กุญแจ

สิงหาคม 5, 2010

จักรยานยนต์เวสป้าคันเขียวที่ผมเพิ่งได้มาสดๆร้อนๆ มีกุญแจติดมาให้แค่ชุดเดียว ถ้าหายไปละยุ่งแน่ ผมเลยดิ่งตรงไปร้านปากซอยทองหล่อเจ้าประจำ ส่งกุญแจให้ช่าง หมายจะทำสำรองไว้ ช่างกลับส่ายหน้าบอกว่าหายาก ให้ลองไปร้านแถวพระโขนงอาจจะมี …วนไปหาลูกค้าที่เอ็มโพเรียมเสร็จเรียบร้อยก็ยังไม่วาย ดอดไปร้านทำกุญแจ ณ ชั้นใต้ดิน พนักงานก็ส่ายหัวบอกแค่ว่าเลิกผลิตไปนานแล้ว …ก้าวขาเหยียบบันไดเลื่อนขึ้นแต่คอตก มุ่งหน้ากลับบ้านทันที

…ถึงอีกวันว่างก็ออกวนหาร้านแถวพระโขนง เริ่มจากฝั่งใกล้สุขุมวิทก่อน ข้ามถนนไปมา ทั้งสองร้านก็บอกไม่มีของ ให้ไปลองดูที่หน้าร้านหนังสือปากซอยปรีดีฯ ๔๒ น่าจะมี …ไปถึงก็ต้องนั่งรอ ร้อ รอ เพราะช่างออกไปซ่อมกุญแจข้างนอก …พอกลับมาก็ชูกุญแจให้ดู แกชำเลืองวูบหนึ่งแล้วแจ้งว่า “ผมไม่ได้เก็บรุ่นนี้แล้ว ไปหน้าร้านทองใกล้ๆสี่แยกคลองตันนะ ร้านนั้นมีแน่ ร้านเพื่อนผมเอง มันเก็บกุญแจไว้เยอะ นี่ถ้าไม่มีก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแล้ว” ความหวังยังมีแต่ริบหรี่เสียเหลือเกิน

…จอดรถไว้ริมถนน ระหว่างเดินเข้าไปหาช่างยังหวั่นใจว่าถ้าไม่มีจะทำยังไงดี จนเห็นอาเฮียอายุต้นห้าสิบ เม็ดเหงื่อเกาะพราวที่หน้าผาก ใส่เสื้อยืดคอกปกสีซีดๆ พอๆกันกับกางเกงขาก๊วยที่นุ่ง ยิ่งดูขัดกันกับรองเท้ากีฬาร่วมสมัยสีฉูดฉาดที่สวม แกกำลังก้มตะไบกุญแจอยู่ “…คนนี้นี่เอง” ผมนึกถึงช่างกุญแจในเรื่องเดอะเมทริกซ์

…แล้วก็ได้ยิ้มแก้มแทบปริตอนอาเฮียรับกุญแจไป ถกแว่นดูแวบนึง และเริ่มบรรยายสรรพคุณ “เวสป้ารุ่นนำเข้าไทยรุ่นสุดท้าย ประมาณพีเอ็กซ์อะไรสักอย่าง กว่ายี่สิบปีได้มั้ง ผมมีซื้อเก็บไว้สิบดอก ครั้งสุดท้ายที่ทำก็…ห้าหกปีที่แล้วแหละ ตอนนี้เหลือเก้าดอก” แกขยับมือดึงแว่นกลับมาใส่ปกติ แล้วมองหน้าผม ถามกลับว่าแล้วกุญแจล็อกคอกับกุญแจลิ้นชักเก็บของอยู่ไหน ทำนองว่ามันต้องมาด้วยกันสิ …ผมรีบล้วงกระเป๋าหา พลันยื่นให้แกแทนคำตอบ เฮียรับกุญแจแล้วหันกลับลงไปคุ้ยลิ้นชัก ตะกุยถุงและกล่องออกมาเกลื่อน นัยว่ากุญแจที่หาอยู่คงลึกสุดๆ

