้ามาทุกที
มิวสิควีดีโอกำลังจะจบแล้วเหรอนี่ ไม่ทราบเคยดูหนังเรื่องซูเปอร์แมนไม๊ครับ
ที่ซูเปอร์แมนเค้าพาลูอิสเหาะเหินเดินอากาศไปโรแมนติคบนฟ้ากันสองต่อสอง
พอถึงเวลาเค้าก็ต้องพาลูอิสร่อนลงมาส่งที่พื้นโลก เหมือนเราสองคนตอนนี้เลยครับ
แต่สลับกันน้องผึ้งเป็นซูเปอร์แมนส่วนผมเป็นลูอิส
ผมลาจากน้องผึ้งที่ใต้ถุนตึกที่จริงเธออาสาที่จะไปส่งที่ประตูทางออกแต่ผมต้อง
รีบปฏิเสธ แค่นี้ก็จะหัวใจวายอยู่แล้ว เราแยกกันไปคนละทางน้องผึ้งยังกาง
ร่มเหลืองเดินออกประตูด้านหน้าส่วนผมกลับสู่โลกแห่งความจริงเดินตากฝน
ออกไปทางประตูด้านหลัง
ผมกลับถึงบ้านด้วยร่างที่เปียกฝนเท่ากันทั้งสองข้าง แม่ยังนั่งดูข่าวอยู่ที่ห้องรับแขก
แม่รีบไล่ให้ไปอาบน้ำสระผมซะเดี๋ยวจะไม่สบาย ถ้าเป็นวันอื่นผมอาจจะต่อล้อต่อเถียง
กับแม่พอเป็นพิธี วันนี้ผมกลับเป็นเด็กว่าง่ายวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว ผมถอดเสื้อ
นักเรียนออกแล้วนั่งลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมง
ผมไม่กล้าหลอกตัวเองขนาดที่ว่าน้องผึ้งเค้าก็ชอบผมเหมือนกันเลยมารอที่จะเดิน
กางร่มไปกับผม ผมรู้ความจริงทุกอย่าง น้องผึ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมแอบชอบเค้าอยู่
ถ้ารู้เค้าคงไม่ชวนให้เดินไปด้วยกัน อยู่ดีๆหน้าดาวก็โผล่มาในหัวผมอีกที
ผมลองตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่าถ้าเรื่องเมื่อเย็นนี้เปลี่ยนจากน้องผึ้งเป็นดาวผมจะมี
ความรู้สึกแบบนี้ไม๊ ทำไมตอนที่ผมเดินเคียงข้างกับน้องผึ้งผมกลับลืมดาวไปสนิท
แต่ตอนนี้จู่ๆดาวก็โผล่มาทักทายในหัว ผมหนีการหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการ
ลุกไปอาบน้ำ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่วายวนเวียนอยู่ในสมอง นึกแล้วโมโหตัวเองไม่น่าทะลึ่ง
ไปตั้งโจทย์ข้อนี้เลยมันเล่นซะผมนอนไม่หลับ ผมคิดไม่ออกหรือไม่กล้าคิดกันแน่
ผมชักกลัวคำตอบของโจทย์ข้อนี้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วซิ
๒๘. วันนั้น วันนี้ วันไหน(ดี)
กันยายน 25, 2010
เผลอแป๊ปเดียวชีวิตมอหกผมผ่านไปเดือนนึงเต็มๆ เร็วกว่ากามนิตหนุ่มซะอีก
อาจจะเป็นเพราะผมเสพติดชีวิตมอหกแบบไม่รู้ตัว แค่เดือนเดียวที่ได้สัมผัส
แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันสนุกกว่าสิบเอ็ดปีเต็มๆที่ผ่านมาเป็นไหนๆ ชีวิตที่
กิจกรรมนำการเรียนเป็นสิ่งที่ผมรอคอยมานาน กิจกรรมทั้งในและนอก
โรงเรียนมีทั้งถูกและผิดกฏสลับกันไป ผมทำกิจกรรมแทบทุกประเภทที่
สามารถเป็นใบเบิกทางไม่ต้องให้ผมเข้าห้องเรียนแม้ว่าบางอย่างผมเอง
จะไม่ค่อยถนัดก็ตาม ตอนนี้ที่หนักสุดน่าจะเป็นกีฬาสีเพราะความซวยหรือ
