6 เรื่อง

กุมภาพันธ์ 5, 2010

ทั้งชีวิตดูหนังมาแค่ 6 เรื่อง

  1. เรื่องธรรมชาติ (ระเบียบ)
  2. เรื่องตัวเองกับธรรมชาติ (กูกับระเบียบ)
  3. เรื่องคนอื่นกับธรรมชาติ (มึงและพวกมึงกับระเบียบ)
  4. เรื่องตัวเองกับคนอื่น (กูกับมึงและพวกมึง)
  5. เรื่องตัวเองกับตัวเอง (กูกับตัวกู)
  6. เรื่องฝัน (ไร้ระเบียบ)

ใครดูแล้วคงชอบเรื่องไม่เหมือนกัน

จัดระเบียบ

กุมภาพันธ์ 5, 2010

ธรรมชาติดำเนินไปตามระเบียบของตน สะสมตามกาลเวลา ไม่เลือกปฏิบัติต่อใครๆทั้งสัตว์ พืช แมลง สิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต ใครที่อยู่ใกล้ย่อมรู้จักยอมรับกันได้ดี หากผู้คนในชุมชนอยู่อย่างใกล้ชิด ช่วยกันคอยดู คอยฟัง คอยดม คอยสังเกตุปฏิกริยาของสิ่งแวดล้อม ส่งต่อวัฒนธรรมผสานตัวกับธรรมชาติจากรุ่นสู่รุ่น แม้ในท้ายที่สุดจะต้องจากไปตามอายุขัย

เรื่องแผ่นดินถล่มที่เฮติเป็นภัยธรรมชาติ ที่ค่อยๆแสดงสัญญาณเบาๆให้อพยพกันแต่เนิ่นๆแล้ว หากตระหนักและยอมถอยหนึ่งก้าว จบเรื่องแล้วค่อยกลับมารื้อกันใหม่ ซ่อมแต่ของ ไม่ต้องซ่อมใจให้เหนื่อยแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังรู้สึกดีที่ความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมโลกทยอยไปสู่แหล่งอย่างต่อเนื่อง กระแสความช่วยเหลือที่กระพือพัดให้ใครๆก็สงสารเฮติ กลับสวนกับข่าวที่ทุรชนชาวเมืองบางส่วนเหิมเกริม ใช้วิกฤตเป็นโอกาสก่อคดีต่างๆนานาประทังชีวิตตน และเหยียบย่ำผู้อื่นโดยไร้สำนึก เรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้รู้สึกว่าป่วยกว่าที่คนห่างธรรมชาตินัก

ในช่วงท้ายๆของเรื่องราวทั้งหมดกลับพบว่ามนุษย์นั่นแหละที่ทำร้ายกันเอง ไม่ใช่ธรรมชาติเป็นผู้กระทำ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

เฉพาะ

กุมภาพันธ์ 5, 2010

ร้านอาหารที่เจ้าของเขาดูแลเองทั้งในครัวและหน้าร้าน ไม่ว่าร้านห้องแถวหรือภัตตาคาร เป็นร้านสะอาดเรียบร้อย หรือซกมกสุดๆ จะบริการสุภาพเรียบร้อย ปากหวาน ดีพร้อมไร้ที่ติ หรือจะหน้าตาบูดบึ้ง ปากหมาเอาการ บริการห่วยสารพัดจะติ หากเปิดมายี่สิบกว่าปีขึ้นไป แสดงว่าต้องมีดี

แน่นอนอาหารอร่อยต้องมาก่อน มีรสชาติและกลิ่นของตัวเอง ที่ไหนๆคิดจะเลียนแบบก็ยาก มันเป็นรสมือปัจเจก กางสูตรให้ยังทำไม่เหมือนเลย การควบคุมไฟเอย ลีลาการเขย่ากระทะเอย ใส่อะไรก่อนใส่อะไรหลัง มันมีผลหมด ก่อกลายเป็นเคล็ดไม่ลับแต่เฉพาะตัวขึ้นมา …ตัวร้านส่วนใหญ่จะดูโทรมๆแต่สะอาด ไม่มีของวางเกะกะ ที่วางอยู่ตรงนั้นก็เพราะมันสะดวกมือที่สุด ลองมาหลายที่หลายทางนานแล้ว  ของที่ไม่ได้ใช้งานเขาก็เก็บไปตั้งแต่สิบปีที่แล้วแล้ว เรียกได้ว่า form follow function โดยแท้ มินิมอลลิสมแบบตัวจริงเลย ไม่มีชดช้อยเยิ่นเย้อ …พอให้อีกคนออกมาดูแลหน้าร้าน ผัวก็ได้เมียก็ดี จะง้อหรือไม่ง้อลูกค้าก็ตามส่วนผสมคู่กันกับคนปรุง …เรื่องบริการไม่ต้องพูดถึงเพราะจะอารมณ์เสียซะเปล่าๆ ทำอะไรไม่ได้ ส่วนใหญ่จะดุ บ่นลูกค้าอยู่บ่อยๆ ออกปากเดี๋ยวนั้น ทันที ไม่มีลับหลัง ไม่เก็บเป็นหนามทิ่มใจภายหลัง แต่เป็นที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของลูกค้าประจำ ที่แอบนึกในใจว่ากูเคยโดนมาแล้วทั้งนั้น ทางที่ดีต้องนั่งจ๋องๆรอไปตามคิวดีกว่าไม่เปลืองตัว ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกลัดคิว เพราะต่อให้ใหญ่ให้เบ่งมาจากไหน พอเคยโดนด่าแล้ว ก็มานั่งต่อคิวรวมกับเราอยู่ดี ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีสองมาตรฐานตามสมัยนิยม เราไม่ต้องไปแนะนำอะไรเขาให้เมื่อยปาก มาคุยด้วยก็คุย อย่าไปถามอะไรเซ้าซี้ สั่งอาหารตามคำแนะนำห้วนๆแล้ว นั่งรอไปเดี๋ยวได้กินอาหารทิพย์เอง บางครั้งส่งต่อมารุ่นลูก ก็ยังเป็นอัธยาศัยเดิมๆ ลูกไม้หล่นใต้ต้นอย่างไรก็อย่างนั้นจริงๆ ซึ่งดูเหมือนกฎเหล็กของร้านที่ทำให้อายุยืนยาวมาได้กว่าสองทศวรรษ จะไม่ถูกละเมิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ลูกค้าเข้าร้านมาใหม่ไม่ชอบใจก็จากไปแล้วไปลับ คนไหนติดใจอาหารก็ต้องยอมรับสันดานของร้านให้ได้ด้วย ห้ามงอแง ไม่งั้นอดกิน ไม่ก็ได้แถมน้ำลายตำรับพิเศษมาในจานด้วยแน่ๆ ถ้ามาตอนร้านยุ่งๆยิ่งต้องเจียมตัวสุดขีดเหมือนมาขอทานกิน ตอนจ่ายเงินก็จ่ายปกตินะ สนนราคาก็มิตรภาพสุดๆ จนบางครั้งคิดว่าคิดตังค์ผิด เงินทอนก็ทอนครบทุกสตางค์ บางทีปัดเศษลดให้อีก วางเงินให้แล้วก็สะบัดก้นไปทำโน่นนี่ต่อ ไม่รอทิปให้เมื่อย  อยากจะบอกให้ขึ้นราคาเสียหน่อย พอคิดอีกที…สงบใจสงบปากไว้น่ะดีแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวโดนอีกดอก …อิ่มท้องสบายกระเป๋า เดินออกไป ในใจยังคิดว่าถ้าทำตามกฎเขาก็ไม่มีอะไรนี่หว่า วันหลังมาอีกก็ตามนี้ได้สบายใจเฉิบ ว่าแล้วก็แอบยิ้มน้อยๆอยู่คนเดียว

เลขจำนวนเฉพาะ คือเลขจำนวนเต็มที่มีค่ามากกว่า 1 โดยตัวเลขนี้ไม่มีตัวเลขใดมาหารได้ลงตัว นอกจากตัวมันเอง และ หนึ่ง

ร้านอาหารอร่อยๆที่ว่ามาน่ะ เป็นตัวเลขจำนวนเฉพาะ ไม่มีใครเหมือน เป็นตัวของตัวเอง และเป็นร้านเดียวไม่มีสาขา เปิดขายจนกว่าจะหมดแรงทำ หรือลูกค้าประจำจะหมดลมไปกิน

ปีใหม่เพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วันครับ
คืนวันส่งท้ายปีเก่าผมก็ไม่ได้ไปไหน
นอนฟังเพลงบนเตียง มองเข็มนาฬิกากระดิกผ่านข้ามวันใหม่
มันก็เหมือนเมื่อวันก่อน เหมือนอาทิตย์ก่อน
เหมือนทุกๆวันของผม วันปีใหม่ก็เหมือนวันปกติของเรา
จะมีก็แม่จะพาไปใส่บาตรที่วัดแถวๆบ้านเป็นอันจบพิธี
ความเปลี่ยนแปลงที่ผมพอสังเกตได้อีกอย่างคือบ้านเรา
จะเปลี่ยนปฏิทินใหม่เท่านั้นเอง
ผมไม่เคยได้ของขวัญปีใหม่ ไม่เคยได้แม้
กระทั่งสคส.ซักใบ และก็ไม่เคยให้ใครด้วย
แม่ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเทศกาลทั้งหลาย
อยู่แล้วมันเลยทำให้ผมซึมซับความคิดแบบนี้ไปด้วย
แม่ไม่ชอบงานพิธี ไม่ชอบเทศกาล ไม่ชอบงานรื่นเริง

ผมว่าตั้งแต่พ่อไม่ได้อยู่กับเราแม่ดูเป็นคนตัดขาด
สังคมมากขึ้น ตอนพ่ออยู่อย่างน้อยเดือนละครั้งต้องมี
เพื่อนๆพ่อมาตั้งวงเหล้าที่บ้าน ผมเห็นแม่เหนื่อยในการ
เตรียมอาหารให้เพื่อนพ่อแต่ก็ยังมีรอยยิ้มจากแม่บ้าง
เวลาแม่อารมณ์ดีแม่จะเปิดเพลงไปด้วยทำกับข้าวไปด้วย
เดี๋ยวนี้เครื่องเล่นเทปของแม่เป็นแค่ของตกแต่งบนตู้โชว์
และเทปแค๊สเซ็ททั้งหลายของแม่กลายเป็นที่อยู่อาศัยของ
บรรดาฝุ่นและหยากไย่
แม่มีเพื่อนไม่กี่คน เมื่อก่อนยังแวะเวียนไปมาหาสู่กันบ้าง
เดี๋ยวนี้นานๆทีผมจะได้ยินแม่คุยโทรศัพท์กับเพื่อนก็แค่
ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไปตามเรื่องราว ผมว่าแม่เหงานะ
แต่แม่พยายามไม่แสดงออก แม่คงไม่อยากให้ผมและ
ใครๆเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่พ่อไม่อยู่กับเรา

คืนก่อนปีใหม่ผมนอนคิดอะไรไปเรื่อย
คิดถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาในปีที่กำลังจะผ่านไป
เรื่องน้องผึ้ง เรื่องดาว เรื่องพ่อ เรื่องไอ้กร
เรื่องตอนไปเที่ยวเสม็ด เรื่องแม่ เรื่องเพลง
เรื่องโอ๋ ผมพยายามนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดกับผม
บางเรื่องนึกถึงแล้วก็นอนยิ้มคนเดียว
บางเรื่องก็อยากย้อนเวลากลับไปแล้วบอกตัวเอง
ในเวลานั้นว่าแกช่างโง่เหลือเกิน
ผมนอนฟังเพลงจากสถานีวิทยุที่ล้วนแต่จะมีรายการพิเศษ
เพลงฮิตในรอบปีบ้าง ให้นักร้องโทรเข้ามาอวยพรคนฟังบ้าง
หมุนไปคลื่นไหนก็เจอแต่คนที่เค้ากำลังฉลองกัน
ในซอยบ้านผมก็เกือบจะทุกหลัง เสียงเพลงแข่งกันลอย
อยู่ในอากาศ เอาเข้าจริงแทบจะแยกไม่ออกว่าบ้านไหน
เปิดเพลงอะไรมันผสมผเสกันไปหมด
ทำไมใครๆเค้าก็ฉลองกันหมดไอ้เทศกาลปีใหม่เนี่ย
จริงๆบ้านไอ้ต๊อบก็มีงานมันโทรมาชวนผมเมื่อวาน
ผมปฏิเสธมันไปเพราะเป็นงานที่พ่อมันเลี้ยงคนงานที่โรงงาน
ท่าทางจะงานใหญ่ ผมไปก็ไม่รู้จักใคร
เพื่อนผมที่เหลือก็อยู่ตามต่างจังหวัดกับครอบครัวบ้าง
พวกที่คาบช้อนทองฝังเพชรออกมาตอนแม่มันคลอดก็บิน
ไปฉลองที่เมืองนอกเมืองนา ดาวก็กลับบ้านที่ปราณฯ
ไปอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา
ผมว่ามันคงเป็นช่วงเวลาที่วิเศษของใครหลายๆคนยกเว้นแม่กับผม
หรือผมจะเป็นคนเหงาเหมือนแม่
จริงๆแล้วผมเองมีความสุขกับการนอนนิ่งๆอยู่บนเตียงรึเปล่า
ผมก็ชักไม่แน่ใจ เพียงแค่รู้สึกคุ้นเคยกับมัน
คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้
นอนฟังเพลงบนเตียงคนเดียวไม่ว่าจะเป็นวันไหน ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์
ผมก็ทำแบบนี้มาหลายปีแล้วถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะตั้งแต่วันที่พ่อเดินจากเราไป
เหมือนผมถูกฝึกให้เหงาเวลาต้องอยู่บ้านเหมือนพ่อบอกผมเป็นนัยว่า
ต่อไปนี้ผมจะมีเพื่อนสนิทที่ชื่อความเหงา ทำความรู้จักกับมันซะอีกหน่อย
ก็จะชินไปเอง แต่มันก็แปลกที่ผมกลับไม่ต้องการอะไรจากแม่
ผมไม่ต้องการอ้อมกอดของแม่ ผมไม่อยากให้แม่รู้สึกว่าผมเป็นคนอ่อนแอ
ที่ต้องมีแม่คอยประคองอยู่ใกล้ๆ
ผมอยากให้แม่คิดว่าเรื่องแค่นี้ผมรับมือมันได้
ผมไม่ต้องการแม้คำพูดปลอบประโลมต่างๆนานาที่แม่จะสรรหามา
หลอกเพื่อให้ผมรู้สึกสบายใจ

ผมนอนคิดไปถึงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ชีวิตผมจะเป็นไงเนี่ยเริ่มริอาจทำตัวเป็นนอสตราดามุส
ทำนายชะตาตัวเอง ปีหน้าอีกไม่กีเดือนผมก็คงจะจบมอห้า
ปิดเทอม เปิดเทอมมาก็มอหกเป็นปีที่ต้องเลือกทางเดินให้กับชีวิต
ตอนนี้ผมเหมือนกับคนยืนอยู่กลางสีแยกไฟแดง
ไม่รู้จะเดินต่อไปทางไหน จะซ้าย ขวา หน้าหรือหลังดีถ้าอยู่กับที่
อีกไม่นานก็คงโดนรถชนตายผมตอบตัวเองไม่ได้กับคำถาม
ที่มันคาอยู่ในหัวผมมาตลอดปีนี้ ตกลงแล้วผมจะเรียนอะไรต่อ
ผมไม่ใช่คนเรียนดีประเภทเลือกคณะอะไรก็สอบได้หมด
วิชาช่างก็ไม่เก่ง เขียนแบบก็ไม่เอา ศิลปะเนี่ยแค่วาดส้ม
ยังออกมาเป็นแตงโมเลย ดนตรีก็เป็นแต่ฟัง
กีฬาก็งั้นๆ ถ้าให้เล่นกีฬาอย่างเดียวทั้งวันผมก็ไม่เอา
เหมือนกันนะ แล้วผมจะไปเรียนอะไรวะ
ช่างมันได้แต่หวังว่าเวลาที่เหลือพระเจ้าน่าจะมากระซิบที่
ข้างรูหูผมชี้ทางสว่างให้ ผมหลับไปพร้อมกับเสียงเพลงพรปีใหม่ที่ดัง
ออกมาจากทั้งลำโพงวิทยุและเสียงร้องประสานของเพื่อนบ้านในซอย

แม่ปลุกแต่เช้า กี่โมงไม่ทันได้ดูนาฬิกาได้ยินแต่เสียงแม่เร่งเพราะกลัว
ไปไม่ทันพระ ผมรีบล้างหน้าโดยยังไม่ได้แปรงฟันคิดว่าจะรีบไป
รีบกลับมานอนต่อ แม่พาไปใส่บาตรที่วัดใกล้ๆบ้าน
ผู้คนหนาตาพอสมควร ส่วนใหญ่เค้าทยอยกลับกันแล้ว
เรามากันสายนิดหน่อยต้องรอพระที่กำลัง
เดินกลับเข้าวัดแม่ให้ผมคอยดูให้ดีถ้ามีพระเดินมา
ต้องรีบนิมนต์มารับบาตร
พระวัดนี้ถ้าโยมไม่นิมนต์ท่านจะเดินผ่านไปเลย
แม่เตรียมของคาวหวานและของแห้งมาเก้าชุด
ส่วนใหญ่แม่จะเป็นคนส่งให้ผมเป็นคนใส่บาตร
แม่บอกว่าเป็นผู้ชายจะสะดวกกว่า
ออกจากวัดแม่เลยไปตลาดผมได้แม่มองตาปริบๆ
สงสัยคงอดนอนต่อแล้ว แม่ถามว่าอยากกินอะไร
แม่ไม่รอคำตอบเดินนำตรงไปที่ร้านโจ๊กเจ้าประจำของแม่
โจ๊กหมูใส่ไข่ไม่ใส่เครื่องในสองถุงกับปาท่องโก๋สิบบาท
อาหารอย่างแรกในปีที่ตกถึงท้องผมและแม่

ผมไม่ได้นั่งกินข้าวเช้ากับแม่มานานแล้ว
กินโจ๊กโดยที่ยังไม่ได้แปรงฟัน เป็นการเริ่มต้นปีใหม่
ที่ค่อนข้างซกมกของผม ยังแอบหวังว่ากินเสร็จจะขึ้นไปนอนต่อ
ผมยกชามไปเก็บในครัว เสียงโทรศัพท์แรกของปีดังขึ้น
ผมนึกในใจว่าใครโทรมาเนี่ยสายแรกของปี
สำหรับบ้านเราเลยนะ พี่นงวิ่งไปรับเพราะอยู่ใกล้สุด
พี่นงเรียกให้ผมไปรับสาย พ่อโทรมา
ผมเดินไปรับสายพ่อ ไม่ได้คุยอะไรกันมากเพราะพ่อ
เพิ่งโทรมาหาผมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พ่ออวยพรผมให้ผมโชคดี
เรียนเก่ง แข็งแรง เป็นเด็กดี
คำอวยพรของพ่อเหมือนถูกอัดเทปเอาไว้
ใช้กับผมตั้งแต่เด็กจนโตทุกเทศกาลไม่เคยเปลี่ยน
มันป็นคำอวยพรแบบครอบจักรวาลใช้ได้ทุกที่
ทุกโอกาส โชคดี เรียนเก่ง แข็งแรง เป็นเด็กดี
ดูมันจะตรงข้ามกับชีวิตผมซะหมด
พ่อขอคุยกับแม่ต่อ ผมเดินเลี่ยงไปหน้าบ้านเพราะไม่อยากได้ยิน
บทสนทนาของแม่ แม่คุยไม่ถึงห้านาทีก็วางสายแล้ว
แม่ก็กลับมานั่งกินปาท่องโก๋ที่เหลืออยู่บนโต๊ะ
ผมเดินเข้าบ้านมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์สายที่สองของปีนี้
ที่ดังขึ้นในบ้านเรา พ่อคงอยากคุยอะไรกับแม่ต่อ
หรือเมื่อกี๊เค้าทะเลาะกันแล้วแม่วางสายใส่
พ่อเลยต้องโทรกลับมาคุยอีกทีให้รู้เรื่อง
ผมคิดอะไรไปต่างๆนานาอีกแล้ว
เสียงแม่เรียกดีงผมออกจากความคิดฟุ้งซ่าน
แม่เรียกผมไปรับสาย
เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างพ่อกับแม่อีกเนี่ย
“หวัดดีปีใหม่” เสียงผู้หญิงลอยผ่านหูโทรศัพท์
เข้ามาในโสตประสาทผม ปากผมยิ้มถึงใบหูตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรก
ที่ได้ยินเสียงดาว ผมทักดาวกลับไปด้วยคำพูดเดียวกัน
แม่เหมือนจะรู้ใจแม่เดินออกไปหน้าบ้านปล่อยโอกาส
ให้ผมได้คุยกับดาวโดยลำพัง ผมขอบคุณแม่ในใจถือว่านี่เป็น
ของขวัญปีใหม่ที่แม่ให้ละกัน ดาวเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟังเยอะแยะ
แต่บอกตรงๆผมฟังบ้างไม่บ้าง
แค่ได้ยินเสียงดาวในวันเริ่มต้นของปีก็รู้สึกว่าปีนี้
น่าจะเป็นปีที่ดีของผม ดาวคุยกับผมได้ไม่นาน
เพราะโทรจากที่บ้านเธอ น่าจะมีสายตาอีกหลายคู่ที่บ้านดาว
คอยมองเธออยู่ เกือบสิบนาทีที่เราคุยกันมันเหมือนสิบปีแสง
ที่ผมล่องลอยอยู่ในจักรวาลที่มีทางช้างเผือกเป็นสีชมพู
ดาวน้อยใหญ่มาเรียงตัวกลายเป็นรูปหัวใจส่งแสงกระพริบแข่งกัน
เสียงดาววางหูโทรศัพท์สอยผมร่วงลงมาจากฟากฟ้า
รวดเร็วปานอุกาบาตตก ผมยังนั่งยิ้มอยู่คนเดียวที่เก้าอี้รับแขก
แม่เดินมาหยุดยืนตรงหน้าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
แม่ย่ืนซองสีฟ้าอ่อนให้ผมแม่พูดกับผมสั้นๆว่าแฮปปี้นิวเยียร์
ผมแทบไม่อยากเชื่อภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าผมรับซองจากแม่มา
โดยไม่ได้สนใจที่จะเปิดดูข้างในซักน้อย สายตาจ้องมองแต่ที่หน้าแม่
สิ่งที่ผมขาดมันไปหลายปี สิ่งที่ไม่ได้เห็นและสัมผัสมันมานาน
รอยยิ้มที่อบอุ่นของแม่ เป็นรอยยิ้มเดียวกับตอนที่แม่ทำกับข้าว
แล้วเปิดเพลงฟังไปด้วย เป็นรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าแม่มาตลอด
ตั้งแต่ผมจำความได้ แล้วผมก็ยิ้มตามครับ ยิ้มให้กับรอยยิ้มของแม่
ผมว่าผมได้รับของขวัญที่มีค่าที่สุดสำหรับปีใหม่นี้แล้วครับ
ตัวผมเหมือนกลับไปล่องลอยอยู่ในจักรวาลอีกครั้ง
ดาวน้อยใหญ่ยังคงเรียงกันเป็นรูปหัวใจแข่งกันส่งแสงกระพริบ
แต่ทางช้างเผือกกลับเปลี่ยนเป็นสีน้ำนม

จงเป็นสุขเถิด

มกราคม 21, 2010

ร่างกายคนเราตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมกับเชื้อโรคไม่เหมือนกัน บางคนกินอาหารครบหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ก็เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นนิจ ทั้งๆที่คนกินอาหารขยะตลอด วันๆเอาแต่เฝ้าจอ กลับไม่เคยต้องหาหมอ ไม่เห็นจะมีเกณฑ์ตายตัวเลย

คนไม่สบายกายนานๆ ใจก็ป่วยตามไปด้วย มาป่วยแล้วทำใจให้สบายขึ้น มองโรคมองโลกให้มันเป็นบวกเสียก็จะทุเลาเร็ว แต่บางครั้งมันก็ไม่ทันการเสียแล้ว คนไม่สบายใจ ร่างกายก็สึกหรอเร็วยิ่งกว่า หรือสุขภาพกายดียังไงระหว่างมื้อหัวใจเครียดจัด ก็มีผลผกผันกันได้ ความเครียดมันเป็นอาหารชั้นเลิศของเชื้อโรคเลย พอเชื้อโรคมันกินกันอิ่มแปล้ทุกมื้อไม่เคยขาด สุขภาพมันก็ดีกว่าเราหลายช่วงตัว พอต้องรบกันจริงๆ เราจะไปเหลืออะไรสู้กับมัน กลับต้องมานอนซมรักษาตัวหลังไฟสงครามมอด เสียเวลา เสียเงินเสียทองบำรุงแพทย์จนกระเป๋าตุง แต่เรากระเป๋าฉีก ดีไม่ดีจะย่ำแย่ไปกว่าเดิมอีก

ตั้งแต่นี้ต่อไปจะทำให้ตัวเองสุขใจ ไม่ต้องไปขนหาเงินหน้าหงิกหน้างอ ระหว่างวันไม่ต้องถูกบังคับใจ ขอได้กินอะไรของโปรดทุกๆวัน วันเว้นวันก็ยังดี ไปออกกำลังเบาๆอย่างมีความสุข มีเพื่อนไปเล่นกีฬา เหนื่อยมาได้อาบน้ำชำระเหงื่อไคลเสร็จก็สดชื่นขึ้นแล้ว ท่องเที่ยวไปสนุกไปตามสมควร ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ไม่เจือก๊าซกังวลเสียบ้าง จะไปมีโรคอะไรทำร้ายเราได้ ถึงจะมี…กายเราใจเราก็แกร่งพร้อมจะต่อสู้และกำราบมันได้ทุกครา พร้อมทั้งได้หัวเราะเยาะมันเสียงดังทุ้กกกวัน ชีวิตก็มีความสุขเอย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

มืดตื้อ

มกราคม 20, 2010

เหมือนตื่นขึ้นมาอยู่ในที่อับแสงมืดมิด มิสามารถคะเนขอบเขตได้ ไร้กลิ่นหอมเหม็น ไม่ยินเสียงสำเนียงใดใด คงไว้แต่ความสงัดรอบตัว ยามท้องหิวได้แต่ต้องขยับไปรอบๆควานหาอะไรใส่ท้อง เพียงเพื่อพบกับความเวิ้งว้างสุดไกล พยายามคลานคลำหาหนทางอื่น ภายในหัวคิดแต่ว่าต้องหาหลักยึดให้ได้ เป็นเสาเป็นท่อหรือเป็นผนังยาวๆคงดีไม่น้อย วาดหวังว่ามันจะไม่ลวงเราเข้าสู่เขาวงกตอันซับซ้อน

คลานหาไปวันแล้ว วันเล่า หัวเข่าและมือเริ่มร้องระบม ไม่อยากสัมผัสสิ่งใดอีก อยากจะชันกายให้ขากับเท้าออกเดินโดยก้าวไปช้าๆดูบ้าง บางครั้งก็ไปเตะเอาแกนอะไรสักอย่างอย่างจัง เอามือคลำดูพบว่าเป็นขาโต๊ะตัวเขื่อง เจ็บขาเดินไม่ไหวอยู่หลายหิว เตะเอาก้อนนุ่มๆกระดอนไปทิศทางไหนไม่รับรู้ บางครั้งคลำไปเจอเก้าอี้นั่งสบายได้เอนหลังงีบหลับ บางทีไปเจอผู้คนเดินปะปนทักทายแบบไม่มีเสียง ก็ทักทายกันอยู่ในความไม่รู้ คลำมือรับทราบเรื่องเล่าถึงหนทางที่ผ่านมาในความมืดบอด …ด้วยต่างคนต่างหวังในหนทางข้างหน้ามากกว่า ไม่นานจึงต้องจากกันไป บางทีก็ไปเจออาหารแสนอร่อย ค่อยๆกินไปจนจบหิว ทว่าอิ่มหนำแกล้มความเดียวดาย นึกถึงคนที่ลิ้มรสแล้วมาเล่าเรื่องให้ฟัง นึกถึงคนที่เคยทักกัน นึกถึงฟูนุ่มสบายหลังก้อนนั้น นึกถึงดอกไม้มีหนามรอบตัวดอกนั้น นึกถึงกองขวดแก้วที่สะดุด นึกถึงผนังแฝงรอยร้าวลึกเมื่อสองสามหิวก่อน ใครจะบอกได้ว่ากองอาหารจะพอถึงเมื่อไหร่ หากหมดก็ต้องออกเดินต่อ ไม่รู้ว่าหิวต่อๆไปจะได้กินอีกเมื่อไหร่ บางครั้งเหนื่อยนักก็แนบหลังพิงผนังบ้างตามโอกาส พักล้มตัวลงนอนราบกับพื้นยามง่วง มีคนหรือสัตว์วิ่งมาสะดุดเราบ้าง กลิ้งกระเด็นไปไหนไม่รู้ หรือว่าข้างทางเรามันเป็นหน้าผาก็ไม่อยากจะเสี่ยงไปคิดถึง เสียวไส้อยู่คนเดียว บางคนมาเหยียบเข้าที่แขนปวดระบมไปหลายหิว โทษใครก็ไม่ได้ โกรธใครเขาก็ไม่แยแส …เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนหิวแล้วไม่ได้กิน จนหิวแล้วได้กิน กินได้หนึ่งคำหมด กินอยู่นานจนถึงวันหมด จนหิวแล้วหิวเล่าผ่านไปนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งได้แท่งยาวๆมาเป็นเครื่องคลำทาง ช่วยเดินบนทางราบ เดินบนทางชัน ทางเรียบ ทางขรุขระ เดินขึ้นบันได เดินลงบันได เดินตกบันไดเพราะขั้นไม่เท่ากัน ตกช่องพื้นแล้วได้คนช่วยเหลือดึงมือให้ลุกขึ้นยืนได้ โดนคนพลัดหล่นลงมาซ้ำตอนตะกายขึ้น โดนคนเหยียบคนย่ำ ล้มลุกคลุกคลานหลายต่อหลายหน ก้าวสั้นก้าวยาวสลับกันไปไม่รู้เท่าไหร่ หนทางสิ้นสุดอยู่หนใดก็เลิกคำนึงถึงแล้ว มันนานเหลือเกิน นานจนอยากจะท้อแต่ก็ท้อไม่ได้ คิดเพียงว่าจะคลายหิวได้ก็ต้องออกเดินท่ามกลางความมืดมนต่อ หลังพอจากพักผ่อน แม้ตื่นขึ้นมาแท่งช่วยเดินจะหายไป คลำหาไม่เจอก็ต้องเลิกต้องหลีกกังวล จะเจ็บป่วยสาหัสหากค่อยทุเลาแล้วก็ต้องออกเดินต่อ ตราบใดที่ยังมีพื้นก็ออกก้าวไป เดินต่อตามแต่ผนังจะนำพา สุดผนังแล้วอ้อมกลับ สุดผนังแล้วอ้อมกลับ วนไปวนมาหลายต่อหลายเที่ยว จนจำชัดได้ว่าไม่ได้ช่วยอะไร ก็ต้องตัดใจ ผละออกหาผนังอื่นก็ทำมาแล้วเป็นร้อยรอบ กลับมาเจอผนังเดิมอีกครั้งก็วนเวียนไปอีกนานกว่าจะสำนึกได้ก็ไม่ใช่ครั้ง เดียว แม้เอาแท่งช่วยเดินหยั่งผนังดู พบว่าไม่สูงนักลองจะปีนดู ข้ามถึงอีกฝั่งลองหยั่งความลึกพบไกลคาดหมาย สุดท้ายต้องปีนกลับ ก็เคยอยู่มากครั้งเหมือนกัน แต่ไม่มากไปกว่าจินตนาการในหัวที่เบ่งสร้างผลิตผลตลอดเวลา ทั้งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ตลอดเรื่อยไปถึงหิวข้างหน้า ทันใดนั้นเหมือนไปสัมผัสสิ่งใดให้ขยับ แสงสว่างส่องทั่วพื้นที่อันไพศาล เห็นทุกสิ่งชัดเจน มองไปดแผ่นผนังที่เกาะเคียงอยู่เห็นแป้นเปิดปิดแสงแสดงตัวตรงหน้า มองรอบกายเห็นทางคดเคี้ยว ทางราบ ทางชัน บันได เห็นเก้าอี้ตั้งอยู่ทางนั้น เห็นลูกฟุตบอลกลิ้งๆอยู่ทางโน้น เห็นอาหารอยู่ตรงนู้น เห็นสัตว์ยืนเล็มหญ้าอยู่อีกทาง เห็นต้นไม้ใบหญ้าอยู่ถัดไป เห็นเส้นทางเดินไร้อุปสรรคที่แผ้วถางไว้แล้ว เห็นผู้คนหัวครอบกะลาเดินกันขวักไขว่ ผู้คนเปิดตาเดินยิ้มร่ากันอยู่ลิบๆ