…มือก็จับๆคลำๆถุงหนึ่งอยู่ พร้อมเงยหน้าขึ้นมาหา ปากประกาศราคาว่า “ดอกละแปดสิบบาท” เหมือนจะมั่นใจว่าเจอแล้ว “นี่ลดให้นะ สองปีก่อนมีแขกโพกหัวมา บอกมันไปร้อยนึง มันต่อเหลือห้าสิบ เลยโกรธไล่มันไปหาที่อื่น ไม่ทำให้หรอก” แกหันไปคลายปมปากถุงแล้วงัดกุญแจทั้งเก้าดอกมาอวด “นี่ไง…ยังอยู่เก้าดอกเลยเห็นไหม… หมั่นไส้มันจริงๆ” ยังไม่วายขุ่นเคืองอยู่นิดๆ “คุณเอารึเปล่า …ดอกเล็กสองดอกนั่นคิดดอกละห้าสิบ” กุญแจปกติราคาแค่ยี่สิบบาทเอง ผมคิดในใจแต่ก็ไม่กล้าต่อราคา พลางพยักหน้าหงึกๆรับไป เพราะหนึ่งไม่อยากให้แกหงุดหงิด และสองไม่อยากไปตระเวณหาที่อื่นอีก …ผมผละเดินไปซื้อน้ำแดงจากรถเข็นข้างๆมาดับกระหายก่อน ค่อยมายืนดูแกทำต่อ

“เฮียครับ …กว่าจะเก่งเท่านี้ต้องฝึกกี่ปีครับ” ผมเปิดประเด็น
“โอ๊ย…เก่งอะไร้ ยังมีของใหม่ๆออกมาตั้งเยอะ ไม่รู้เรื่องสักนิด …แต่ของเก่าเรารู้เยอะนะ ไปตามหากุญแจแปลกๆมาเก็บไว้ตั้งเยอะแยะ ไปกับเพื่อนสองคน มันก็มีร้านอยู่หน้าร้านหนังสือ เลยข้ามสะพานไปเนี่ย” แกพูดไปทำไป “ใช่ๆ…ก็มาหาเฮียที่นี่ก็เพราะที่ร้านนั้นแนะนำมาครับ” ผมบอก …เฮียหันหน้า มองลอดแว่นมาหา “เออ…นั่นน่ะสนิทกันเลย เมื่อก่อนต้องไปตามหากุญแจมาอวดกันอยู่เรื่อย เดี๋ยวนี้ไม่ไหวแล้ว บางดอกแม่งยี่สิบปีแล้วยังไม่เคยมีคนทำเลย” แกหันกลับไปควานหาของในถุงใกล้มือ “นี่ไงสองดอกเนี่ย” สงสัยว่าจะเห็นตอนหากุญแจเวสป้า เลยแซวตัวเอง “นี่ถ้ามาหาผมแล้วของหมดนะ จะบอกร้านให้คุณไปซื้อกุญแจมาเอง เดี๋ยวทำให้ ร้านมันอยู่แถวคลองถม” แกหันมามองผมแวบหนึ่ง แววตาเปล่งประกายเหมือนเด็กยืนอยู่หน้าร้านของเล่น “เฮียไม่ไปเองล่ะ จะได้เร็ว” ผมโบ้ยกลับเพราะขี้เกียจไป “โอ๊ย ไปเองน่ะไม่เร็วหรอก ไปเช้ากว่าจะได้กลับมาก็บ่ายทุกที ดูร้านนั้นร้านนี้ ไปทีไรได้กุญแจมาเต็มไปหมด เอามาฝากเพื่อนด้วย ทุกวันนี้ไม่มีที่จะเก็บแล้ว …เดี๋ยวเขียนแผนที่ให้ ไม่ยาก …หมายถึงถ้าไม่มีน่ะ” ผมฟังแล้วเข้าใจทันทีว่าเด็กน้อยเข้าไประเริงในร้านของเล่นจริงๆนั่นแหละ