การขาดความรับผิดชอบของเรามันก็มาลงเอยแบบนี้ คือเรื่องของเรื่องเนี่ย
เป็นอันรู้กันว่ามอหกต้องเป็นแกนนำแล้วมีน้องมอห้ากับมอสี่มาเสริมทัพเป็น
สตาฟฟ์ รุ่นผมเนี่ยเหลืออยู่มอหกกันไม่ถึงร้อย แบ่งออกเป็นสี่สีก็ได้ยีสิบกว่าๆ
มากกว่าหมู่ลูกเสือนิดหน่อยเพราะฉนั้นปัญหาแรกของพวกเราคือขาดแคลน
บุคคลากร ทีนี้วิธีการแบ่งสีก็ยึดตามตั้งแต่เราเข้ามอหนึ่งมาเพราะหลายๆคน
พเนจรร่อนเร่ย้ายสีไปเรื่อย(เช่นตัวผมเป็นต้น) ถึงเวลาแล้วต้องกลับมาช่วยกัน
ต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ การประชุมสีทั้งสี่สีก็เริ่มต้นขึ้นแยกย้ายกันตามสถานที่และ
เวลาที่แต่ละคนถนัด มันเหมือนกับงานเลี้ยงคืนสู่เหย้าย่อยๆหลายคนกลับ
มาเจอหน้ากันหลังจากพลัดพรากกันมาร่วมห้าปี บางคนแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
ว่าจริงๆตัวเองอยู่สีอะไร ที่ร้ายหนักกว่าคือมีพวกที่ไม่เข้าร่วมประชุมกับเค้า
ไอ้พวกนี้มันแย่จนไม่น่าให้อภัยเค้าเรียกประชุมกันดันเสือกโดด มันที่ว่าคือ
ผมและไอ้เมเองครับ ไอ้เมซิครับตัวต้นคิดมันบอกว่าปล่อยให้พวกมันประชุม
ไปสรุปว่าไงเราก็ว่าตามพวกมัน เสียเวลาเตะบอลตอนกลางวัน ผมก็เออออ
ตามมันไป สุดท้ายฟ้าก็ลงโทษคนเลวทั้งคู่ ไอ้เมได้รับการแต่งตั้งผสมการลง
โทษให้ดำรงตำแหน่งประธานสีม่วงอันทรงเกียรติ ส่วนผมโดนสถานเบาลงมา
ได้แค่ตำแหน่งรองประธานสี เราทั้งคู่โดนข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้และก็
สาสมกับสิ่งที่เราทำ พวกเราก็ได้แต่คอตกก้มหน้ารับกรรมที่ก่อไว้
บรรยากาศเช้าของวันที่ประธานสีแต่ละสีต้องออกไปแนะนำตัวต่อนักเรียน
และอาจารย์ทั้งโรงเรียนหลังจากเคารพธงชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน
ผมเห็นไอ้เมหน้าซีดยิ่งกว่าเจอผีเจ็ดป่าช้าผมสัมผัสถึงความตื่นเต้นสุดขีด
ของมันได้ สีม่วงเป็นสีสุดท้ายที่ต้องออกไปพูด สามสีก่อนหน้านี้ได้รับเสียงเชียร์
ของบรรดาสมาชิกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ก็ทุกคนเค้าได้ตำแหน่งมาอย่างสมเกียรติ
ตามระบอบประชาธิปไตย ผิดกับไอ้เมที่เป็นผลผลิตจากระบอบเผด็จการเต็ม
รูปแบบแต่มันไม่ได้ปราบดาตัวเองขึ้นมาเถลิงตำแหน่งประธานสี เป็นการลงโทษ
คนที่ขาดความรับผิดชอบแบบเข็ดจนวันตาย วินาทีที่ไอ้เมก้าวขึ้นไปยืนบนแท่น
ที่สูงกว่าหลังหมาโรงเรียนนิดหน่อย แท่นเดียวกับที่อาจารย์ใหญ่ยืนพูดกับนักเรียน
อยู่บ่อยๆถึงแม้จะมีพวกเราสตาฟฟ์เชียร์ยืนอยู่ข้างๆ แต่ความรู้สึกของพวกเรากับ
ไอ้เมต่างกันราวฟ้ากับเหว อากาศข้างบนคงจะเย็นยะเยือกน่าดูไม่งั้นขาไอ้เมคง
ไม่สั่นเป็นจังหวะเดียวกับเพลงสายล่อฟ้าของพี่ป้อม ขามันระรัวเหมือนน้าเอกมันต์