เพียง รู้ว่าหิวแล้วต้องทำอย่างไร เหนื่อยนักต้องพักอย่างไร อยากจะเหงา อยากจะหรรษาต้องทำอย่างไร อยากจะเพลิดเพลินให้ทำอย่างไร มีทางให้ไปไม่จบสิ้น มองย้อนไปข้างหลังเห็นหนทางที่เดินวน เดินผ่านมา ไม่ต่างอะไรสักนิดกับทางข้างหน้า ที่ผ่านมาแค่ไม่สามารถเห็นได้เท่านั้น แค่ไม่ได้รู้ชัดเจนเท่านั้นเอง

แสงสว่างแล้ว รู้แจ้งแล้ว จะก้าวไปทางไหนต่อ ต้องชั่งใจเลือกดู แล้วค่อยก้าวเดินออกไปอย่างไม่อ้างอิงผนังของใครๆ เดินต่อไปด้วยใจเปิดกว้างสว่างไสว

เสียงเอะอะโวยวายปลุกผมตื่นจากฝัน รวบรวมสติอยู่ประมาณห้าวินาที
จึงรู้ว่าเป็นเสียงกระเป๋ารถเรียกให้คนที่จะไปเกาะเสม็ดลงที่ป้ายนี้
ผมหันไปดูกลุ่มเพื่อนๆ บ้างลุกแล้วบ้างก็ยังหลับอยู่ ผมเดินไปปลุกพวกที่
เหลือ ช่วยกันทยอยเอาของลงจากรถ
นอกจากกระเป๋าเสื้อผ้าแต่ละคนก็มีกีตาร์ของไอ้ป๊อปอีกตัวนึง
พวกเราเดินตามไอ้กรไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันจะพาเดินไปไหน
เห็นท่าเรืออยู่ข้างหน้าเลยโล่งใจว่ามันไม่พาเราหลงแน่ๆ
ไอ้กรบอกพวกเราว่าเดี๋ยวมันไปติดต่อเรือให้พวกเราไปหาซื้อเสบียงจาก
บนฝั่งไป ถ้าซื้อที่เกาะน่าจะแพงกว่า นี่คงเป็นครั้งแรกของชาวคณะที่เห็นว่า
ความคิดของหัวหน้าทัวร์เริ่มเข้าท่า ผมไปเดินซื้อของกับเพื่อนๆอีกสามสี่คน
เหล้า โซดา น้ำเปล่า น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว และที่สำคัญ
มาม่า เพื่อนรักตลอดกาลของพวกเรา เดินแบกของกลับมาที่ท่าเรือ
ไอ้กรบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงเรือถึงออกหาอะไรกินก่อนดีกว่า

เราทยอยขนของลงเรือประมาณสิบห้านาทีก่อนเรือออก
นั่งรออยู่บนเรือซักพักหลายๆคนเริ่มออกอาการพะอืดพะอม
เหมือนคนแพ้ท้องของเก่ายังไม่ทันออกเติมของใหม่เข้าไป
บวกกับไอ้อาการที่ค้างจากเมื่อคืน
ไม่ทันขาดคำไอ้ต้นไปท้ายเรือแล้ว มันเดินกลับมาหน้าซีดๆ
บอกเพื่อนว่าไปให้อาหารปลามา
เรือออกจากท่าพวกเราค่อยอาการดีขึ้นหน่อย
ตากลมทะเลช่วยให้สดชื่นขึ้นเป็นกอง
จากการถามคนเรือดูน่าจะใช้เวลาประมาณสี่สิบห้านาที

พวกเราส่วนใหญ่(รวมทั้งผมด้วย) ไม่เคยมาเสม็ดมาก่อน
ผมเองก็ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกัน คงไม่ต่างจากหัวหินพัทยามั้ง
ก็ทะเลเหมือนกันนี่หว่า เรือเข้าใกล้เกาะเรื่อยๆ
พวกเราหลายคนดูตื่นเต้นกับน้ำทะเลที่ใสราวกับกระจก
ไม่น่าเชื่อว่าทะเลที่เกาะเสม็ดจะสวยอย่างนี้
เราขึ้นเกาะกันก็เย็นแล้วครับ ทุกคนทำหน้าเลิ่กลักไม่รู้จะทำยังไงต่อ
หันไปมองไอ้กรเป็นตาเดียวกัน
ไอ้กรเดินเข้าไปบริเวณที่ทำการอุทยานฯ
ไม่ถึงห้านาทีมันเดินออกมาด้วยสีหน้าเครียดๆ
คำตอบจากมันคือที่อุทยานฯไม่มีที่พักต้องไปหาที่อื่น
พวกเราเริ่มงงกัน คำถามจากใครซักคนว่าไอ้กรไม่ได้
จองไว้ก่อนเหรอ มันพูดหน้าตายว่ามันคิดว่าทุกอุทยานฯ
น่าจะมีที่พักและเราก็ไม่ได้มาตรงกับวันหยุด
เพราะฉนั้นมันควรจะว่าง ผมถามมันตรงๆว่ามันเคยมารึเปล่า
มันก็หน้าด้านยอมรับว่าไม่เคยมา
อารมณ์พวกเราตอนนั้นก็สุดทนแล้วครับ
ประสานเสียงด่ากันอย่างพร้อมเพรียง ไอ้กรรู้ตัวดีว่าต้อง
เจออะไรตามมามันเลยออกสตาร์ทวิ่งนำหน้าไปก่อน
พวกที่เหลือตามไปติดๆหวังว่าจะรุมเตะมันให้หายแค้น

ผมเดินแบกของตามพวกมันมาอยู่ท้ายขบวน
เห็นพวกหัวแถวรุมยำไอ้กรอยู่พักนึง
ทั้งหมดก็นอนแผ่เป็นหมาหอบแดดอยู่บนชายหาด
ผมเดินเข้าไปถามมันว่าตกลงที่พวกมันวิ่งๆกันมาเนี่ย
รู้รึเปล่าว่าจะไปไหน ไอ้กรในสภาพที่บอบช้ำบอกว่าเจ้าหน้าที่อุทยาน
แนะนำให้มาพักแถวนี้ ที่หาดทรายแก้ว
ผมและไอ้ป๊อปอาสาไปจัดการเรื่องที่พัก
แทนหัวหน้าทัวร์ที่โดนปลดจากชาวคณะแล้ว

เราได้ที่พักในราคาค่อนข้างดีเพราะเป็นวันธรรมดา
นอนกันห้องละสามสี่คนแออัดหน่อยแต่ก็ประหยัดดี
เก็บของเข้าห้องก็เกือบมืดแล้วครับ
วันแรกก็ตัดสินใจฝากท้องกับร้านอาหารของที่พัก
รสชาติก็พอไหวแต่ราคาก็แพงกว่าบนฝั่งพอสมควร
เป็นบทเรียนให้เราต้องระวังเรื่องการกินกันให้มากขึ้น
คืนแรกทุกคนก็เละกันตามระเบียบ
กินเหล้าแหกปากส่งเสียงลั่นหาด
เสียงคนเมาผสมกับเสียงกีตาร์ไอ้ป๊อป
สร้างความรำคาญใช้ได้โชคดีที่คนบนหาดไม่เยอะเท่าไหร่
สงสารแต่พวกไม่กินเหล้าที่ต้องคอยทำหน้าที่เหมือนเดิม
ช่วงดึกๆมีกิจกรรมรอบกองไฟระลึกความหลังตอนเป็นลูกเสือ
ไอ้พวกเมาแล้วจะวิ่งลงทะเลก็มีเยอะ
ผมไม่รู้ว่ามันเมาดิบรึเปล่า ตอนแรกก็ห้ามๆกันดีอยู่หรอก
หลังๆไม่ไหวแล้วเพราะมันจะวิ่งลงทะเลทุกห้าวินาทีก็เลยปล่อยมัน
วิ่งลงไปแค่ครึ่งแข้งก็หยุดแล้วสงสัยมันจะไม่เมาจริง
เราสนุกกันมากครับ มากจนเกินพอดี
กว่าสมาชิกคนสุดท้ายจะหมดฤทธิ์
ก็มีแสงของวันใหม่เรื่อๆมาแตะที่เส้นขอบฟ้าแล้ว

อาหารเช้าของวันใหม่โดนข้ามไปโดยอัติโนมัติ
ผมตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นอะไรบางอย่างที่รุนแรงมาก
กลิ่นขี้ครับ ขี้คนนี่แหละมันโชยออกมาจากในห้องน้ำ
คือห้องน้ำในห้องเนี่ยกำแพงไม่ได้สูงจรดเพดานเลยทำให่้
กลิ่นไม่พึงประสงค์เล็ดลอดออกมาได้
ผมวิ่งหนีกลิ่นออกมาก่อนจะเป็นลมตาย
หน้าห้องมีไอ้ต๊อบนั่งหน้าบูดหน้าเบี้ยวอยู่คนนึง
ไอ้เมลุกตามผมมาคงทนกลิ่นรัญจวนไม่ได้เหมือนกัน
เพราะฉนั้นไอ้ตัวสร้างมลภาวะเนี่ยเป็นใครไปไม่ได้ ไอ้ต้นแน่ๆ
ไอ้เมตะโกนสวนเข้าไปว่าใส้มันเน่ารึเปล่าเนี่ย เกิดมาผมเพิ่งเคย
ตื่นนอนเพราะเหม็นขี้เพื่อนจนทนไม่ไหวนี่แหละครับ
เดินไปที่ร้านอาหารเห็นพวกเรานั่งอยู่สามสี่คน
หน้าเละกันเป็นแถวมันบอกว่าแฮงค์แต่ทนหิวไม่ไหว
มองไปทางหาดมีศพเกลื่อนกลาดอีกสามสี่ศพ
สันนิษฐานว่าคงโดนเพื่อนทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