“กุญแจเนี่ยะมันมีรอยหยักเฉพาะของมัน …ตอนผมหนุ่มๆนะ ทำผิดให้ลูกค้าตั้งหลายที บางทีมันเอียงองศาต่างกันนิดเดียวก็ไขไม่ได้แล้ว …บางดอกต้องเป็นเหล็กกล้าเพราะกุญแจมันบาง พวกเหล็กธรรมดาใช้ไม่นานก็บิด หมุนแรงๆหักคาก็มี” เฮียเล่าไปยิ้มไป “บางดอกเป็นแม่เหล็ก ทำไปแล้วไขไม่ได้เพราะมันไม่ดูดดาลขึ้นมา ล็อคก็ไม่ปลด ต้องไปถามเพื่อนถึงจะรู้ …ผมก็ไปเลยนะ ไปตามล่าหาแบบแม่เหล็กมาแทนให้เขาจนได้ ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน …เสร็จแล้วก็จำแม่นเลย มันต้องดูให้ดีๆ ดูให้รอบคอบ ลูกค้ามาหาเรา เขาไม่รู้เรื่องหรอก เรารู้ดีกว่าก็ต้องทำให้มันไขได้สะดวก” แกยังเล่าไม่หยุดปาก “เดี๋ยวนี้ก็ยังพลาดแต่นานๆที …เมื่อก่อนแบบไหนพลาดก็ไปเล่าให้เพื่อนฟัง มันทำเสียก็มาเล่าให้เราฟัง แลกเปลี่ยนความรู้กันสามคน สนุกจะตาย” แกปล่อยมาชุดใหญ่ “…แต่ละคนนะ…มีกุญแจแปลกๆแบบว่าอีกสิบปีไม่มีใครมาทำนะ…คนละสองสามร้อยดอกได้ ดอกที่ทำให้คุณนี่ก็ว่าจะเก็บเข้ากล่องไว้ที่บ้านหลายทีแล้ว ก็ลืมตลอด …โชคดีนะเนี่ย มาไม่เสียเที่ยว” ผมฟังแล้วรู้สึกภูมิใจว่าโชคดียังไงไม่รู้ ไม่ใช่แค่ได้กุญแจเวสป้าอย่างเดียว ได้แถมประสบการณ์ที่เฮียพรั่งพรูออกมาไขข้อข้องใจ ว่าคนจะออกเดินทางต้องมีเพื่อนร่วมทาง ร่วมอุดมการณ์อยู่ด้วย “โอ๊ย…ไม่มีเพื่อนสองคนนี้นะ กว่าจะลองครบทุกอย่าง ผิดแล้วผิดอีก ป่านนี้ยังงมโข่งอยู่แหงๆ …ต้องช่วยกันผิดแล้วบอกกัน สอนกัน รู้เร็วกว่าเยอะ …พวกไม่ฟังคนอื่นเนี่ย กุญแจไม่ใช้เยอะกว่าพวกผมสามเท่าตัว…เต็มบ้าน” แกหัวเราะในลำคอแล้วเสริมต่อ “นี่ใช้วิธีแบ่งๆกันเก็บ ใครชอบอะไรก็เก็บไป แล้วจำกันได้ด้วยนะใครมีอะไรดอกไหน ลูกค้ามาหาแล้วเราไม่มี ก็จะรู้ว่าใครมีไม่มี ก็แนะนำกันไป ถึงกันหมดแหละ” ผมได้ยินได้ฟังแล้วก็ถึงบางอ้อ มิตรภาพมันดีแบบนี้นี่เอง

…ดูอย่างการพิชิตยอดเขาหิมาลัยนั่นไง เอ็ดมันด์ ฮิลลารีก็มีเท็นซิง เชอร์ปา นอร์เกย์  เกื้อกูลกันระหว่างการเดินทางอันเย็นยะเยือก สมบุกสมบัน ได้ร่วมใช้พลังกายและพลังใจเต็มขีดสุดผลักดันให้พวกเขาทั้งสอง เป็นมนุษย์คู่แรกของโลกที่ได้ปักธงบนยอดสูงสุด และพากันกลับลงมาโดยสวัสดิภาพ