กำลังเพลิดเพลินกับกลองสองกระเดื่อง วินาทีที่มันเดินขึ้นไปจับไมโครโฟนเหมือน
ทั้งโลกหยุดหายใจ เงียบกริบทั้งโรงเรียน ผ่านไปสองอึดใจค่อยมีเสียงกระซิบ
กระซาบจากหน้าเสาธง ไอ้เมหันมามองหน้าผม สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคือส่งยิ้ม
ให้มันแบบฝืนๆ ไอ้เมพูดประโยคเดียวสั้นๆคือแนะนำตัวมันแล้วรีบกระโดลง
จากแท่นนั้น ผมพยายามช่วยกู้หน้ามันด้วยการตบมือนำแต่ดูเหมือนไม่มีใคร
อยากเป็นผู้ตามนอกจากสตาฟฟ์มอหกที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลัง แค่วันแรก
ก็ส่อแววพ่ายแพ้ซะแล้ว จุดจบของสีม่วงคงอยู่ในมือไอ้เมกับผม
ผมกับดาวคุยกันน้อยลงกว่าช่วงปิดเทอม อาจเป็นเพราะเรามัวแต่เพลิดเพลิน
และหลงระเริงกับชีวิตปีสุดท้ายในเครื่องแบบนักเรียน แต่ผมกับดาวยืนอยู่คน
ละฝั่งของแกนโลก ผมกำลังเสพติดอิสระของชีวิตมอหกชีวิตที่ทำให้ผมอยู่ห่าง
ห้องเรียนได้อย่างไม่ฝืนกฏโรงเรียน ผมไปโรงเรียนแต่เช้ากว่าจะกลับก็มืดค่ำ
เกือบทุกวัน ส่วนฝั่งที่ดาวยืนอยู่ดาวก็จะเพลิดเพลินกับหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
เกือบทุกสำนักพิมพ์ สถาบันกวดวิชา ข้อสอบใหม่ๆที่ขวนขวายหามาทดสอบ
ขุมปัญญาของตัวเองดูแล้วดาวคงจะมีความสุขกว่าที่มานั่งคุยโทรศัพท์กับผม
บทสนทนาของดาวก็ไม่พ้นเรื่องเรียน เรื่องเอ็นท์ เรื่องที่ผมพยายามจะหนีจาก
ในห้องที่โรงเรียน ผมได้แต่ฟังดาวพูดถึงอนาคตที่ดาววาดเอาไว้ ดาวมอง
ตัวเองไปไกลจนถึงเรียนจบทำงานโน่น ส่วนผมคงเหมือนกระดาษเปล่าไ
ร้ซึ่งแบบร่างและจินตนาการ ไม่มีความคิดอะไรทั้งนั้นที่จะถ่ายทอดลงไป
เลือกไม่ได้ว่าจะวาดอะไรหรือผมอาจจะวาดอะไรไม่เป็นเลย หรือผมกลัวที่
จะวาดออกมาไม่สวยกลัวที่ต้องลบแล้วลบอีก ผมเลยปล่อยกระดาษให้มัน
คงความขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาทั้งแผ่นไว้อย่างนี้ บทสนทนาระหว่างเรา
กระชับขึ้นเรื่อยๆแปรผกผันกับเวลาที่ผ่านไป จนหลังๆดาวต้องปฏิเสธที่จะ
รับสายผมเพราะดาวกำลังอ่านหนังสืออยู่ ผมเข้าใจดาวทุกอย่างถึงแม้ดาว
มารับสายผมเราก็จะคุยกับเรื่องเดิมๆ เรื่องที่ผมอยากบอกดาวว่าพอเถอะ
ผมไม่อยากได้ยิน ช่วยเปล่ียนไปคุยเรื่องอื่นบ้างได้ไม๊ เพียงแต่ผมยังรวบ
รวมความกล้าไม่พอและรู้ดีว่าจะเกิดอะไรตามมา ขณะที่ผมและดาวดู
เหมือนจะกระเถิบห่างกันไปเรื่อยๆจนเกือบจะอยู่คนละขั้วของแกนโลก
ไอ้เมกับแจงก็เหมือนกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นที่บรรจงไหลมารวมกัน
ได้อย่างลงตัวเกิดความสมบูรณ์แห่งท้องทะเลอุดมไปด้วยปลาน้อยใหญ่
เต็มไปหมด คงเป็นเพราะสารเคมีในร่างกายของไอ้เมและแจงค่อนข้างจะ