กว่าจะได้สติกันครบก็ปาเข้าไปบ่ายแล้วครับ
หลังจากนั้นก็พักผ่อนตามอัธยาศัย
บางคนก็ไปนอนต่อ จับกลุ่มกันร้องเพลงบ้าง
อยู่กันแถวหน้าหาดนั่นและครับ พอแดดล่มก็วิ่งลงทะเลกัน
มีบางพวกวิญญาณนักสำรวจเข้าสิงมันก็พาเดินกันไปเรื่อย
กลับมารวมตัวกันอีกทีก็ใกล้เวลาอาหารเย็น
ไอ้พวกคณะสำรวจเล่าให้ฟังว่าเดินข้าม
ไปอีกหาดเจอแหม่มแก้ผ้าอาบแดดก็เลยนั่งปักหลักดูกันตรงนั้น
มันบอกว่านั่งดูจนแหม่มเขินลุกหนีไปเลย
ผมว่าพวกมันคงออกอาการอะไรบางอย่างจนเค้าทนไม่ไหว
มื้อเย็นวันนี้เรากินกันแบบมีสติมากขึ้นต้องระวังเรื่องค่าใช้จ่าย
ไอ้กรไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับเจ๊เจ้าของที่พัก
เดินกลับมาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม มันบอกว่าข่าวดี เงินกองกลางยังเหลือ
เพราะฉนั้นคืนนี้ คืนสุดท้ายเอาให้เต็มที่
เราย้ายวงมาตั้งที่ริมหาด พยายามกินเสบียงที่ซื้อมาให้หมด
จะได้ไม่ต้องขนกลับ บรรยากาศคล้ายกับเมื่อคืนครับแต่บางคนยังดู
เดี้ยงๆอยู่ ก็สนุกกันตามประสาครับคุยเรื่องไร้สาระไปเรื่อยเปื่อยสลับกับ
ความเงียบบ้างเป็นระยะ ไอ้กรได้จังหวะทำลายความเงียบขึ้นมา
มันถามว่ารู้ไม๊ว่าทำไมมันถึงชวนพวกเรามาเสม็ด
ทุกคนยิ้มและเตรียมตัวฟังว่ามันจะพูดอะไรต่อ รอฟังว่ามันจะมามุขไหนอีก
ไอ้กรบอกว่าอีกสองเดือนมันจะไปเรียนต่ออเมริกา
ทุกคนขำพร้อมกันยกเว้นตัวมัน ไอ้ต๊อบบอกให้มันกลับไป
ซ่อมวิชาอังกฤษก่อนแล้วค่อยคิดไปเมืองนอก มันตกแล้วตกอีก
ซ่อมไม่ต่ำกว่าสามรอบจนสุดท้าย
อาจารย์ต้องบอกคำตอบมันถึงจะผ่าน ไอ้กรบอกว่ามันไม่ได้
อยากไปหรอก ไปถามแม่มันดูซิ มันเองก็เพิ่งรู้เมื่อสองอาทิตย์ก่อน
พวกเราเริ่มเงียบ ตั้งใจฟังมันมากขึ้น
แม่มันยื่นคำขาดบอกว่าถ้าอยู่ที่นี่มันก็คงไม่มีอนาคต
ถึงขั้นประกาศตัดแม่ตัดลูกถ้ามันไม่ไป หลังจากนั้นมันก็ไม่พูดกับแม่เลย
มาเสม็ดเนี่ยแม่มันยังไม่รู้เลย ไอ้เมถามว่ามันจะไปเรียนอะไรที่ไหน
มันก็ตอบไม่ได้ แม่มันเป็นคนจัดการหมดมันรู้แค่มันไม่อยากไปเท่านั้นเอง
ไอ้กรเริ่มระบายมากขึ้นพร้อมกับยกหลังมือปาดตา
เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมรู้จักมันมา
ผมไม่เคยเห็นไอ้กรในสภาพและอารมณ์นี้มาก่อน
พวกเราเริ่มปลอบมันทีละคนพยายามไม่ให้มันคิดมาก
มันบอกว่านี่เป็นหนึ่งในความฝันมันที่จะได้มาเที่ยวเสม็ดกับเพื่อน
และน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่มากันตอนที่ทุกคนยังเรียนอยู่ด้วยกัน
ถึงตอนนี้หลายคนมีอาการคล้ายๆไอ้กรคือเริ่มยกมือขึ้นขยี้ตาสลับ
กับเสียงสะอื้นเบาๆ ไอ้สุคนที่เรียนเก่งระดับท๊อปเทนของรุ่นถึงกับปล่อยโฮ
มันบอกจริงๆแล้วมันไม่อยากเรียนวิทย์หรอก แม่มันก็บังคับเหมือนกัน
มันไม่อยากเป็นหมอแต่แม่มันอยากให้ลูกเป็นหมอและคุยกับทุกคนในโลก
ว่าลูกชายจะสอบเข้าคณะแพทย์ มันบอกว่าแม่กดดันมันทุกวัน
แม่ไม่เคยถามมันเลยซักคำว่ามันอยากเป็นไม๊
ถ้ามันสอบหมอไม่ได้คงต้องผูกคอตายหรือไม่ก็โดนแม่มันฆ่าตาย
ผมไม่เคยนึกว่าพวกเราจะมานั่งคุยเรื่องอะไรหนักๆแบบนี้
ไม่น่าเชื่อว่าวงเหล้าที่กำลังสนุกเฮฮาจะกลายเป็นการระบาย
ปัญหาในใจของแต่ละคน
ทุกคนเหมือนมีปมครับต่างกันที่บางคนปมเล็กบางคนปมใหญ่
ปมบางคนแก้ได้ง่ายเหมือนเงื่อนกระตุกแต่ของบางคนนี่เป็นเงื่อนตาย
ยิ่งนานวันยิ่งขมวดแน่น สุดท้ายแก้ไม่ได้ก็ต้องตัดให้ขาดเป็นสองท่อน
ผมเล่าเรื่องพ่อกับแม่ให้มันฟัง เล่าเรื่องครอบครัวใหม่ของพ่อ
เล่าเรื่องน้องสาวผม แปลกที่เวลาพูดออกไปแล้วเรารู้สึกสบายใจขึ้น
เวลาเราฟังเรื่องของคนอื่นก็ทำให้คิดว่าปมเรายังเล็กนัก
ถ้าเทียบกับปมคนอื่นๆ บรรยากาศดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลายลง
หลังจากหลายๆคนได้ระบายและรับฟังกันถ้วนหน้า
เงียบกันได้ไม่นานเรื่องของไอ้เมก็ฉุดบรรยากาศ
กลับไปมาคุเหมือนเดิม ไอ้เมมองมาที่ผมก่อนที่มันจะ
โพล่งออกมาว่ามันชอบโอ๋ ชอบมาตั้งแต่มอสี่แล้ว
แต่โอ๋ไม่ชอบมันเพราะมันรู้ว่าโอ๋ชอบผมอยู่
ทุกคนหันมามองที่ผมกันหมด ผมแกล้งทำหน้าโง่เหมือนไม่เคย
รับรู้เรื่องนี้มาก่อน ผมรีบออกตัวปฎิเสธข้อกล่าวหาของไอ้เม
ไอ้เมยังยืนยันความคิดมันและมันบอกผมว่าจริงๆผมก็รู้ว่าโอ๋ชอบผม
เพื่อนอีกหลายคนในห้องก็รู้แต่ไม่เคยมีใครกล้าล้อ
เพราะกลัวอิทธิฤทธิ์ของคุณโอ๋ ใครกล้าแซวโอ๋เรื่องนี้ตายแบบศพไม่สวยแน่
ไอ้ต๊อบ ไอ้กร ยืนยันความคิดไอ้เม
พวกมันก็รู้เรื่องโอ๋กับผมมาซักพักแล้วหละ
ผมเหมือนเด็กที่โดนจับโกหกได้นั่งก้มหน้าเงียบไม่กล้าสบตาใคร
ไอ้เมบอกผมว่า เวลาที่เห็นโอ๋อยู่กับผมมันรู้สึกว่าโอ๋มีความสุขมาก
ซึ่งมันไม่เคยได้สัมผัสอะไรแบบนี้ มันไม่เคยคิดโกรธหรือคิดไม่ดีกับผมเลย
ผมกับมันยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน มันแค่รู้สึกอยากเป็นผมในบางเวลา
บ้างเท่านั้น และมันก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่ชอบโอ๋
ทุกคนหันมามองผมอีกทีเพื่อรอคำตอบจากปากผม
ผมบอกทุกคนว่าผมไม่เคยคิดชอบโอ๋เกินกว่าความเป็นเพื่อนเลย
ทำไมนะเหรอ มันหาเหตุผลไม่ได้รู้แต่ว่าโอ๋เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนนึงเท่านั้น
และในความรู้สึกของผมมันเป็นได้เท่านั้นจริงๆ
ผมถามไอ้เมกลับว่าแล้วโอ๋รู้ไม๊ว่ามันชอบเค้า
ไอ้เมบอกว่าถ้าไม่รู้ก็ควายแล้ว แต่มันไม่เคยบอกโอ๋ตรงๆ
มันเคยโทรไปหาโอ๋หลายครั้ง วันเกิด วาเลนไทน์ก็แอบเอาของไปให้
แต่ก็เท่านั้น โอ๋คงคิดกับมันเหมือนที่ผมคิดกับโอ๋
ถึงตอนนี้มันไม่ได้หวังอะไรจากโอ๋แล้วหละ ก็คงชอบต่อไปเรื่อยๆ
มันบอกว่าทำไงได้ก็ชอบแล้วนี่หว่า ผมนึกชมไอ้เมในใจสำหรับการ
ที่มันกล้าพูดตรงๆกับผมและเพื่อนทุกคน
ผิดกับผมที่เวลาชอบใครซักคนแล้วต้องทำเป็นอ้ำอึ้งหรือหลบๆซ่อนๆ
การชอบใครซักคนมันไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องเสียหายอะไร
ทำไมเราต้องกลัวคนอื่นรู้ความรู้สึกเราด้วยในเมื่อเรามีแต่
ความรู้สึกดีๆให้กับเค้า
ไอ้กรทะลึ่งตัวลุกขึ้นและเดินไปกลางวง มันชูแก้วเหล้าขึ้น
หันมาทางพวกเราทุกคน “แด่ผองเพื่อนและตัวกูเอง”
ผมว่ามันคงไปจำขี้ปากใครมาพูดต่อนั่นแหละ แต่ก็ทำให้เราทุกคน
ยืนขึ้นพร้อมกันและพร้อมใจกันกระดกของเหลวในแก้วใส่ปากตัวเอง
บรรยากาศเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง เสียงกีตาร์ไอ้ป๊อปเริ่มดังขึ้น
แทรกด้วยเสียงร้องของพวกเรา
เหตุการณ์ชั่วโมงที่ผ่านมาหายไปราวกับเกลียวคลื่นที่สาดมาและ
ไหลลงกลับท้องทะเลไม่มีใครคิดถึงมันและพูดถึงมันอีกตลอดคืนนั้น

อาหารบนเกาะมื้อก่อนกลับของพวกเราก็ไม่พ้นมาม่าเพื่อนรัก
อาศัยน้ำร้อนของทางที่พัก เติมหอยลายทอดรสเด็ดนิดหน่อย
ก็เป็นมื้อเช้าอันแสนวิเศษแล้วครับ เราตั้งใจขึ้นเรือกันก่อนเที่ยง
เพราะไม่อยากกลับถึงกรุงเทพค่ำเกินไป แต่ป่านนี้เกือบสิบเอ็ดโมง
แล้วมันยังฟื้นกันไม่ครบเลย พวกเราร่ำลาเจ้าของที่พัก
ขอบคุณในความมีน้ำใจของเจ๊แก
เจ๊ก็ย้ำกับพวกเราให้กลับมาเที่ยวกันใหม่
ผมว่าถึงแม้จะมากันอีกทีแต่ก็คงจะไม่เหมือนเดิมแล้วหล่ะ
เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน สถานที่เปลี่ยน

บนเรือขากลับส่วนใหญ่ก็สลบไสลกันตามระเบียบ
ยกเว้นไอ้กรที่ผมเห็นมันไปนั่งอยู่ท้ายเรือคนเดียว
สายตามองกลับไปที่เกาะเสม็ดเหมือนจะจดจำทุกภาพทุกเรื่องราว
ที่เกิดกับมันในช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมา ผมเข้าใจอารมณ์มันตอนนี้ดี
เลยปล่อยให้มันนั่งตักตวงความทรงจำดีๆโดยลำพัง

พวกเราพาร่่างกายอันทรุดโทรมขึ้นจากเรือได้ก็ตรงไปที่ท่ารถ
ดูเวลาที่รถจะออกอีกครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ท่าทางเหมือนหิวกันแต่
เงินกองกลางก็ซัดกันเกลี้ยงแถมเหลือติดตัวคนละแค่
พอค่ารถเมล์กลับบ้านเท่านั้น
ไอ้กรเดินมาหาพวกเราเพื่อจะเก็บเงินไปซื้อตั๋วรถกลับกรุงเทพฯ
ทุกคนทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม
ผมถามมันว่ามันไม่ได้กันเงินกองกลางไว้เหรอ
มันตอบสั้นๆแต่ได้ใจความว่าเปล่า ไอ้กรโดนรุมด่าอีกยกใหญ่
มันแก้ตัวยังไงก็ไม่ขึ้นในเมื่อมันเป็นคนเสนอที่จะจัดการเอง
เรานั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ท่ารถหลังจากทุกคนเอาเงิน
ที่เหลือมารวมกัน คนมีมากสุดยังมีไม่ถึงสามสิบบาทเลยครับ
ผมเองก็เหลือแบงค์ยี่สิบเหี่ยวๆติดตัวแค่นั้น
ไอ้ตัวสร้างปัญหาเองกลับไม่เหลือซักสลึง
ระหว่างที่กำลังมืดแปดด้านอยู่ไอ้สุก็เดินเข้ามาหาพวกเรา
มันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
มัวแต่ควักกระเป๋าหาเงินกันทุกซอกทุกมุม
มันเดินมายื่นเงินให้ไอ้กรในจำนวนที่มากเกินพอที่จะซื้อตั๋วรถบขส.
มันบอกไอ้กรให้ไปซื้อตั๋วรถทัวร์ ขากลับจะได้นั่งกันสบายๆหน่อย
พวกเรามองหน้ามันแทนคำถามมากมาย เหมือนมันรู้ว่าทุกคน
กำลังรอคำตอบ ไอ้สุเล่าว่าเอาสร้อยทองไปขายที่ร้านทองในตลาด
โดนอีซิ่มกดราคาซะทองสองบาทเหลือแค่บาทเดียว
ทำไงได้ไม่มีทางเลือกนี่หว่า ผมถามมันว่าแล้วกลับบ้านไปมัน
จะบอกแม่ว่าไง แม่มันไม่เล่นมันตายเหรอ มันบอกว่ายังไม่รู้เหมือนกัน
เอาให้พวกเรากลับบ้านกันได้ก่อน
แม่ไม่ฆ่ามันหรอกถ้ามันยังยืนยันที่จะเรียนหมออย่างที่แม่มันต้องการ
ไอ้สุชวนพวกเราไปหาอะไรกินมันเลี้ยงเองยังมีเงินเหลือจากค่ารถทัวร์
มันใช้เงินที่ขายทองมาได้เหมือสามล้อถูกหวย
ทองสองบาทของไอ้สุแปรสภาพเป็นตั๋วรถทัวร์และอาหารเต็มโต๊ะ
แต่สำหรับพวกเราแล้วมันมีค่ามากกว่านั้นเยอะครับ

นั่งรถทัวร์กลับช่างแตกต่างกับขามาราวฟ้ากับเหว แอร์เย็นเจี๊ยบ
เบาะหนานุ่มปรับเอนได้ ผมนั่งข้างไอ้ต๊อบมันหลับตั้งแต่รถยังไม่ออก
ผมกลับนอนไม่หลับตลอดทางนั่งคิดถึงเรื่องที่เกาะเสม็ด
เรื่องไอ้สุ ไอ้เม เรื่องสนุกๆเรื่องวีรกรรมของแต่ละคน
โดยเฉพาะเรื่องไอ้กร เปิดเทอมหน้าคงไม่เห็นมันนั่งอยู่หลังห้องแล้ว
คิดแล้วก็ใจหายครับ นี่แค่มอห้าเราก็เริ่มมาถึงทางแยกแล้วเหรอ
ทางแยกที่แต่ละคนต้องเลือกเดินกันต่อไป
บางคนอาจจะเลือกทางเอง บางคนไปตามทางที่เค้าเลือกให้
มองกลับมาที่ตัวผมเองผมกลับยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางไหนต่อ
คงเหมือนวนอยู่ในวงเวียนหาทางไปไม่เจอ

ผมนั่งคิดอะไรไปอีกเรื่อยเปื่อย บางทีก็ยิ้มขึ้นมาคนเดียวเมื่อนึกถึง
เรื่องบ้าๆฮาๆของพวกเรา
ถ้าเป็นตอนเรียนประถมวันเปิดเทอมวันแรกเนี่ยอาจารย์มักจะให้พวกเรา
เขียนเรียงความเรื่องความประทับใจช่วงปิดเทอม
เปิดเทอมมอห้าเทอมปลายเนี่ยถ้าผมต้องโดนกลับไปทำอะไรอย่างนั้นอีก
ผมว่าผมรู้แล้วครับว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี
ผมจะตั้งชื่อเรื่องนั้นว่า “มิตรภาพ” ครับ