…ในหนังเรื่อง แก๊งค์แห่งนิวยอร์ค สงครามแย่งชิงถิ่น Five Points ระหว่าง เดอะเนถีฟ ของ บิล เดอะบุชเชอร์ คัทติ้ง กับ พรีส วาลล็อน ผู้นำแห่งเดดแร็บบิทส์ หลังขับเคี่ยวกันมาช้านาน …พอกำจัด เดอะพรีส ด้วยมีดประจำตัวแล้ว เดอะบุชเชอร์ ก็ตั้งรูป เดอะพรีส ไว้ที่สำนัก เพื่อเตือนสติตนถึงศัตรูผู้คู่ควร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเพื่อนร่วมทางที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวผู้นี้

…ก่อนดินแดนอาทิตย์อุทัยจะสู่ความสงบไม่กี่วัน ฮิเดโตชิ โตโยโตมิที่อ่อนกำลังลงมาก กำลังถูกล้อมปราบขั้นเด็ดขาดที่วังโอซากา …อิเอยาสึ โตขุกาวะที่รอเผด็จศึกอยู่ภายนอกโดยสงบ เห็นว่าไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเป็นเวลาสามวันจึงตัดสินใจบุกเข้าตี กลับพบภาพโตโยโตมิ และซามูไรในชุดเต็มยศสองร้อยเจ็ดสิบสี่คน กระทำฮาราคีรีนอนตายในท้องพระโรง โตขุกาวะคุกเข่านิ่งคำนับศพเหล่านั้นอยู่นาน และให้ทหารลำเลียงพื้นไม้พร้อมคราบเลือดทั้งหมด กลับไปเกียวโต เพื่อสร้างเป็นวัดเล็กๆไว้ข้างปราสาท โดยโชกุนโตขุกาวะจะไปน่ังสมาธิ และสักการะทุกวันตลอดสมัยการปกครอง

…ผมยื่นเงินหนึ่งร้อยแปดสิบบาทให้เฮียตามราคา เก็บกุญแจเวสป้าหายากสามดอกใส่เข้ากระเป๋ากางเกง และเก็บกุญแจอีกดอกที่เฮียแถมมาให้ เอาไว้ในใจ กุญแจไขประตูสู่ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น คือความมุ่งมั่น แรงปรารถนาและกำลังใจชั้นเยี่ยมที่ส่งถึงกันระหว่างผู้ร่วมเดินอยู่บนถนนที่มีปลายสายเดียวกัน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวรก็ตาม …วันไหนที่โอกาสดี ผมจะงัดเอากุญแจดอกนี้มาอวด และส่งต่อให้เพื่อนร่วมทางคนอื่นๆด้วย ระหว่างนี้ต้องขอไปรื้อฟื้นรายชื่อเพื่อนร่วมทางที่ยาวเป็นหางว่าวให้ครบคนเสียก่อน

ขอบคุณมากๆสำหรับกุญแจดอกนี้ครับ

parallel logic

สิงหาคม 1, 2010

อ.นุ้ย – มุกควายต้องใช้ parallel logic มันเป็นการใช้ตรรกะอีกหมวดที่ ขนานกับความเคยชินโดยปรกติ จนไปจักกะจี้สมองส่วนของการใช้ ภาษา, ความยินดี, และอารมณ์ ให้มันเกิดความฮาครับ (ซึ่งต่างจากมุกพวกเอาคนอื่นมา ทำให้ดูแย่แล้วก็ล้อเลียนจน หัวเราะเยาะกัน)

เบ้ – นั่นหมายความว่า ตรรกะอีกหนึ่งชุดที่เราสามารถเข้าใจได้ แต่ไม่ตรงกับชุดที่เรามีอยู่ (โดยไม่กระแทกคนอื่น) ก็จะเกิดความฮา ไม่รู้เข้าใจถูกหรือเปล่า …ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ยังมีมุกอีกเป็นล้านๆเลยครับ หัวเราะไม่มีวันหยุดแน่