คล้ายๆกันบวกกับความเป็นคนบ้าน้ำลายทั้งคู่ทำให้คุยกันได้ไม่เบื่อ
และถ้าเทียบกับดาวแล้วแจงยังห่างชั้นเรื่องการเรียนอยู่มาก จะหนักมา
ทางไอ้เมและผมด้วยซ้ำดูๆแล้วน่าจะเป็นสมาชิกสังกัดชมรมเรื่อยเปื่อย
แห่งชาติเหมือนกัน
ไอ้กรยังคงส่งจดหมายมาหาพวกเราอยู่เรื่อยๆ ผ่านไปเกือบปีมันก็ยังเรียน
ภาษาควบคู่ไปกับการทำงานร้านอาหารไทย ผมว่าพ่อแม่มันตัดสินใจถูก
แล้วที่รีบส่งมันไปเมืองนอก ฟังๆดูมันก็มีความสุขกับชีวิตต่างแดนของมันดี
อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสอบเอนทรานซ์เหมือนพวกเรา
มันว่าที่มันทำงานเพราะต้องการเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับมาเมืองไทย
ขืนรอพ่อแม่มันซื้อตั๋วส่งไปให้อีกหลายปีกว่าจะได้กลับ ผมได้เขียนจดหมาย
ไปหามันบ้างนานๆครั้ง ก็เล่าเรื่องความเป็นไปของเพื่อนแต่ละคน ยกเว้น
เรื่องดาวกับแจงที่ผมกะไอ้เมมีสนธิสัญญารักษาความลับราชการซึ่งกันและกัน
ผมเล่าเรื่องชีวิตมอหกให้มันฟังความสนุกที่พวกเรากำลังเสพกันอยู่ มันก็ได้
แต่บ่นเสียดายและอิจฉาพวกเรา แต่จริงๆแล้วไอ้กรไม่รู้หรอกว่าพวกเรากำลัง
กัดแอ๊ปเปิ้ลเคลือบยาพิษอยู่ ข้างนอกมันหอมหวานกัดเข้าไปได้ไม่นาน
เราก็จะพบยาพิษที่อยู่ด้านใน ใครไม่มีภูมิต้านทานก็คงต้องกลายเป็นสโนไวท์
แต่คงไม่ได้เข้าไปนอนในโลงแก้วน่าจะถูกฝังอยู่ใต้ดินไปนอนคุยกับไส้เดือน
และก็ฝันไปเถอะว่าจะมีเจ้าชายรูปงามขี่ม้าขาวมาขุดเราขึ้นจากดินและดูด
ปากถอนคำสาปให้
งานกีฬาสีดูจะยุ่งและวุ่นวายกว่าที่ผมและไอ้เมคาดไว้ มีอะไรอีกหลายอย่าง
ที่เราไม่รู้ว่าเราต้องทำเริ่มจากการหานักกีฬา หาตัวแทนประสานงานแต่ละ
ระดับ เตรียมเพลงเชียร์ หาหลีดของแต่ละสีผมอาสาขอจัดการเรื่องนักกีฬา
ที่จะลงแข่งแต่ละประเภท เรื่องหลีดมันยังแสลงใจอยู่และก็ไม่ถนัดด้วย
แต่ด้วยความที่ทีมงานเราน้อยผมเลยได้รับการยัดเยียดให้ควบอีกตำแหน่ง
คือคุมการเชียร์ทั้งหมดเรียกแบบมีเกียรติอย่างเต็มๆก็คือ “รองประธานฝ่าย
กีฬาและควบคุมกองเชียร์” (ฟังดูเหมือนพวกนักการเมืองยังไงไม่รู้ )แต่ที่ผม
หนักใจคือการควบคุมการเชียร์ทั้งหมดมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับบรรดา
หลีดทั้งหลาย รู้ไม๊ครับว่าใครเป็นหัวหน้าหลีดสีม่วงปีนี้ ก็น้องผึ้งไงครับ
ด้วยประสบการณ์การเป็นหลีดตั้งแต่ระดับอนุบาลยันมัธยม จากงานระดับ
หมู่บ้านยันระดับประเทศเธอก็ผ่านมาหมดแล้วจะมีใครเหมาะไปกว่าเธออีก
ทีนี้การทำงานระหว่างรองประธานฯอย่างผมกับหัวหน้าหลีดก็มีอันต้องโคจรมา
ใกล้กันแบบเลี่ยงไม่ได้ เริ่มจากการเลือกเพลงเชียร์ พิมพ์เนื้อเพลง เอาไปโรเนียว
(กลิ่นเหม็นบรรลัย)แล้วมาช่วยกันเย็บเล่มเตรียมแจกน้องๆ รวมถึงการไป