ฝนเพิ่งหยุดตกครับ เม็ดฝนหายไปแล้วทิ้งไว้แต่ความชุ่มฉ่ำบนใบหญ้า
ทั่วสนามฟุตบอลและแอ่งน้ำที่เจิ่งนองตามทางเท้ารอบโรงเรียนกลิ่นหอม
ของไอดินลอยตามหน้าต่างเข้ามาเตะจมูกผมถึงในห้องสอบ
ผมชอบกลิ่นดินหลังฝนตกเป็นพิเศษมันทำให้ผมนึกถึงความสดชื่น
จากท้องทุ่งที่กว้างใหญ่ จินตนาการราวกับตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง
เขียวขจี สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด

ผมกำลังทำข้อสอบวิชาสุดท้ายของการสอบไล่เทอมต้นครับ
อีกไม่เกินยี่สิบนาทีชีวิตการเป็นนักเรียนของผมก็จะผ่านไปอีกเทอมนึง
จิตใจไม่อยู่กับข้อสอบแล้วครับนึกไปถึงความสนุกที่รอพวกเราอยู่
เมื่อสองวันก่อนกลุ่มเพื่อนผมก็มานั่งวางแผนสำหรับฉลองสอบเสร็จ
แผนการท่องราตรีของเราได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกทุกคน
เพียงแต่ครั้งนี้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เกือบสามสิบชีวิต นัดหมายกัน
ลงตัวเรียบร้อย เวลา สถานที่ การเดินทาง
รวมทั้งอุบายที่จะหลอกพ่อแม่แต่ละคน
ไอ้กรจอมโปรเจ็คท์ดันทะลึ่งเสนอไอเดียโครงการสอง
มันบอกว่าไหนๆพวกเราจะได้ไปกันเยอะๆพร้อมกันแล้วแค่เที่ยวกลางคืน
มันมันไม่พอหรอก มันบอกว่าคืนนั้นลุยให้ถึงเช้าแล้วไปต่อเสม็ดกันไม๊วะ
ปิดเทอมทั้งทีต้องเล่นแบบเต็มคราบ
ไอ้เม ไอ้ต๊อบสนับสนุนความคิดไอ้กร หันมาหาแนวร่วมเพิ่มกับผม
ผมมันพวกลัทธิเอาตามกันอยู่แล้ว เอาไงก็เอาแล้วแต่เพื่อน
หลายๆคนชักเริ่มเห็นความมันรออยู่ข้างหน้ายกมือเอาด้วย
เรารวบรวมชาวคณะได้ยี่สิบสามคน
โอ้โหกินเนสส์บุ๊คต้องรีบมาจดสถิติแล้วนะเนี่ย
เป็นการเที่ยวต่างจังหวัดครั้งแรกของพวกเราที่ไปกันโดยลำพังในจำนวนที่
เยอะอย่างนี้ ผมเองอดตื่นเต้นไม่ได้อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ
หลายคนเริ่มถามถึงแผนการเดินทางเอย ที่พักเอย
ไอ้กรเสนอตัวเป็นหัวหน้าทัวร์ มันบอกทุกคนว่าให้กำเงินมาอย่างเดียว
ที่เหลือเดี๋ยวมันจัดการเอง

ผมออกจากห้องสอบด้วยความลิงโลดในหัวใจ
โยนเรื่องอื่นทิ้งออกจากหัวสมองเหลือแต่เกาะเสม็ดเท่านั้น
อ้อเกือบลืมดาว ผมวิ่งไปตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างโรงอาหาร
ใช้สุดยอดวิชาโจรเขี่ยสายโทรฟรีรีบหมุนเบอร์บ้านดาว
ดาวสอบเสร็จก่อนผมหนึ่งวัน
วันนี้ดาวบอกว่าจะอยู่บ้านทั้งวันดาวรับสายผมพอดี
ผมเล่าแผนการลุยเสม็ดให้ดาวฟังดูดาวไม่เห็นตื่นเต้นเหมือนผมเลย
ดาวแค่บอกว่าน่าสนุกดีนะในใจลึกๆของผมอยากได้ยินจากปากดาว
รั้งให้ผมอยู่กรุงเทพฯด้วยกัน ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงผมยอมใจหมา
หักหลังพวกมัน โดนด่าก็ยอมวะ ก่อนวางสายจากดาวผมบอกว่ากลับมา
แล้วจะโทรมาหา มีแค่เสียงอืมดังตอบกลับมาจากปลายสาย
ผมเดินออกจากตู้โทรศัพท์ด้วยความผิดหวังเล็กๆ
จริงๆก็ไม่รู้ว่าผมคาดหวังอะไรจากดาว อยากให้ดาวห้ามไม่ให้ผมไปเหรอ
ดาวคงไม่ทำแน่ๆ ถ้าดาวห้ามผมแล้วผมต้องเชื่อรึเปล่า
ถ้าเป็นอย่างนั้นมันหมายถึงผมต้องเลือกระหว่างดาวกับเพื่อน
แล้วถ้าอีกหน่อยดาวห้ามผมคบกับพวกมันผมจะทำยังไงดีเนี่ย
ผู้หญิงกับเพื่อน เพื่อนกับผู้่หญิง
ดูมันจะเป็นปัญหาโลกแตกอย่างที่เค้าว่าจริงๆ

คืนนั้นเราฉลองกันอย่างเต็มคราบครับ สภาพใครเป็นยังไงคงไม่ต้อง
ให้ผมอธิบาย ไอ้พวกที่เละก็เละเหมือนเดิม ไอ้คนที่ต้องแบกมันกลับ
ก็ยังทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ถึงแม้จะมีเสียงด่าผสมบ้างก็ตาม
ผมรู้สึกตัวเพราะเสียงโทรศัพท์บ้านไอ้กร ผงกหัวขึ้นมา
เห็นศพเรียงกันเป็นตับ สภาพไม่ต่างกับเวลาเราดูข่าวรถทัวร์หรือ
รถผ้าป่าควำ่แล้วเค้าเอาศพมาเรียงกันข้างทาง
แต่พวกมันเนี่ยอุจาดกว่าเยอะครับ
นอนกับแบบหัวหางไปคนละทิศ บางคนก็ถอดเสื้อ ( อ้วกแตก)
บางคนก็ถอดกางเกง ( อันนี้ไม่แน่ใจว่าเยี่ยวราดรึเปล่า)
บางคู่ก็นอนกอดก่ายกัน
เสียงโทรศัพท์เงียบลงไม่ถึงอึดใจมันแผดร้องขึ้นมาอีกครั้ง
ถ้าจะรอให้เจ้าบ้านมารับเนี่ยผมว่าคงจะอีกนานละครับ
ผมถือวิสาสะรับโทรศัพท์บ้านมัน คนโทรมาไม่ใช่ใครก็ไอ้ป๊อปนั่นเอง
มันบอกนัดกันเก้าโมงเช้านี่จะสิบโมงแล้วพวกมึง
( หมายถึงคณะทัวร์ที่มานอนเกลื่อนกลาดที่บ้านไอ้กร)
มัวทำอะไรอยู่ผมบอกว่าพวกมันยังไมได้สติเลยเท่านั้นเสียงด่า
ก็มาเป็นชุดเยอะแยะไปหมดจนผมต้องตัดบทบอกมันว่าจะรีบปลุก
พวกมันและรีบไปให้เร็วที่สุดวางสายจากไอ้ป๊อบลง
กระบวนการปลุกผีก็เริ่มขึ้น ผมค่อยๆเดินเอาเท้าเขี่ยไปแต่ละศพ
เช็คสภาพดูพวกบาดเจ็บไม่มากเนี่ย
เขี่ยทีสองทีมันก็ฟื้นแล้ว เริ่มทยอยไปทำธุระส่วนตัว
พวกบาดเจ็บสาหัสเนี่ยอย่าว่าแต่เขี่ยเลยครับ
เตะมันแรงๆมันยังไม่รู้สึกตัวไม่มีอาการตอบสนองหนักที่สุดคงเป็น
เจ้าของบ้านและที่สำคัญเสือกทะลึ่งเสนอตัวเป็นหัวหน้าทัวร์อีก
สภาพแต่ละตัวเนี่ยดูไม่จืดเลยครับ
ไม่รู้เคยดูหนังเรื่องศพกระดิกหรือพวกซอมบี้ไม๊ครับ
สภาพพวกมัน(รวมทั้งผมด้วย) เวลานี้ไม่ต่างอะไรกันเลย
เราใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการรวบรวมชาวคณะให้พร้อมเดินทาง
เรียกแท๊กซี่พุ่งตรงไปสถานีขนส่งเอกมัย
ไอ้กรหัวหน้าทัวร์รวบรวมเงินกองกลาง
เดินไปซื้อตั๋วรถทัวร์ พวกเราที่เหลือนั่งเกลือกกลิ้งรอกันอยู่แถวชานชลา
ผมกะขึ้นไปหลับบนรถต่อเป็นการชดเชยเมื่อคืนที่นอนไปแค่สามสี่ชั่วโมง
พวกเราเดินตามไอ้กรไปผ่านรถทัวร์หลายคันก็ยังไม่ใช่คันที่พวกเราจะไป
ข้ามมาอีกฟากของชานชลาไอ้กรหยุดที่รถบขส.หรือรถส้มที่เค้าชอบ
เรียกกัน หลายๆคนถามไอ้กรเป็นเสียงเดียวกันว่าเราจะไปคันนี้เหรอ
ไอ้กรตอบด้วยความภูมิใจว่าใช่ ถ้าอยากจะได้ฟิลต้องรถส้ม
และเป็นการประหยัดด้วย เราต้องเก็บเงินไว้สำหรับค่าที่พัก ค่ากิน
ค่าเหล้าอีก แล้วทุกคนก็เดินตามไอ้กรขึ้นไปถึงแม้จะมีหลายๆคน
ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจโดยพลการของมันแต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่
ว่าไงก็ว่าตามกัน

ผมคิดผิดถนัดที่กะว่าจะมาหลับบนรถต่อแค่นั่งเฉยๆก็ทรมานจนหลับ
ไม่ลงแล้วครับ เบาะที่นั่งทำมุมตั้งฉากกับพื้นรถหุ้มด้วยฟองน้ำที่บางกว่า
ที่ล้างจาน และความกว้างของเบาะก็ดูเหมือนออกแบบมาให้ตูดเด็ก
อายุสิบขวบ พวกเรานั่งในท่านักเรียนนายร้อยคือหลังตรง เข่าตั้ง
แต่ก็มีหลายๆคนที่สามารถหลับได้ในอิริยาบทนี้
และรถส้มของพวกเราก็หวานเย็นสมคำร่ำลือครับ คือจอดทุกป้าย
จอดบ่อยกว่ารถเมล์ในกรุงเทพฯอีก บางคนโบกอยู่ริมถนนมันก็จอดรับ
เราออกเดินทางกันชั่วโมงกว่าแล้วยังไปไม่ถึงเมืองชลเลยครับ
ถ้าแวะไปอย่างนี้เรื่อยๆสงสัยได้ขึ้นเรือตอนค่ำแน่ๆ
สุดท้ายผมก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความอ่อนล้าที่สะสมมาจากเมื่อคืน
ผลอยหลับไปพร้อมกับจินตนาการถึงความสนุกที่รอเราอยู่ข้างหน้า
อีกไม่ไกล อดใจรอหน่อยนะเกาะเสม็ด อีกแป๊ปเดียวเราคงได้เจอกัน

ห้าสิบห้า

มกราคม 16, 2010

เรียนคุณที่รักเหยียบหงส์แก้วร่องรอยไร้หิมะ

ทำอย่างไรคะดี ภาษาไทยไม่คล่องเขียน ภาษาจีนด้วยเรียนก็มา ประเทศไทยมาอยู่แล้วกว่าปีสอง เป็นทำงานผู้ช่วยแผนกต่างประเทศเลขาณุการ หัดเขียนเรียนเลิกงานหลังทุกวัน ไม่รู้เลยเรื่อง ปัญหามีว่าคือ รถเมล์พลาดบ่อยๆอยู่ ประจำช้ากลับบ้าน มาสายทำงานก็ ดุเจ้านายโดนทุกวันเกือบ แวะต้องซื้อมาให้กาแฟเจ้านายด้วยเพราะ หมดเย็นตลอด ดื่มต้องเองกาแฟหลายแก้วตั้ง ไม่รู้เลยเรื่องก็จดหมายตอบให้ หลับก็ไม่นอนกลางคืน หลับนอนเช้ามาอีกที พอไม่นอน งัวเงียมาก วันทั้งมึนงงเลย
ค่ะเรียนอยากภาษาไทยเติมเพิ่ม โรงเรียนแนะนำสิคะหน่อย อาทิตย์เสาร์เรียนนะคะ

อย่างสูงขอบคุณนะคะ
โมะโตนะ กูกะเตะ

คุณ โมะโตนะ กูกะเตะ คะ


อ่านจดหมายของคุณแล้ว ความรู้สึกแรก สมนามสกุล “กูกะเตะ” มากกกคะ ครือว่ากูกะเตะจริงๆอะคะ แต่เข้าใจนะคะ คุณพยายามจะพูดภาษาไทย แต่ติดสไตล์ญี่ปุ่นอยู่ ถึงได้พูดกลับหลังมาหน้าอย่างงี้ เหมือนอย่างคนญี่ปุ่นที่(น่าจะ) เป็นชาติเดียวในโลกที่อ่านหนังสือกลับจากหลังมาหน้า ไม่รูเค้าคิดว่ามันเก๋ตรงไหน ไม่ใช่คาถาชินบัญชรนะ ท่องกลับหลังมาหน้าจะได้กันผีได้ อันนี้เดี๊ยนไม่เห็นประโยชน์อย่างอื่น ถ้าจะชอบเข้าประตูหลังกันทั้งประเทศ ประตูหน้ามีไม่ยอมเข้า เอ่อ เดี๊ยนหมายถึงเวลาเดินเข้าอาคารน่ะค่ะ อย่าคิดเป็นอื่น
ปัญหาของคุณดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แค่พลาดรถเมล์อยู่บ่อยๆ อย่าไปเครียดค่ะ เดี๊ยนพลาดรถด่วนขบวนสุดท้ายไปตั้งนาน ยังไม่เครียดเลยค่ะ แค่อยากผูกคอตายเท่านั้น
เรื่องของเรื่อง ติดว่าเป็นเพราะคุณยังปรับตัวเข้ากับสถานที่ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่มาสองปีแล้วก้อตาม ก้อพยายาม สู้ สู้ เข้านะคะ ถ้ายังคิดอยากจะทำงานที่นี่ต่อ กาแฟก้อลดๆมั่งนะคะ คาเฟอีนไม่ดีต่อสุขภาพนะคะ แก้วเดียวต่อวันก้อพอแล้วต่ะ ถ้าอยากตื่นตัวตลอดเวลา แนะนำไวอะกร้าแบบฉีดเข้าเส้นดีกว่าค่ะ
ส่วนเรื่องโรงเรียนสอนภาษา ไม่ต้องไปลงคอร์สเสียตังค์หรอกค่ะ แนะนำให้หาชายหนุ่มไทยสักคนเอาไว้ฝึกภาษา คิดว่าคุณไม่น่าหานยาก แค่แนะนำตัวเองว่าชื่อ “โมะโตนะ” ขี้คร้านจะมีแต่คนวิ่งเข้าใส่ค่ะ
โชคดีนะคะ อย่าลืมติดตามคลื่น 23.23 กันต่อไปนะคะ

หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอย

ห้าสิบสี่

มกราคม 16, 2010

สวัสดีคุณหงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอยครับ

ผมกับภรรยาแต่งงานกันมาสองปีกว่าครับ พักนี้รู้สึกแปลกๆชอบกล เพราะภรรยาดันเอาเต๊นท์ไปกางนอนอยู่ที่สนามหลังบ้านคนเดียวไม่ยอมออกมาเลย ไม่ออกมากินข้าว ไม่ออกมาเข้าห้องน้ำ จะสองสัปดาห์แล้วครับ เลยต้องเอาน้ำเอาท่าไปวางไว้ให้ แต่ก็ไม่เห็นแตะต้องอะไร ผมมุดเข้าไปดูก็เห็นนอนขดตัวนิ่งๆอยู่ ถามอะไรก็ไม่ตอบ เขย่าๆดูก็ไม่สนใจเลย ก่อนหน้านี้เพื่อนข้างบ้านบอกว่าเห็นมายืนเด็ดใบไม้กินอยู่แถวริมรั้วครับ สลับกันกินต้นนั้นที ต้นโน้นที ใบชมพูพันธ์ทิพย์พลาซ่า ใบต้นแสงจันทิมาทอน กับต้นยิบปาดีดู (ได้เป็นของขวัญมาตอนแต่งงานครับ) กินทั้งวันทั้งคืนเลย วันก่อนผมเลยไปสังสรรค์กับเพื่อนด้วยความกลุ้มใจ เพื่อนที่เป็นทนายคดีแพ่งบอกว่าภรรยาผมมีพฤติกรรมเหมือนวงจรชีวิตผีเสื้อ กินใบไม้เหมือนหนอน ตอนนี้นอนขดเป็นดักแด้ ต่อไปเป็นกลายเป็นผีเสื้อ อยากรู้จังครับว่าเป็นผีเสื้อกลางวัน หรือผีเสื้อกลางคืน ถ้าเป็นผีเสื้อแล้วเธอเป็นตัวผู้หรือตัวเมียครับ ถ้าเป็นตัวผู้ก็คงแย่แน่ๆ แต่ถ้าเป็นตัวเมียจริงๆ แล้วมีลูกด้วยกัน เราจะมีลูกเป็นผีเสื้อหรือเปล่าครับ ผมอยากให้ลูกเป็นม้ามากกว่า อีกอย่างหนึ่งอยากขอให้คุณหงส์แก้วแนะนำคลีนิกหรือโรงพยาบาลก็ได้ผ่าตัดให้ ผมกับภรรยากลายเป็นม้าหน่อยครับ ยันฮีได้หรือเปล่า มีบ้างไหมช่วยบอกที ถ้าราคาไม่สูงนัก ผมจะให้ภรรายาผ่าตั้งแต่ตอนเป็นดักแด้เลย พักฟื้นหายดี วิ่งข้ามสิ่งกีดขวางได้คล่องแล้วผมค่อยผ่า แต่ถ้าราคาสูงเกินไป ฝากคุณหงส์แก้วฯช่วยต่อรองราคาให้หน่อยนะครับ

รบกวนด่วนจริงๆครับ ก่อนเธอจะเป็นผีเสื้ออะไรสักอย่างแล้วบินหนีไป

รักษาสุขภาพด้วยครับ
ซีบิสกิต นางเลิ้ง

คุณ ซีบิสกิต นางเลิ้ง คะ

ดีใจค่ะที่มีคนติดตามคลื่น 23.23 อย่างสม่ำเสมอ เรื่องที่คุณเล่ามาน่าสนใจมาก เดี๊ยนยังไม่เคยเห็นใคกินนมแม่มาจนโต แล้วอยู่ดีๆจะกลายพันธ์มาเปนผีเสื้อเลยซักคน ภรรยาคุณน่าจะเป็นคนแรก Mutation แปลกๆแบบนี้ อย่าลืมบริจาคร่างกายให้สภากาชาดนะคะ คุณหมอเราจะได้มี case study เอาไว้เปนกรณีศึกษา อยู่ดีๆก้อกลายเปนดักแด้ กินแต่ใบไม้ มันก้อน่าจะ healthy ดีกว่าพวกที่ตอนโตแล้วกลายพันธ์จากคนกลายเปนตัวเงินตัวทอง กินแต่หัวคิว คอมมิชชั่น กินบ้านกินเมือง แถมยังกินใต้โต๊ะอีกตังหาก (คาดว่าถึงจะเคี้ยวลำบากย่อยยาก แต่กินแล้วรวยอะค่ะ) ตัวเงินตัวทองหรือสมัยก่อนเรียกตัวเหี้ย แต่สมัยนี้เค้าตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “วรนุช” อะค่ะ คุณจะเรียกยังไงก้อได้ มันก้อสปีชี่ด้วยกันนะแหล่ะ
คุณไม่ชอบผีเสื้อหรือคะ เดี๊ยนว่ามันเปนสิ่งสวยงามดีออก จะผีเสื้อกลางวันหรือกลางคืนจะสนใจทำไมคะ เหมาเจ๋อตุงบอกว่าแมวจะสีดำหรือสีขาว มันก้อจับหนูได้เหมือนกัน แต่ตามธรรมชาติ ผีเสื้อกลางวันมักจะสวยว่าผีเสื้อกลางคืนก้อเท่านั้นเอง แต่จะสวยมากหรือสวยน้อย คุณก้อรักเธออยู่ดีช่ายไม๊ละคะ แต่ก้อเข้าใจถ้าคุณจะอยากให้ภรรยาออกจากดักแด้แล้วกลายเปนม้า ก้อผีเสื้อมันขี่ยากอะนะ เรื่องนี้ยันฮีน่าจะช่วยได้นะ เห็นเค้าผ่าตัดจากหน้าเหียกๆๆ ยังออกมาเ็ปนนางงาม นางเอก นางแบบ นางโชว์ แม้กระทั่งนวลนางในอ่างน้ำก้อยังทำได้ กะอีแค่ผ่าจากผีเสื้อมาเปนม้า คงเปนแค่ผ่าตัดเล็ก ไม่ต้องพักฟื้นนาน
ส่วนเรื่องขอให้เดี๊ยนต่อรองราคาให้ อันนี้เห็นทีต้องขอ เดี๊ยนซื้อของให้ตัวเองยังไม่เคยต่อ มีแต่แถมๆตังค์ให้ ไฮโซค่ะ โปรดเข้าใจ

หวังว่าจะติดตามฟังกันต่อไปนะคะ
หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอย

ห้าสิบสาม

มกราคม 16, 2010

คุณพี่หงส์แก้วฯฮ้า

สวัสดีค่ะ มีเรื่องปรึกษาสักหน่อย คือ ระยะหลังสามีดิฉันเป็นคนติดดูนาฬิกามาก ไปหานาฬิกามาติดผนังบ้าน ค่อยๆทยอยซื้อมาที่ละเรือนสองเรือน นับๆดู…ปาเข้าไปร้อยกว่าเรือนแล้ว แบบเดียวกัน รุ่นเดียวกัน เหมือนกันหมดทุกเรือนเลยค่ะ ได้มาทีไรก็วุ่นตั้งเวลาให้ตรงกันหมด ทั้งเข็มวินาทีด้วย ติดไว้ทั่วบ้านทั้งห้องนอนและโถงข้างล่าง ตามบันไดก็แขวนไว้หลายเรือนค่ะ ถามดูบอกว่าเวลาแต่ละที่ไม่เหมือนกันเลยต้องตั้งให้ตรง มีอยู่เรือนเดียวในครัวที่ตั้งเวลาฮอนดูรัสไว้เพราะเมื่อก่อนแกเป็นสต๊าฟ ฟุตบอลทีมชาติที่นั่น สามีเดิมทีก็เป็นคนตรงต่อเวลาอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ยิ่งตรงมาก ไม่ยอมพลาดแม้เสี้ยววินาทีเดียว ดิฉันกลุ้มใจมาก ที่คอแกก็ห้อยนาฬิกาจับเวลาอยู่สามสี่เรือนค่ะ ทำอะไรก็ต้องตรงตามที่ตั้งไว้ตลอด ห้ามพลาด ถ้าดิฉันหรือเมียหลวงช้าก็จะต้องโดนดุเสมอ ทำอย่างไรดีจะให้ตัวเองเป็นคนแม่นยำเรื่องเวลาบ้างคะ

…อีกเรื่อง หนึ่งคือ ตอนนี้สามีทำการบ้านเป็นรูทีนมากค่ะ ทำทุกคืนหลังข่าวสองทุ่มค่ะ เวลา 21.02 – 22.37 น. ส่วนเมียหลวงทำตอนเช้าก่อนออกไปทำงาน 06.45 – 07. 16 น. ไม่มีพลาด ดิฉันอยากจะเปลี่ยนกะไปเป็นตอนเช้าบ้างเปลี่ยนบรรยากาศบ้างแกก็ไม่ยอม (เมียหลวงก็บอกว่าตอนเช้าหนุกมาก) ทำอย่างไรดีคะ

สุดท้ายขอให้คุณพี่หงส์แก้วฯมีความสุขทุกเวลาค่ะ
ติ๊กต่อก ลูเซอร์น สวิสเซอร์แลนด์

คุณ ติ๊กต่อก ลูเซอร์น สวิสเซอร์แลนด์ คะ


เรื่องสามีคุณเป็นคนติดดูนาฬิกามาก อันนี้ไม่แปลก เพราะเดี๊ยนเองก้อติด ถ้าหากมีนาฬิกาคาดบนขัอมือแล้วละก้อ จะติดดูทุกๆชั่วโมงเลยทีเดียว ยิ่งช่วงเวลาทำงาน จะยิ่งเพิ่มรอบการดูให้ถี่ขึ้นอีก ตอนนี้เลยเลิกใส่นาฬิิกาข้อมือแล้ว ก้มบ่อยๆกลัวนายจะรู้ว่าเบื่อ หรือไม่ก้อว่างงาน เด๋วนี้เลยหันมาใช้นาฬิกาพกแทน เกี่ยวไว้ที่หน้าอก เวลาจะดูจะยากขึ้นนิด เพราะต้องควักออกมาดู เคยควักออกมาดูตอนอยู่บนรถเมล์แอร์ รถเกือบจะแถไปชนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแน่ะค่ะ ตอนนี้เลยพยายามจะไม่ควักออกมาดู ใช้ถามเวลาคนข้างๆเอาแทน กลัวจะเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ แล้วจะบาป
เรื่องติดดูเวลาไม่เห็นแปลก แต่ที่สามีคุณเล่นซื้อทุกเรือนเหมือนๆกันหมดนั้นออกจะแปลกอยู่ มองโลกในแง่ดี เค้าน่าจะเป็นคนรักเดียวใจเดียวนะคะ ถ้าคิดอย่างงี้ได้จะสบายใจ(ถึงแม้จะมีเมีย 2 คนก้อตาม)
สามีให้เวลาคุณนับได้วันละถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งกะอีกห้านาที แต่ให้เวลาเมียหลวง แค่ 71 นาที คุณน่าจะพอใจนะคะ ตอนเช้าไม่ต้องไปแลกหรอกค่ะ เวลาสามทุ่มสองนาทีน่ะดีแล้ว แต่แย่ตรงที่คุณจะพลาดละครหลังข่าวเท่านั้นเอง
อยากรู้อย่างเดียวว่าใครเป็นคนไขลานให้สามีคะ


หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอย

ห้าสิบสอง

มกราคม 16, 2010

คุณพี่หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอยที่รักคะ

สวัสดีค่ะ หวังว่าคงสบายดีนะคะ ไม่ได้ยินเสียงสักพักใหญ่เลย ช่วงนี้อากาศแปรปรวนอยู่เรื่อยๆ

น้อย อยู่ที่แถวถ้ำกระบอกค่ะ เมื่อก่อนจะอากาศเย็นกว่านี้มาก แต่เดี๋ยวนี้พวกมาเลิกยาชอบเดินแก้ผ้ากัน มันก็เลยทำให้ร้อนมาก ร้อนรุ่มในหัวใจค่ะ พวกติดยานี่เป็นไงมาไงถึงชอบแก้ผ้าก็ไม่รู้ น้องชายคนรองก็แค่ใส่เสื้อแล้วถอดกางเกง ไม่โป๊หมดหรอก มันบอกอาย…
น้อย อยากให้พวกนี้ใส่เสื้อผ้าให้มันสำรวมหน่อย เวลาคุยกันจะได้ไม่เขิน ทุกวันนี้ก็หน้าแดงทั้งวี่ทั้งวัน เพราะของบางคนก็ชี้หน้าด่าน้อยตลอดเลย ไปหาหมอ..แกก็บอกเป็นความดันสูงเพราะหัวใจทำงานหนัก

แต่จริงๆเรื่อง มีอยู่ว่าเดี๋ยวนี้ราคาชุดว่ายน้ำแถวนี้แพงมากค่ะ ผ้าก็ไม่ค่อยซับน้ำนัก อยากให้ซับน้ำหน่อยเวลาขึ้นจากน้ำมันจะได้แนบเนื้อ หนุ่มๆจะได้ฮือฮามีกำลังใจปาลูกบอลต่อ …แถมชุดเปื่อยเร็วมากค่ะตกน้ำสองสามเดือนก็เปื่อยละ ทางเจ้าของคณะบอกว่าจะให้เปลี่ยนไปเป็นชุดว่ายน้ำทเวนตี้ทูพีซ ไม่ก็ชุดเล่นทศกรีฑา ยกน้ำหนักอะไรแบบนั้น น้อยไม่ไหวหรอกค่ะเพราะไม่มีไซส์ แค่ผ้าถุงก็ดูโป๊จะแย่แล้ว (น้อยเป็นคนทรงโตค่ะ สัดส่วน 30-27-31 บึ้บบั้บไหมคะ)

…เวลาใครปาลูกบอลโดนเป้า น้อยจะต้องหล่นจากแท่นสูงสิบเมตร บางทีก็ต้องลังกาหลังเหยียดใส่เกลียวสองรอบครึ่งลงมา บางทีก็ต้องลังกาหน้าเข่าคู้ใส่เกลียวหนึ่งรอบ ไม่ก็ท่ากางเขนเหล็ก หรือท่าข้าโพดคั่วสุกปานกลาง ลงมาแตะน้ำ เดี๋ยวนี้ที่ชอบจะเป็นท่าหมาน้อยตกน้ำค่ะ คนดูจะเฮเป็นพิเศษ เพราะมีอาการขยึกขยักๆนิดหน่อยร้องครางซี้ดอูยพอควรจนแต่น้ำ พี่หงส์แก้วฯช่วยดูหน่อย ว่ามีชุดว่ายน้ำอะไรดีๆบ้าง จะได้บอกต่อพี่เจ้าของคณะค่ะ