…ทำให้นึกถึงหนังเรื่องman on the moon… ตอนที่แอนดี้เดินทางไปรักษาโรคปอดในฟิลิปปินส์(หรืออินโดก็ไม่รู้) แล้วพบว่าเป็นการลวงโลก ทั้งๆที่เจ็บเจียนตายแต่เขาก็หัวเราะออกมาได้ ภาพจางซ้อนไปที่เขานอนสงบอยู่ในโลง …ผมรู้สึกว่าเขาใจกว้างจริงๆ ถึงเวลาเราโดนกับตัวเองไม่รู้จะขำได้แบบนี้หรือเปล่า อาจจะโกรธจนตายไปเลยก็ได้ ๕๕๕

…ในชีวิตประจำวันแล้ว เราพบคนที่ตรรกะไม่ตรงกับชุดที่เรามีอยู่เต็มไปหมด แต่ดูเหมือนเราจะโกรธเขา ไม่พอใจเขาเสียมากกว่า คิดเสียว่าเขาปล่อยมุกมา น่าจะทำให้อะไรๆคลี่คลายได้ง่ายเนอะ ว่าไม๊…อ.นุ้ย

Chitkasame – ตรรกะคนละชุดนึกถึง คนสองคนที่การศึกษาคล้ายๆกัน พูดภาษาไทยเหมือนกัน แต่สุดท้ายคุยคนละภาษา เหมือนมาจากดาวคนละดวงเลย (เวลาปล่อยมุกควายใส่เค้า ก้อจะเกิดอาการเหวอใส่เรา อิอิอิ)

เบ้ – ใช่ๆ เจอบ่อยมาก …อีกเรื่องหนึ่งคือเวลามึนเมา ดึกๆแล้ว มีเพื่อนคนใดคนหนึ่งที่จู่ๆจะจริงจังอะไรขึ้นมา โดยไม่มีสาเหตุ ท่ามกลางบรรดาตรรกะย้วยๆ ทำให้ทุกคนขำได้เหมือนกัน

อ.นุ้ย – แต่อย่างน้อยมันคงมีปัจจัยเรื่องเจตนาและความสร้างสรรค์ ของสิ่งที่ทำออกไปด้วยมั้งครับ ถ้าเขาเจตนาดีกับคนอื่น มันก็ช่วยให้อะไรๆมันน่ารักขึ้นเยอะ แต่ถ้าเขาเจตนาจะบิดเบือนตรรกะเพื่อเอาเปรียบซึ่งกันและกัน แบบนั้นก็คงไม่โกรธ แต่ก็ไม่ฮาและไม่อยากยุ่งด้วยเท่าไหร่

ลับ

สิงหาคม 1, 2010

จำต้องอดทนขนาดไหนที่จะไม่เปิดเผยความลับของโลก

จำต้องใช้อะไรบ้างที่จะพยุงความอดทนนั้นไว้
หรือเป็นไปได้ว่าเมื่อได้ไขความลับนั้นออก ก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกต่อไปแล้ว
เหมือนกับคนที่เดินเข้าสู่นิพพาน
ดั่งพระพุทธเจ้าที่ไม่ต้องการใดใดอีกแล้ว

ความสุข

สิงหาคม 1, 2010

เหมือนจะสอดคล้องกันทั้งทางโลกและทางธรรม

ที่มุ่งจะรู้เท่าทันและควบคุมสิ่งต่างๆ …รู้เท่าทันบุคคล

รู้เท่าทันสถานการณ์ รู้เท่าทันธรรมชาติ รู้เท่าทันอารมณ์
และรู้เท่าทันจิตตน การรู้เท่าทันจิตตนนั้นเรียกได้ว่าสำคัญที่สุด
ทว่าในสังคมเมืองปัจจุบันกลับถูกวัตถุมอมเมา
จนใจระเริงและเขยื้อนไปเป็นสำคัญน้อยที่สุด

หากลองมองย้อนกลับไปสำรวจความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง
แล้วจะพบว่าความต้องการอันเป็นพื้นฐานของชีวิตนั้นไม่มากเลย
ส่วนที่เกินมาทั้งหลาย ก็เพราะเราไปคล้อยตามและให้คุณค่ามัน
ตามกระแสสังคมนั่นเอง
…ดูจากซากปรักหักพังของโบราณสถานที่คงเหลือ
ก็มีแค่เพียงคุณค่าของความต้องการคงอยู่
ส่วนประกอบอื่นที่เป็นแรงปรารถนาก็ย่อยสลายไปกับสมัย

มนุษย์ทั่วไปเป็นสัตว์สังคม และมนุษย์มีกิเลส สองข้องนี้ก็เป็นความจริงพื้นฐาน
ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ของจงยอมรับและรู้เท่าทันมัน ค่อยๆเรียนรู้และปรับสมดุลย์
ระหว่างปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในตัวเอง ก็ไม่น่าจะยากเกินไปที่จะมีความสุขได้เช่นกัน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ก็อกแสง

สิงหาคม 1, 2010

สมัยนี้ใครๆก็มีกล้องถ่ายภาพติดมือกันทั้งนั้น เดี๋ยวก็ยกกันขึ้นมากดแชะ กดแชะ ถ่ายกันสนุกสนานกันใหญ่ เริ่มจากกล้องจิ๋วติดโทรศัพท์ กล้องเล็กพกพาสะดวก หรือจะเป็นกล้องระดับสมัครเล่น ขยับให้ใหญ่ขึ้นมาเป็นแบบถ่ายกันเป็นจริงเป็นจัง จนกระทั่งใหญ่โตและราคาแพงระยับระดับมืออาชีพ วิธีการก็แสนง่าย ยกขึ้นมาเล็งแล้วก็กด จากนั้นก็ปล่อยให้ระบบอิเล็กทรอนิคส์ประมวลผลออกมาเป็นภาพ และบันทึกไว้ในรูปแบบดิจิทัลศูนย์กับหนึ่ง เอากลับมาดูหน้าจอ ส่งต่อให้ดูกัน เพลิดเพลินดี แต่คงมีไม่มากคนนักที่จะเข้าใจเรื่องระบบการทำงานของกล้องถ่ายภาพ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ยากเลย วิธีการคร่าวๆเป็นแบบนี้ครับ…

เปิดก็อกน้ำเติมน้ำใส่แก้ว เปิดก็อกแสงเติมแสงใส่ภาพ

กล้องถ่ายภาพเป็นเหมือนก็อกกำหนดปริมาณแสงที่ไหลเข้าไปใน ภาพ โดยมีรูรับแสง (aperture – แอ็พเพอเฉอะ) และความเร็วม่าน (shutter speed – ชัตเตอร์สปีด) เป็นตัวควบคุมหลัก ดั่งเปิดก็อกน้ำเติมน้ำใส่แก้ว เช่น ถ้าเปิดก็อกน้ำให้น้ำไหลเอื่อยๆ ก็จะใช้เวลานานเพื่อให้น้ำพอดีแก้ว ใช้เวลาน้อยเกิน น้ำก็พร่องแก้ว นานเกิน น้ำก็ล้นแก้ว …พอเปิดก็อกน้ำให้น้ำไหลแรงขึ้น ก็จะใช้เวลาน้อยลงเพื่อให้น้ำพอดีแก้ว หากใช้เวลาน้อยเกิน น้ำก็พร่องแก้ว นานเกินน้ำก็ล้นแก้ว ไม่พอดี ฉะนั้นขนาดรูก็อกที่ให้น้ำไหลนั้นสัมพันธ์กับเวลาที่ให้ไหล อย่างไรให้พอดิบพอดีกับแก้วที่มีอยู่

ภาพที่เรากำลังจะบันทึกก็ต้องใช้ก็อกแสงเป็นตัวคุมปริมาณแสงที่เข้าไป เปิดรูรับแสงแคบให้แสงเข้าได้ปริมาณน้อย ก็ใช้เวลานานให้แสงเข้าพอดีภาพ ใช้เวลาน้อยเกิน ภาพก็จะดูมืดไป นานเกิน ภาพก็ดูสว่างไป พอเปิดรูรับแสงให้กว้างขึ้น ก็จะใช้เวลาน้อยลงเพื่อให้แสงพอดีภาพ ใช้เวลาน้อยเกิน ภาพก็จะดูมืดไป นานเกิน ภาพก็ดูสว่างไป ไม่พอดี