รับสมัครหลีดตามห้องเรียน(เป็นเวลาเดียวที่เราจะได้น้องๆทุกคนแบบพร้อม
หน้าพร้อมตา) จริงๆผมพยายามจะบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้โดยให้เหตุผลว่าปล่อยให้เป็น
หน้าที่หัวหน้าหลีดดีกว่า ทุกสายตาในที่ประชุมหันมามองหน้าผมพร้อมกันเป็น
คำตอบผสมกับคำสั่งว่า”มึงต้องไป” ยอมรับแบบแมนๆเลยว่าผมยังคุยกับ
น้องผึ้งแบบไม่สนิทใจนัก คือน้องผึ้งเค้าไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น
กับผมบ้างและเค้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย มีแต่ผมที่สร้างเรื่องขึ้นมาแล้วก็
คิดไปต่างๆนานา คือคิดเองสรุปเองทุกอย่าง แต่ความรู้สึกตอนนี้มันยังเป็น
แบบแหยงๆอยู่ เหมือนแพ้ทางกัน นักบอลเก่งๆบางคนไม่กล้ายิงจุดโทษเพราะ
เค้าเคยทำพลาดตอนแมทช์สำคัญมันเลยฝังอยู่ในใจมาตลอด ก็คงคล้ายๆกับที่
ผมรู้สึกกับน้องผึ้งตอนนี้
การซ้อมเชียร์จะมีอาทิตย์ละประมาณสามวันหลังเคารพธงชาติ แต่ละสีก็
แยกย้ายไปตามมุมสนาม ครั้งแรกท่านประธานเมก็ออกมาแนะนำทีมงาน
และก็พูดคุยกับน้องๆ เร่ืองการขอความร่วมมือใครมีความสามารถด้านไหน
ก็ให้มาลงชื่อกับพี่ๆสตาฟฟ์ ไอ้เมดูเปลี่ยนไปจากวันที่มันยืนขาสั่น
จังหวะฮาร์ดร๊อคหน้าเสาธง มันพูดเป็นการเป็นงานดูน่าเชื่อถือขึ้นเยอะ
มีหยอดมุขตลกให้น้องฮากันเป็นครั้งเป็นคราว ผมก็ทำหน้าที่ควบคุมกองเชียร์
อยู่ด้านหลังน้องคนไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือก็จะโดนเตือนก่อนในครั้งแรก
ถ้ายังไม่สำนึกก็ต้องมีการปรับพฤติกรรมกันนิดหน่อยขึ้นอยู่กับดีกรีของแต่ละคน
บางคนถูกให้นั่งร้องเพลงเชียร์แบบมีเข่งครอบหัวโทษฐานกินแรงเพื่อน
บางคนก็ได้ร้องไปวิ่งรอบสนามไป ผมชักเริ่มสนุกกับตำแหน่งท่านรอง
ประธานฯแล้วซิ ส่วนน้องผึ้งก็ยังเป็นขวัญใจทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เวลา
น้องผึ้งออกมาเต้นกองเชียร์เราคึกคักเป็นพิเศษ จังหวะที่เธอสบัดมือแกว่ง
แขนขึ้นลง ย่อขาส่ายสะโพกหมุนตัวไปมา ดูมันช่างกลมกลืนเข้ากันไปหมด
ผมว่าน้องผึ้งเกิดมาเพื่อเป็นหลีดว่ะ ผมยืนมองน้องผึ้งเพลินจนภาพเมื่อสองปี
ที่แล้วเข้ามาแทนที่ภาพปัจจุบัน ผมก็เป็นสตาฟฟ์สีม่วงยืนอยู่ตรงนี้ที่เดิม
ยืนมองน้องผึ้งคนเดิมที่กำลังเต้นอยู่ด้านหน้า น้องผึ้งในวันนี้เธอได้เปลี่ยน
จากผึ้งงานตัวเล็กๆมาเป็นผึ้งนางพญาอันสง่างาม ไม่ว่าในอิริยาบทไหนเธอ
ก็ดูงดงามสะกดดวงตาทุกคู่ให้จดจ้องอยู่ที่เธอ ขณะที่ผมพยายามจะลืมความ
รู้สึกเก่าๆแต่ข้างในมันกลับต่อสู้กันระหว่างอดีตและปัจจุบัน
ฝ่ายอดีตก็กำลังฉุดผมให้กลับไปหาส่วนฝ่ายปัจจุบันก็รั้งผมไว้สุดตัว
ผมควรจะเชียร์ข้างไหนดีครับ ?