ขอพี่หงส์แก้วฯมีความสุขสโมสรทุกวันนะคะ
น.ส.น้อย ตกน้ำ ณ ถ้ำกระบอก

สวัสดีค่ะ คุณ น.ส.น้อย ตกน้ำ ณ ถ้ำกระบอก ที่รัก
ดูจากข้อความในจดหมายที่เขียนมาถาม เดาว่าคุณต้องมีอาชีพรับจ้างเป็นสาวน้อยตกน้ำแน่ๆ เพราะอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกะชุกว่ายน้ำเข้าแค่แช่อยู่ในน้ำเฉยๆ ไม่ได้ใช้คำกริยาว่า “ตกน้ำ” เหมือนคุณ แถมว่าคงไม่มีใคโดนเอาลูกบอลมาปาเป้า น่าจะเอาลูกบอลมาถูที่เป้ามากกว่า..
เพิ่งรุว่าอาชีพนี้ก้อมีทำแถวๆถ้ำกระบอกด้วย ไม่น่าจะขายได้ดีนะ พวกขี้ยาแค่กินยาอ๊วกก้อน่าจะหมดแรงแล้ว จะมีอารมณ์มาเล่นปาเป้าได้บ่อยๆรึ ว่าแต่คุณคงเปลี่ยวน่าดู ขนาดหุ่นขี้ยายังกะแย้แห้งโทรมๆเดินผ่านยังทำให้ร้อนรุ่มในหัวใจได้ เวลาว่างควรจะเอาไปใช้ให้เปนประโยชน์ ทีหลังจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน คุณอาจจะไปหัดเรียนปะยางก้อได้ รับรองได้ใช้ประโยขน์แน่ๆ คนแถวนี้ชอบทำแตกแล้วปะไม่เปน
คุณ น.ส.น้อย ตกน้ำ ณ ถ้ำกระบอก คะ สัดส่วน 30-27-31 ไม่ถือว่าบึ้บบั้บนะคะ ที่จิงแค่ขั้น first bra เท่านั้นค่ะ อย่าไปกังวลว่าโป๊ค่ะ คนอื่นใส่ชุดว่ายน้ำ คุณฉีกมากระโจมอกเลยดีกว่าค่ะ แหวกตลาด ถึงหน้าไม่ให้ก้อได้ความแปลกมาสู้ แถมยังราคาถูก เปื่อยเร็วก้อไม่เดือดร้อน ได้สนับสนุนสินค้าโอท๊อปด้วย ดีหลายอย่างค่ะ
ส่วนเรื่องท่าเรื่องทาง เดี๊ยนไม่สันทัดค่ะ ว่ายน้ำไม่แข็ง ถ้าจะให้แนะนำคงได้แต่ท่าเกาะโฟม ไม่ก้อท่านั่งบนยางในรถสิบล้อ กัวคนดูจะโห่ใส่คุณค่ะ

สรุปว่าเลือกให้แล้วนะคะ ชุดว่ายน้ำอย่าได้แคร์ ใส่ผ้าถุงตีโป่งดีกว่าค่ะ แนวดี
ป.ล. ขออภัยแฟนๆที่รักทั้งหลาย ที่เดี๊ยนเอาจดหมายไปหมกซะนาน มองไม่เห็นจิงๆค่ะ หมู่นี้ตาแชแหม่เล็กน้อย(แต่ยังไม่ยาวนะจ๊ะ)

รักคนฟังทุกวัน
หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่อยรอย

ห้าสิบสอง

มกราคม 16, 2010

สวัสดีค่ะคุณน้าหงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอย

ปีนี้หนูจะอายุ26แล้วค่ะ จะเริ่มแก่แล้ว แฟนก็ดันมาเพิ่งเลิกไปเสียอีก

ก่อนหน้านี้ตอนมีแฟนคนแรกที่เป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ ก็ทะเลาะมีปากเสียงกันบ่อยๆ

สักพักเขาก็เข้ามาง้อเอง ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน คืนดีกันก็โดนทุกครั้งค่ะ

แฟนคนที่สองชอบลงไม้ลงมือทุบตีหนูเป็นประจำ แต่ไม่ถึงกับได้เลือดนะคะ

แต่ก็จบลงด้วยการได้เสียกันทุกครั้ง เป็นแฟนกันอยู่หลายปี แต่ก็จากลาไป

เพราะเขาต้องมาทำงานในกรุง สงกะสัยว่าได้เด็กใหม่ หายหัวไปเลย

หนูเองก็เสียใจอยู่พักใหญ ่ไม่มีใครมาทุบตี

แฟนคนที่สามเป็นวิศวกร เป็นคนเรียบร้อยค่ะ คบกันได้ไม่กี่เดือนก็แยกย้ายกันไป

ไม่มีการใช้กำลังกันเท่าไหร่  ขัดใจหนูมากค่ะ

ส่วนคนที่ห้า เป็นอัยการค่ะ ชอบใช้แส้เหลือเกิน ใช้เก่ง ตวัดทีเจ็บแสบ เสียวแปล๊บ

ถึงพริกถึงขิงทุกครั้ง หนูชอบตอนมีไม้ปิงปองบัตเตอร์ฟลายแดงดำหวดก้น เพราะตอนเช้ายังได้เจ็บต่ออีก ติดใจมาก แต่ก็มันสุดแค่นี้ น่าจะมีมากกว่านี้ได้ ในที่สุดก็เลยเลิกรากันไป

ส่วนคนที่สี่เป็นเทรนเนอร์มวยสากลสมัครเล่น ชอบใส่นวมตุ๊ยท้องหนูค่ะ

ชอบหมัดฮุคซ้ายของเขาเสียเหลือเกิน แต่อันตรายมากค่ะเคยอัปเปอร์คัดเข้าปลายคางหนู

นับสิบนอนนิ่งเลย ตื่นมาอีกที เขาเสร็จไปแล้ว หนูยังไม่รู้สึกอะไรเลย

วันหลังต้องคอยบอกเขาว่าห้ามต่อยจนสลบ แต่โดนหลับไปหลายครั้ง

ตอนหลังมารู้ว่านอกจากชอบต่อย แล้วยังชอบลักหลับด้วย นักมวยที่ยิมบางคนก็โดนเหมือนกัน

มีมาโวยที่บ้านด้วย บ่อยเข้าก็เลยต้องร้างลากันไป เหนื่อยค่ะ

ก่อนที่จะได้คนล่าสุด ก็มีมาอีกหลายหน่วยค่ะ แต่ก็หน่อมแน้มไปหมด มีแต่ธรรมดาทั้งนั้นเลย

เจอกัน คุยกัน นัดกัน กินข้าวกัน นั่งรถเล่น มีอะไรกัน ไม่สนุกเท่าเมื่อก่อนค่ะ ไม่มีลุ้น ไม่มีเจ็บปวด ไม่ตื่นเต้นสักนิด

ไปๆมาๆหนูว่าหนูชอบแบบเจ็บตัวค่ะ คุณน้าหงส์แก้วฯว่าไม๊คะ

หนูนะ เคยจินตนาการว่าชายกักขฬะ ใช้เข็มร้อนฝังไปทั่วร่างกายหนู

ค่อยๆเอาไฟแช็คลนให้ร้อนกว่าเดิมทั่วๆ มีอะไรกันตอนที่เข็มยังคาอยู่

เข็มก็จะแทงเข้าไปในตัวหนูลึกกว่าเดิม บางเล่มก็จะแทงเขาด้วย

ตอนเสร็จก็มานับกันว่าของใครมากกว่าน้อยกว่า มันส์ดีค่ะ

พอเสร็จแล้วค่อยเอาไม้ปิงปองบัตเตอร์ฟลายแดงดำตีก้นซ้ำหลายๆครั้ง

หรือไม่ก็อยากเจอพวกนักฟุตบอลค่ะ อยากให้เขาเตะฟุตบอลอัดท้อง อัดหลัง

อัดก้น หลายๆลูก อัดหน้าสักครั้งก่อนปฏิบัติก็ได้นะคะ

ฝากผ่านรายการคุณน้าหงส์แก้วฯ ช่วยหาให้หน่อยสิคะ ยังไงก็ติดต่อมาตามที่อยู่

หรืออีเมล์ที่แนบมาก็ได้ค่ะ

ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ

จุก มหาสารคาม

คุณจุกคะ

ก่อนอื่น ต้องออกตัวก่อนว่ารายการวิทยุคลื่น 23.23 ที่ดำเนินรายการโดยหวงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอยนี่ไม่ใช่แฟรนไชส์รายการ หมอนพพรตอบปัญหาทางเพศนะคะ เรารับปรึกษาปัญหาทุกอย่างตั้งกะสากกระเบือยันเรือรบที่แฟนรายการเขียน จดหมายมาถาม แต่ช่วงหลังๆนี้กลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไป หรือผู้ฟังหื่นขึ้นก้อไม่ทราบ จากปัญหาเรื่องเรือรบ เลยเหลือแค่ “สาก” อย่างเดียว ตำกันมาก้อตอบกันไป จัดให้ แต่ขอความกรุณา อย่าหยาบนักนะคะ ดิชั้นมียางอาย เด๋วนี้มีรูปลงสื่อ คนรุจักตัวจริงกันแล้ว
ตามที่คุณจุก มหาสารคามเขียนมาถาม อันที่จิงไม่เชิงถาม แต่อยากจะหาคู่โดยให้ทางคลื่น 23.23 เป็นสื่อ ดิชั้น้ลยเอาออกมาอ่านให้ทั้งฉบับ เผื่อจะมีหนุ่มๆแฟนรายการคนไหนที่มีรสนิยมชอบความเจ็บปวดเหมือนกันผ่านมาฟัง ก้อจะได้ติดต่อกันได้ ไม่ต้องเอาดิชั้นเป็นคนกลางนะคะ สามารถติดต่อได้โดยตรงเลยกับตัวคุณจุก เพราะดิชั้นเป็นดีเจ ไม่ใช่ match maker สแครซแผ่นเป็นอย่างเดียวช่วยคนสแครซกันไม่เป็นค่ะ ดิชั้นชอบความนุ่มนวล
ตามที่คุณเล่า รุสึกว่าคุณจะมีไม้ปิงปองบัตเตอร์ฟลายแดงดำเป็นไฮไลท์ ก้อเข้าทีอยู่เพราะขนาดพอเหมาะกะแก้มก้นคนธรรมดา ถ้าเปลี่ยนไปใช้ไม้เทนนิสโยเน็กซ์กว่าจะหายระบมคงจะเข็ดไปเลย เว้นแต่แก้มก้นคุณจะน้องๆเจโล
ถึงคุณยังไม่ประสบความสำเร็จกับความรัก แต่ที่ผ่านๆมาก้อถือว่าคุณมีพัฒนาการ จากช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ มาเป็นวิศวกร มาจนถึงอัยการ ตลอดจนเทรนเนอร์มวยสากลสมัครเล่น นับว่ารักดีพอสมควร ว่าแต่ว่าเทรนเนอร์มวยของคุณนี่ค่ายไหน หวังว่าจะไม่ใช่ค่ายแฟร์เท็กซ์ของคุณเปรมนะ ดิชั้นสงสารนักมวยหุ่นแกรนๆ ตาดำๆ โดนเทรนเนอร์ลักหลับประจำ แล้วยังโดนเจ้าของค่ายกระทำอีก ยิ่งตอนนี้แกเลิกกะทาทาแล้วรุสึกปากจะแดงขึ้นทุกวัน วันก่อนดิชั้นไป Fallabella ยังเห็นแกกระโดดขึ้นเวที ไปดูโอเพลง I’ll survive กะดัง พันกรซะงั้น ทาทางี้ช้ำใจจนหุ่นกลายเป็นกระสอบทรายขึ้นทุกวั๊นทุกวัน
ที่คุณจุกใฝ่ฝันอยากมีแฟนเป็นนักบอล ดิชั้นก้อช่วยลำบาก เพราะดิชั้นเองก้อหลงรักโรนัลโดหัวปักหัวปำมาหลายปียังไม่มีโอกาสได้เข้าใก้ แม้แต่ขี้เล็บ แต่ถ้าคุณจุกจะเอาใก้เคียงก้อพอจะแนะนำคนแถวนี้ให้ได้ ชื่อ Alex ไม่ได้เป็นนักฟุตบอล แต่เตะบอลเป็น(แต่เตะปีปดังหรือเปล่าอันนี้ต้องไปพิสูจน์เอาเองนะ ดิชั้นไม่รุ ไม่ก้าเดา) ที่บอกว่าใก้เคียงเพราะหุ่นแกเหมือน carry ลูกบอลไว้กะตัวตลอดเวลา นอกจาก Alex แล้ว ถ้าใคอยากลองของแปลกก้อติดต่อมาได้ทางหลังไมค์นะคะ จะบอกเบอร์คุณจุกให้
ขอให้โชคดีค่ะ
หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอย

ห้าสิบเอ็ด

มกราคม 16, 2010

Hello คุณหงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอยที่รัก

ผมอยู่SanFrancisco มาจะสองปีแล้ว ตั้งใจว่าจะอยู่ยาวเลย คงกลับเมืองไทยเป็นครั้งคราว แต่ก็บอกเพื่อนๆให้ช่วยส่งบันทึกเสียงรายการคุณหงส์แก้วฯ มาให้อยู่เรื่อยๆ รายการนับวันยิ่งดีขึ้นทุกวันเลยฮะ เมื่อไหร่จะออกอากาศทางเน็ตมั่งล่ะ หรือทำเป็นpodcastก็ได้ เมื่อไหร่เมื่อนั้น คงถูกใจคนไทยทั่วโลกครับ

คือว่า…เมื่อตอนที่มาใหม่ๆได้เริ่มงานเป็นบุรุษพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง อยู่ได้ไม่นานก็ย้ายมาอยู่อีกที่หนึ่ง รู้ไม๊ว่าอะไร ทั้งสองแห่งนี้ใช้สำลีจากเมืองไทย ตรานางพยาบาลเหมือนกันเลยครับ ใช้กันเยอะมาก ถามดูบอกว่าสะอาดและคุณภาพดี ราคาถูกด้วย เห็นว่าหลายปีก่อนมีคนทำของเลียนแบบออกมา เพื่อนบอกว่าทำเป็นตรานางพยาบาลถอดเสื้อ ขายดีอยู่พักใหญ่ แต่คุณภาพสู้ไม่ได้ ก็จบกันไป ปีที่แล้วมีออกมาอีกครับ เป็นตราบุรุษพยาบาลถอดเสื้อ ขายดีกว่าอีก ถูกใจเราชาวสีม่วง พรรคพวกซื้อไปติดบ้าน ใช้กันเป็นว่าเล่น ใช้ทิ้งใช้ขว้าง ใช้กันแพร่หลาย ได้ยินข่าวมาอีกว่า จะทำตราบุรุษพยาบาลถอกกางเกงออกมาอีก เป็นแบบcotton bud นี่ก็รอดูอยู่เหมือนกัน ออกมาแล้วจะส่งเป็นของขวัญคริสต์มาสให้คุณหงส์แก้วฯนะ อยากได๋กี่กล่องดี  มีแบบสำลีหนาๆ แน่นๆด้วย หรือจะเป็นแบบอวบลำใหญ่ใจคะนอง อยากได้แบบไหน บอกด้วยครับ