ก็อกน้ำ – เปิดปริมาณน้ำพอเหมาะ เวลาพอเหมาะ น้ำก็พอดีแก้ว

ก็อกแสง – เปิดรูรับแสงพอเหมาะ เวลาพอเหมาะ แสงก็พอดีกับภาพ

หากเห็นความสัมพันธ์ของรูรับแสงกับความเร็วม่านเบื้องต้นนี้แล้ว เวลาออกไปถ่ายก็ลองปรับตั้งแล้วถ่าย มาเปรียบเทียบดูกับภาพที่ออกมาก็จะเข้าใจได้เร็วขึ้น จะปรับตั้งแก้ไขอะไรก็รวดเร็วขึ้น ได้ภาพที่ออกมาพอดีสวยงามทันเหตุการณ์ สบายใจเฉิบ

…ในกล้องถ่ายภาพมีตัวเลขอยู่สามชุดที่จะต้องจำ แค่สามชุดเท่านั้น ไม่ยากเลย ท่องให้แม่นก็เก็บไว้ใช้ได้ตลอดชีวิต

ค่ารูรับแสง – 1.0 1.4 2.0 2.8 4 5.6 8 11 16 22 32 45 64 ค่ารูรับแสงลำดับตามขนาดรูที่เล็กลง – เลขมากขึ้นรูเล็กลง (เลขมากมืดลง)

ค่าความเร็วม่าน – 8 4 2 1 1/2 1/4 1/8 1/15 1/30 1/60 1/125 1/250 1/500 1/1000 1/2000 1/4000 1/8000 ค่าความเร็วม่านลำดับตามความเร็วที่มากขึ้น ตัวเลขเดี่ยวคือจำนวนวินาที ตัวเลข”หนึ่งส่วน”ต่างๆคือจำนวนหนึ่งส่วนวินาที – เลขมากขึ้นม่านเปิด-ปิดเร็วขึ้น (เลขมากมืดลง)

ค่าความไวแสง – 50 100 200 400 800 1600 3200 ค่าความไวแสงลำดับตามความไวแสงที่เพิ่มขึ้น เลขมากไวแสงสูง (เลขมากสว่างขึ้น)

ขนาดของแก้วแต่ละใบไม่เท่ากัน เปรียบเสมือนค่าความไวแสงที่ต่างกันไป แก้วใบเล็กเหมือนค่าความไวแสงสูง น้ำนิดเดียวก็เต็มพอดีแก้ว แสงน้อยนิดก็เต็มพอดีภาพ แก้วใบใหญ่เหมือนค่าความไวแสงต่ำ น้ำต้องมากเพื่อให้เต็มพอดีแก้ว แสงต้องมากเพื่อให้เต็มพอดีภาพ

รูปทรงของแก้ว เปรียบเสมือนอารมณ์ของภาพต่างๆกัน เสมือนเรื่องราวต่างๆกัน แก้วบางทรง ต้องการปริมาณน้ำไม่มากนักก็กลมกลืนสวยงามแล้ว อารมณ์บางอารมณ์ เรื่องบางเรื่อง ใช้แสงสลัวๆ น้อยๆ ดูมืดๆหน่อยก็เพียงพอแก่การนำเสนอแล้ว เช่น อารมณ์เศร้า เหงา หดหู่ เป็นต้น

ในขณะที่แก้วบางทรง ต้องการปริมาณน้ำมากจนถึงล้นถึงจะดูะสวยงาม อารมณ์บางอารมณ์ เรื่องบางเรื่อง ใช้แสงเจิดจ้า ปริมาณมากมาย ดูสว่างๆก็จะขับให้การนำเสนอมีพลังมากขึ้น เช่น อารมณ์สนุกสนาน ตื่นเต้น ตลกขบขันเป็นต้น

ขั้นต่อไปคือ เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าควรจะเลือกใช้รูรับแสงแคบ กลาง หรือกว้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้เวลาเปิด-ปิดเร็ว กลาง หรือนาน แล้วความไวแสงไหนล่ะ อะไรเป็นหลัก

เดี๋ยวว่ากัน…

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.