คิดถึงเสมอ

ศักดิเดชาชาญชัย ณ ลอมบาร์ด

เรียน คุณศักดิเดชาชาญชัย ณ ลอมบาร์ด ที่รัก

ท่านประธานเหมาเคยกล่าวไว้ว่า อันแมวนั้นไซร้ ไม่ว่าจะเปนแมวขาวรึแมวดำ  ขอให้จับหนูได้เปนพอ  อุปมาดั่งคัตต้อนบัต มันจะตราบุรุษพยาบาลถอดเสื้อบ้าง ไม่ถอดเสื้อบ้าง  หรือจะตราอะไรก้อตาม  ถ้ามันยังเอาไว้ปั่นหูได้  ดิชั้นก้อพอใจค่ะ

ปล. คัตต้อนบัตมันมีแบบดุ้นเล็กดุ้นใหญ่ด้วยเร่อคะ  แล้วใคจะซื้อไปทำอะไรคะ ใช้ธูปจีนเอาก้อได้

หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอย

ห้าสิบ

มกราคม 16, 2010

สวัสดีค่ะ คุณหงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอยที่รัก

ดิฉันเพิ่งเลี้ยงต้อนรับ ลูกชายคนรองเรียนจบกลับมาจากญี่ปุ่นค่ะ

แกไปจบหลักสูตรนินจาโคกะ เอกพรางตัว โทดาวกระจาย กลับมาผอมเพรียวเลย

หลายวันมานี่ไม่ได้เจอลูกชายเลย เขียนโน๊ตทิ้งไว้ตรงที่วางกุญแจบ้าน

ก็ไม่รู้เห็นหรือเปล่า ขึ้นไปดูที่ห้องก็เห็นว่าจัดเป็นระเบียบดี

คุณหงส์แก้วฯพอจะรู้วิธีสื่อสารกับนินจาบ้างไหมคะ ช่วยแย้มหน่อย

อยากคุยกับลูกชายเสียหน่อย เดี๋ยวกลางเดือนหน้าเห็นว่าจะไปเรียนโทต่อ

เห็นว่าเลือกสะกดรอยขั้นสูง ตามอย่างพี่นารุโตะปากทางเข้าหมู่บ้านค่ะ

ยังไงช่วยตอบเร็วหน่อยนะคะ คิดถึงลูก

โชคดีค่ะ

วรรณพร ฮันโซ

สวัสดีค่ะ คุณวรรณพร ฮันโซ ที่รัก

ลูกชายคุณขยันเหลือเกิน เพิ่งจะเรียนจบมาแหมบๆ เดือนหน้าจะไปต่อโทซะอีกแล้ว  จบเอกพรางตัว  โทดาวกระจายมา  แสดงว่าไปเรียนจริงๆ  กลับมาร้อนวิชา  คุณแม่ถึงหาตัวไม่เจอเลย  ยังดีที่เลือกเรียนวิชาของสำนักโคกะ  ถ้าเป็นอิงะ  จะเป็นไปทางมารมากกว่า  แล้วคงจะจบเอกลืมตัว  โทดาวไถกลับมาแทน  ในทำเนียบรัฐบาลประเทศสารขัณฑ์จบจากอิงะกันมาเย้อ  ท่าทางค่าเล่าเรียนจะแพงมากๆ จบกลับมาเร่งถอนทุนกันใญ่

คุณวรรณพรถามมาเรื่องวิธีติดต่อสื่อสารกับนินจา เอาอย่าง universal  ส่วนใหญ่เค้าจะส่งสาส์นผ่านทางนกพิราบกัน แต่วิธีนี้เริ่มเสื่อมความนิยมลงตั้งกะมีไข้หวัดนกระบาดเมื่อปีกลาย  พอเปลี่ยนเป็นหมูสื่อสาร  ก้อมีปรากฎการณ์ไข้หวัดหมู  OOps…ไข้หวัดแมกซิโก….OOps….ลืมไป เค้าให้เรียกว่าไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 (ยาวฉิบ)   รัฐบาลเค้ากัวประชาชนจะ panic  หรือในวงเล็บคือกัวซีพีจะเจ๊งน่ะ  รุสึกตอนนี้ในวงการนินจาจะเปลี่ยนเป็นหมาสื่อสาร  แต่จดหมายก้อไปไม่ค่อยจะถึงมือผู้รับ  เพราะโดนเทศกิจต้อนไปเสียก่อน คาดว่าคงอีกซักพักใหญ่ๆกว่าจะสรุปได้ว่าควรจะส่งสาส์นกันด้วยอะไร

เอาให้ง่าย ถ้าคุณรุว่าลุกชายติดเนต ก้อโพสตามหาลงใน facebook เลย  วิธีนี้ได้ผลแน่นอน  เพราะส่วนใญ่  คนเล่นจะใช้เวลาอยุ่หน้าเนตค่อนข้างมาก  และ update ค่อนข้างบ่อย โพสลงไป คาดว่าจะตอบมาเกือบจะทันที  ทันใจกว่ากันเย้อ  ฝากอีกนิด  ถ้าลูกชายคุณหล่อ ก้อขอ add friend ดิชั้นมา จะรีบ accept ในทันที

โชคดีค่ะ

หงส์แก้วเหยียบหิมะไร้ร่องรอย

ปล.  อย่าให้เรียนโทวิชาสะกดรอยชั้นสูงอย่างอีตานารุโตะอะไรนี้เลยค่ะ  ขนาดแม้วอยู่ไหน ตอนนี้ยังไม่รุ

คงได้เห็นข่าวหน้าจอแก้วกันบ้างว่ามี เจ้าทุกข์หลายคนแจ้งความคดียักยอกทรัพย์ ที่คนร้ายมาเช่าอุปกรณ์กล้องและเลนส์ไป อ้างว่าจะเอาไปถ่ายงาน ที่ไหนได้มันเอาไปจำนำหน้าตาเฉย

แรกๆพอไปทวงก็ทำเฉไฉ จนทนไม่ไหวจูงมือเจ้าพนักงานไป โดนรุกเร้าจนต้องสารภาพหมดเปลือก ให้ของขวัญปลอบใจผู้บริสุทธิ์เป็นตั๋วจำนำมาแทน อยากได้คืนเอาไปทำมาหากินโดยสุจริตต่อ ต้องไปเสียค่าไถ่เอาเอง …โรงรับจำนำก็ใจดี๊ใจดีรับตึ๊งเอาไว้ หน้าตั๋วเขียนจำนวนเงินไว้ใกล้ชิดราคาของใหม่เอี่ยมที่ซื้อขายในท้องตลาดแบบหายใจรดต้นคอเชียว จะไถ่คืนหรือจะซื้อใหม่ก็ราคาพอกัน มีอย่างที่ไหนคนเอากล้องรุ่นเดียวกันไปจำนำตั้งยี่สิบสามสิบตัว เลนส์อีกเป็นร้อยกระบอก เกือบทุกวัน ไม่สงสัยอะไรแล้วยังจะให้ราคาสูงเท่านี้อีก เอาทองแท่งไปจำนำยังให้ราคาไม่เต็มบาทเลย ใครจะไปเชื่อ

ในที่สุดจำเลยก็เข้าไปนอนในคุกสองปีครึ่งตามระเบียบ ทิ้งให้เจ้าของกล้องสิบกว่าคนเคว้งคว้าง มองตากันปริบๆ ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปไถ่ของ ก็ยังดีที่พนักงานตำรวจผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบแจ้งอายัดของไว้ แลกเปลี่ยนซื้อขายไม่ได้ เอาคืนไม่ได้ เพราะทางโรงรับจำนำรับของไว้โดยบริสุทธิ์ใจ โถ…พ่อตำรวจตงฉินจ๋า ถามดูสักนิดเถอะว่า…มึงน่ะไม่รู้จริงๆเหรอว่าแม่งรับของโจรไว้ กูยังรู้เลย

ดูสิ…กว่าจะทำงานเก็บเงินซื้ออุปกรณ์มาทำงานได้ขนาดนี้ ต้องบากบั่นกันมาไม่รู้เท่าไหร่ เก็บหอมรอมริบกันมากี่ปี บางคนผ่อนยังไม่หมดงวดเลย ดันต้องให้ไปหมกอยู่ในตู้เซฟโรงจำนำ แล้วคราวนี้จะรับงานจะเอาอะไรหาเลี้ยงชีพล่ะ ก็ต้องเช่ากล้องมาถ่าย แล้วเหตุการณ์แบบนี้ใครมันจะให้เช่าง่ายๆเหมือนก่อน ที่สำคัญร้านใหญ่ที่เราใช้บริการประจำ ด๊ันมาโดนชุดใหญ่ไปหลายชุด มายืนเป็นเจ้าทุกข์ชี้ผู้ต้องหาอยู่ด้วยกันข้างๆนี่เอง …หมดกัน เป็นไงล่ะ…ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดของแท้

หลายวันมานี่เลยทำอะไรไม่ถูก นั่งจับเจ่าเหม่อมองท้องฟ้าเรื่อยเปื่อย แต่ในใจนั้นเพลิงแค้นสุมรุมร้อน อยากจะเจอตัวมันเอามาตัดนิ้วบ้าง เอาค้อนตอกนิ้วตีนมันบ้าง ถอนฟันมันซักสิบซี่แบบไม่ฉีดยาชาให้ อยากให้รู้ว่าขาดอวัยวะอะไรไปมันร้าวรานขนาดไหน ไม่ก็เอามันมัดมือมัดเท้าผูกตาไปยัดขดไว้ในกล่องทีวีสักสองสามอาทิตย์ หรือเอามันไปไปใส่ไว้ในถังสองร้อยลิตรแล้วโบกปูนตัวไว้ให้โผล่มาแต่หัว จะได้สำนึกว่าเวลากระดิกตัวไม่ได้จะเป็นยังไง เรียกว่าหากเจอไอ้หมอนั่นแทบจะปลิดชีวิตมันได้ด้วยการถุยน้ำลายใส่หน้า แล้วปล่อยให้พลังความแค้นที่ผสานตัวอยู่กร่อนให้กายมันระเหิดไปต่อหน้าเดี๋ยวนั้นได้เลย นึกถึงเรื่องนี้ทีไรเลือดฉีดขึ้นหน้าทุกที

…นั่งเล่นอยู่หน้าทีวี พอดีเปิดไปเจอหนังเรื่อง Catch Me If You Can ก็นั่งดูแบบเป็นฝ่ายตรงข้ามพี่ลีโอนาโดตลอด แค้นก็แค้น แต่อีตาสปีลเบิร์กมันทำหนังสนุกเหลือเกิน จบเรื่องค่อยสบายใจขึ้นหน่อยว่าเราไม่ได้โดนหนักหน่วงนัก ดูอย่างนาธาน ณ เนปาลนั่นปะไร ทั้งประเทศเป็นไก่ตาแตก ใบจองรถยนต์หรูนั่นอีก หมดกันเป็นหลายล้าน ต่างประเทศก็โดนกันขนานใหญ่อย่างเรื่องระดมเงินทุนเล่นหุ้นก็หายวับ พันธบัตรจอมปลอมก็ใช่ หลักร้อยๆล้าน ของเก่าอย่าง แชร์แม่ชม้อย แชร์ปุ๋ยอินทรีย์ลูกโซ่นั่นอีก สิบๆล้านสมัยก่อนก็ไม่น้อยหรอกนะ กล้องเราหลักแสนบาทนี่กลายเป็นเศษตั๋วรถเมล์ปลิวว่อนในรถเมล์ พขร. พกส. เห็นแล้วยังเมินไม่ใส่ใจเลย

…คิดๆไปเข้าข้างตัวเองสักหน่อยก็จะบอกว่า พวกนั้นน่ะโดนเพราะเป็นเหยื่อของความโลภ อยากมีมากกว่าเดิม ทั้งที่มีมากอยู่แล้ว ยัดลงขันไปเต็มๆ พอความจริงกระจ่างก็น้ำตาเช็ดหัวเข่า แต่เรานี่สิคนทำมาหากินสุจริต ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแรมปี นั่งอยู่เฉยๆมันยังโทรฯมาหลอกถึงบ้าน ให้เอาเลนส์เอากล้องไปใส่พานให้มันจนได้ โดนกันทั่ว …แล้วยังไงหละก็โลภอยากได้เงินเพิ่มเหมือนกันนั่นเแหละ มั่นใจว่าได้ค่าเช่าใสๆ ง่ายๆ …นักต้มตุ๋นมันไม่สนใจว่าจะหลอกใครเฉพาะเจาะจง มันก็ลวงไปทั่ว พูดไปเล่นๆดันมีคนเชื่อ ก็ยิ่งได้ใจ มันกล้าเบ่งตัวใหญ่กว่าเฉพาะกับคนที่ไว้ใจมัน ใครหลงก็เป็นเหยื่อ ใครรู้ทันก็เสมอตัว ถึงไม่เคยโดนใครหลอกเลย เกิดเป็นประชาชนประเทศสารขันฑ์ก็โดนรัฐบาลตุกติกใต้โต๊ะบนโต๊ะอยู่ดี …หยุดเคียดแค้น หยุดตีโพยตีพายได้แล้ว มอบหมายให้ทนายไปดำเนินการตามกฏหมายก็แล้วกัน ผลออกมายังไงก็ตามนั้น เก็บเรื่องนี้ไว้บอกเพื่อนเตือนเผ่า ไว้เป็นอนุสรณ์เตือนสติว่าวันหน้าวันหลังอย่าโลภเกิน

ปลงตกได้ก็ปล่อยมันไปตามทาง ยุคสมัยทุนนิยมสามานย์ขนาดนี้ จะหาเงินง่ายนิดเดียว ไม่ตายคงหาใหม่ได้ เก็บเกี่ยวเรื่องหรรษาบันเทิงใจแบบรายวันดีกว่า…มีถมไป ไม่ต้องหลอกใครเขาด้วย

เอายังไงดีนะ

มกราคม 16, 2010

แวะไปดูแป๊ปนึง…
ไม่ชอบก็กลับ…
ชอบก็อยู่ต่อ…
ชอบมากมาก วันหลังมาอีก…
ข้ามวัน ข้ามคืน ข้ามวัน ข้ามคืน
ข้ามเดือน ข้ามปี

ข้ามทศวรรษ ก็มี

อยากแข่งนักหรือ

มกราคม 16, 2010

ในชีวิตจริงเต่าแพ้กระต่าย
ในชีวิตจริงเต่าก็ไม่ได้แข่

งกับกระต่าย
และกระต่ายก็ไม่ได้แข่งกับเต่า
ในชีวิตจริงเราไม่ได้แข่งกับใคร
ในชีวิตจริงไม่มีใครแข่งกับเรา

ไม่เป็นไร …จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

ของกลาง

มกราคม 16, 2010

คำถาม - คำตอบ
โจทย์ – เฉลย
ปัญหา - วิธีแก้
ทางเข้า - ทางออก

ส่วนหลังนี่เห็นอยู่ทุกวัน ทุกเวลา อะไรต่อมิอะไรมันก็เป็นคำตอบ เป็นเฉลย เป็นวิธีแก้ เป็นทางออกได้ทั้งนั้นแหละ แต่มันจะไปเหมาะสมกับส่วนหน้าได้ด้วยอะไรล่ะ

ส่วนหน้าที่เป็นคำถาม โจทย์ ปัญหา และทางเข้าทั้งหลาย มันเป็นของส่วนตัวต้องหาให้เจอเอง เจอแล้วก็หยิบส่วนหลังมาใช้แบบง่ายๆ ให้เหมาะสมกัน

หรือว่าไงดี

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา