เริ่มมาจากคุณนัท สุมนเตมีย์ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางfacebook status ผมได้อ่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่างๆ พบว่าเป็นมุมมองที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น จึงขอคัดลอกพร้อมนำมาเรียบเรียงอีกครั้ง หรืออยากจะอ่านฉบับเต็มก็ไปที่นี่ครับ http://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=133535723362409&id=297623158447&ref=notif&notif_t=like

Nat Sumanatemeya Fanpage ไปตัดสินรูปประกวดรูปสัตว์ป่ามา ขอบอกว่าเบื่อรูปนกจาบคาคาบแมลงกับนกป้อนกาเหว่ามากๆ Wildlife ในประเทศไทยทำได้แค่นี้หรือ

Nat Sumanatemeya Fanpage ผมเข้าใจว่ารูปที่ได้รางวัลจากการประกวดทุกที่ในโลกนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรไปมากกว่า ภาพที่กรรมการในกลุ่มนั้นชอบตรงกันครับ แต่ลองย้อนกลับไปดูผลการประกวดในรอบเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาดูสิครับ มีปีไหนที่รูปนกจาบคาคาบแมลงไม่ได้รับรางวัลบ้าง … แล้วมีปีไหนที่มีรูปเสือลายพาดกลอน ที่ถ่ายจากธรรมชาติ หรือรูปวาฬแม่ลูกขึ้นกินลูกปลากะตักพร้อมกันแล้วเห็นลูกปลากะตักกระเด็นออกจากปากบ้าง แต่ถ้าเราไม่ก้าวข้ามไป อีก 20 ปี ข้างหน้านกจาบคาคาบแมลงแสงสวยๆก็ยังคงได้รางวัลอยู่ดี เพราะมันพิศเจริญไงครับ

Nok Ratchanok แล้วเกณฑ์การให้คะแนนมีอะไรบ้างเหรอคะ เค้าไม่แบ่งประเภทสัตว์ใช่มั๊ยคะ ว่าเป็นสัตว์ปีก สัตว์บก สัตว์น้ำ

Nat Sumanatemeya Fanpage วันนี้มีผู้แทนจากกรมอุทยานท้วงขึ้นมาอย่างนี้เหมือนกันว่า วาฬเป็นสัตว์น้ำ … แต่มีกรรมการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกกลับไปว่า คุณลองไปเปิดดูสิว่า วาฬทุกชนิดนั้นเป็นสัตว์ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทยค ผมไม่ได้รังเกียจนกจาบคานะครับ แต่ผมสังเกตุมาหลายปีแล้วว่า ถ้าภาพแนวไหนได้รางวัลบ่อยๆ คนที่ล่ารางวัลก็มักจะเดาใจกรรมการว่าน่าจะชอบรูปแนวนี้ ปีถัดมาก็จะเป็นภาพแนวนั้นมากันเต็มไปหมดครับ Nat Sumanatemeya Fanpage วันก่อนมีคนมากระซิบผมว่า Best of show ของ BBC Wildlife ปีนี้เป็น Sperm whale ครับ

Thanaraj Vang ภาพที่ได้รางวัลภาพนกจาบคาคาบแมลงดีเด่นได้แก่…(กลองรัว ตื่นเต้น) ภาพนกจาบคาคาบแมลงครับ (เสียงปรบมือดังก้อง)

Nat Sumanatemeya Fanpage ผมยอมรับอย่างหนึ่งว่าการประกวดภาพงานนี้เป็นงานที่คัดเลือกกรรมการได้ดีทีี่สุดในประเทศนี้ มีวิธีการลงคะแนนที่ยุติธรรมเป็นธรรมและทันสมัยมากที่สุด หากผมรู้สึกว่าในบางครั้งมันอาจจะยากที่จะนำภาพคนละชนิดหรือคนละ catagories มาเปรียบเทียบกันครับ BBC Wildlife เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเพราะเขาแยก Catagories ออกไปเลย นกก็ประกวดกันกับนก สัตว์ป่าก็ประกวดกันกับสัตว์ป่า โลกใต้ทะเลก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง ต้นไม้ก็ประกวดกับต้นไม้ กรรมการในแต่ละชุดก็แยกกันไปเฉพาะทาง ชุดนก ก็นก สัตว์ป่าก็สัตว์ป่า ผุู้จัดเคยถามผมว่าทำไมไม่มีรูปใต้น้ำมาส่งประกวดเลย ผมก็ตอบไม่ได้ ทั้งๆที่เขาก็เปิดรับภาพใต้ทะเลด้วยแต่ perception ของคนเห็นว่าจะต้องเป็นภาพนกและสัตว์ป่าเท่านั้นมั้งครับ กลับมาถึงภาพรวมของภาพที่ส่งเข้ามากันดีกว่า พูดตามตรงว่าผมเปิดดูตามหน้า web ต่างๆเห็นภาพที่มา post กันมากมายที่ดูแล้วทึ่ง แต่ภาพหลายๆภาพไม่ถูกส่งเข้ามาร่วมประกวด ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร แต่คนเมื่อมาดูภาพที่ส่งเข้ามาส่วนใหญ่มักจะเป็นหน้าเดิมๆ ถ่ายภาพแบบเดิมๆ มุมมองก็ไม่ต่างจากเดิมนัก สิ่งที่ผมเห็นอย่างหนึ่งในภาพรวมของเมื่อวานนี้คือมีกลุ่มผู้ส่งภาพเข้าประกวดกลุ่มหนึ่งที่ส่งมาจากชลบุรี ได้ส่งภาพนกที่มีการ harassment ลูกนกอย่างชัดเจนเข้ามาประกวด และคณะกรรมการได้ตัดออกไปจากการประกวด ทันทีเพราะไม่อยากให้เป็นแบบอย่างที่ไม่ถูกสำหรับการถ่ายภาพธรรมชาติ

Thanaraj Vang ก็เห็นได้ชัดเจนในวงการประกวดประชันระดับโลกหลายเวที อย่างเทศกาลหนังคานส์นั่นไง หากไม่ได้มีทิม เบอร์ตันเป็นคณะกรรมการตัดสิน ลุงบุญมีฯจะเข้าถึงอันดับหนึ่งหรือเปล่า ฉะนั้นการคัดเลือกรสนิยมและการมองโลกของกรรมการก็เป็นตัวบอกได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังดีที่คานส์เปลี่ยนคณะกรรมการทุกปี เปลี่ยนมุมมองทุกปีและยึดเอาความหลากหลายเป็นที่ตั้ง ในขณะที่เรายึดเอาความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหน้าเดิมๆโดยตลอด วิธีการเล่าเรื่อง เทคนิค สี และอารมณ์เดิมๆก็ได้รับคัดเลือกอยู่ดี การตัดสินภาพสัตว์ป่ามีผู้ตัดสินที่เป็นคนในสายแฟชั่น สถาปัตยกรรม นักดนตรี นักเขียนหรืออะไรอื่นๆที่มีมุมมองสุนทรีย์ที่ต่างออกไปเป็นส่วนร่วมบ้างหรือเปล่า การเปิดรับภาพในวงกว้าง คณะกรรมการควรจะมีมุมมองกว้างด้วยเช่นกัน … “ผมเข้าใจว่ารูปที่ได้รางวัลจากการประกวดทุกที่ในโลกนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรไปมากกว่า ภาพที่กรรมการในกลุ่มนั้นชอบตรงกันครับ” ผมเห็นด้วยกับอ.นัทอย่างยิ่งครับ

Thanaraj Vang ขอมอบรางวัลเกียรติยศให้นกจาบคาคาบแมลงผู้มีคุณูปการแก่วงการสัตว์ป่าไทยมาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา …ฮา

Nat Sumanatemeya Fanpage ผมย้อนกลับนึกไปถึงการประกวดภาพของสมาคมถ่ายภาพเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนที่มีพระเดินเรียงแถวกัน ไม่ใช่ภาพนั้นไม่ดี ไม่งาม ไม่สวย นะครับ แต่การทำซ้ำ บ่อยๆ โดยไม่คิดจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง หาแนวทางอะไรใหม่ๆบ้างนั้น ทำให้คุณค่าของมันลดลง วิธีการศึกษางานด้านศิลปะ(ถ้ายอมรับว่าการถ่ายภาพเป็นศิลปะ) ในบ้านเราคืองานช่างที่ต้องหัดลอกแบบครู จนทำได้เหมือน ถึงจะเป็นผู้สืบทอดงานช่างไป ในขณะที่โลกตะวันตกอาจจะคิดคนละแบบกัน งานศิลปะที่ดีจะต้องเป็นงานที่มี signature เป็นของตนเองที่ชัดเจน ผมชื่นชมครูถ่ายภาพที่สร้างสรรค์ผลงานไว้เมื่อค่อนศตวรรษที่แล้วครับ แต่สิ่งที่คนรุ่นเราและคนรุ่นต่อๆไปควรจะต้องทำก็คือ พัฒนางานแตกยอดต่อไป ให้เกิดความแตกต่างและหลากหลายครับ

Oon Oontezuma ที่มาของกรรมการก็มีผลครับ ผมเคยไปรับรางวัลครั้งนึง เห็นคนที่ได้ที่สองมากับพวกกลุ่มใหญ่ และสนิทสนมกับกรรมการบางคนมาก พูดคุยเสียงดัง และอวยกันเอง วิจารณ์ภาพคนอื่นแบบ… บางครั้งพอเห็นรายชื่อกรรมการผมจะเฉยๆ ไม่ค่อยอยากส่งภาพเท่าไหร่

Oon Oontezuma อือ.. เคยจัดประกวดในชมรม มีน้องคนนึงส่งรูปตำรวจรับสินบน..ภาพชัดเจนองค์ประกอบก็โอ จึงสร้างความลำบากใจในการตัดสิน รู้ว่าถ่ายยาก เทคนิคต้องแม่น (นานแล้วสมัยกล้องฟิล์ม) และต้องกล้าด้วย แต่มันก็คงไม่พิศเจริญมั้งครับ เลยตกไป

Thanaraj Vang มันตัดสินความงามกันด้วยเกณฑ์อะไรครับ …ใครรู้ช่วยบอกคณะกรรมการเหล่านั้นด้วย ๕๕๕๕ ผมเชื่อว่าการประกวดแต่ละงานควรมุ่งให้ “สาร” ที่อยู่ในผลงานส่งต่อไปยังผู้ชมได้ทั่วถึง โดยอาศัยแรงกระเพื่อมจากการชนะรางวัลเป็นตัวช่วย และความงามเป็นแรงดึงดูดให้เข้ามาชม ส่วนงานที่เข้าร่วมทั้งหลายก็เป็นแหล่งข้อมูลที่บอกว่าคนกำลังคิดอะไรกันอยู่ แสดงความคิดเห็นกันไป เมื่อไหร่ที่คนส่งประกวดเฮโลทำงานเอาใจกรรมการ เมื่อนั้นการประกวดก็สิ้นค่า เพราะภาพที่มาด้วยอาการเลียแข้งเลียขา(เลยไปถึงขั้นเลียตูด)กรรมการก็จะเป็นกองพะเนิน เหมือนภาพเดียวแต่มีเป็นร้อยใบ ให้มานั่งตรวจว่ามันต่างกันยังไง อย่างนั้นเหรอ …เสียเวลาเปล่าครับ …หนังดีโคตรสนุกเรื่อง The Insider ที่วิพากษ์วงการบุหรี่ยับเยิน ก็ไม่ได้รางวัลอะไรเลยครับ

Wissanu Wisetputtasat ขอแนะนำตัวก่อนครับผมชื่อยูครับพี่นัทรุ่นน้องพี่เบิดjmlมาจากชลบุรีครับ ผมเป็นคนนึงที่ชื่นชอบภาพของพี่ๆหนุมานมากครับ และเป็นคนนึงที่ส่งเข้าประกวดงานนี้เหมือนกัน ผมว่าหลายๆครั้งที่ภาพผมตกรอบผมรู้แล้วครับว่าอะไรครับพี่นัท อ่านข้อความของพี่นัทถึงได้รู้ว่าคืออะไร สงสัยภาพผมที่ตกรอบอยู่บ่อยๆเพราะว่ามันไม่พิศเจริญมั้งครับพี่นัท

Baramee Temboonkiat สนามการประกวดไม่ว่าระดับไหน ดีทั้งนั้นครับด้วยจุดประสงค์ที่สร้างขึ้นมา แต่คนต่างหากครับที่ทำให้หลายๆอย่างแปรผันไป แต่ขั้นตอนแรกเราต้องให้เกียรติตัวเองก่อน ผมบอกตามตรงนะครับ คนที่ส่งภาพประกวดที่ล่ารางวัลและส่งทีละหลายๆชื่อนี่ นอกจากจะไม่ให้เกียรติตัวเอง เอาเปรียบคนอื่น และยังไม่ให้เกียรติกรรมการอีกด้วย … เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้า

Baramee Temboonkiat …ลืมไปครับ….ส่วนตัวผมว่า….พระเดินเรียงแถว….สวยครับ….พระปักกลดเป็นหมู่คณะ….ก็สวยครับ….แต่เพียงแต่ในบางเหตุการณ์ งงครับ พระจะมาปักกลดรอแสงทไวไลท์ทำไม…ผมว่า “สาร” ในภาพมันขำๆนะ…ผมว่ามันสวยแต่มันไม่จริงครับ…บางทีเซทกันจนเกินไป…ผมว่าพอเห็นนานๆมันยิ่งจำเจ….น่าเบื่อ…บางทีเห็นภาพฝรั่งถ่ายพระ….อารมณ์มันต่างกัน…ฟิลในภาพมันต่างกัน….องค์ประกอบไม่ลงตัวแต่อารมณ์มันจี๊ดเลย….ส่วนภาพที่เราคุ้นๆกันอารมณ์แบบนิมนต์มาทั้งวัดนั้นบางภาพสวยองค์ประกอบไม่มีที่ติ….แต่ผมว่ามันขาด “ความจริง” และเราก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้กันจนชิน…ในชั่ววินาทีที่ความจริงกับความสวยงามมาเจอกันบางทีมันมีแป็บเดียวครับ….แต่ถ้าอยากถ่ายแบบความลวง…จะจัดยังไงสั่งยังไงได้หมดละครับ

Thanaraj Vang ภาพบางภาพที่เห็นกันอยู่ว่าเป็นภาพ snapshot หรือ street หรือ ภาพธรรมชาติ หลายๆภาพระดับโลกก็มีการเปิดเผยหลังไมค์ว่าเป็นภาพที่เซ็ทถ่าย แต่ด้วยฝีมือของช่างภาพผู้ชำนาญ ก็ลวงผู้ชมจนคล้อยตามได้ จรรโลงอารมณ์ได้เช่นกัน …กรณีมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ยิ่งน่าสนใจ ภาพถ่ายที่เผยแพร่ให้ชาวโลกรับรู้ถึงความสำเร็จนั้น คนไปถึงดวงจันทร์ได้แล้วก็ยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ถ้าไม่ได้ไปจริง แล้วแต่งเรื่อง แต่งภาพออกมาลวงคนจนถึงทุกวันนี้ได้ โอ้โห ผมเป็นคณะกรรมการก็ให้รางวัลเหมือนกันนะครับ ก็มันโคตระยิ่งใหญ่กว่าไปเหยียบดวงจันทร์เป็นไหนๆ ต้องใช้จินตนาการก้อนมหึมาจริงๆถึงทำได้ขนาดนี้ และก็ยังทำกันออกมาอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนรูปแบบไปอีกเรื่อยๆ …ผมจึงเห็นว่ามันไม่ใช่ประเด็นที่ภาพมันได้มาด้วยวิธีการอะไร ทว่ามันแนบเนียนขนาดไหน มันซ้ำกับของใครหรือเปล่า มันมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชมหรือเปล่าต่างหาก …ฟังพ่อกับแม่โม้ให้คนอื่นฟังเรื่องลูกเรียนหนังสือเก่ง มาหลายสิบปี ไม่เบื่อหรือไงครับ …แต่ก็ยังเห็นด้วยกับคุณ Baramee Temboonkiat อยู่นะครับที่ว่ามันไม่เซ็ทน่ะ ดูน่ารักที่สุดเลย

ฤดูฝนยังมาทำงานอย่างซื่อสัตย์ไม่มีวี่แววว่าจะเข้าสายหรือเลิกก่อนเวลา
หนำซ้ำปีนี้ท่านเทวดาอาจทำโอทีอีกต่างหาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ให้
เด็กนักเรียนปิดเทอมหน้าฝน เค้าคงไม่รู้หรอกครับว่าการไปกลับโรงเรียน
ในสภาพฝนฟ้ากระหน่ำมันเป็นยังไง นอกจากจะเปียกปอนกันแล้วยังต้องมา
ติดแหงกบนรถเมล์เป็นชั่วโมงๆแถมต้องทนจากสารพัดกลิ่นไม่พึงประสงค์
จากผู้โดยสารรอบข้างอีกด้วย

บรรยากาศที่โรงเรียนก็เริ่มคึกคักขึ้นเป็นลำดับ หลายกิจกรรมของมอหกเ
ริ่มประดังขึ้นมา งานกีฬาสีที่เป็นเหมือนงานหลักก็ต้องเจียดเวลามาให้งานอื่นๆ
ที่เป็นประเพณีของมอหกทุกรุ่นจัดกันมาทุกปีก็คืองานคอนเสิร์ท โดยทั่วไปทุกรุ่น
ตั้งแต่มอสี่ขึ้นไปเค้าจะมีวงประจำรุ่นเอาไว้โชว์ศักยภาพความสามารถด้านการดนตรี
บางรุ่นมีสองสามวงด้วยซ้ำ งานคอนเสิร์ตจะมีมอหกเป็นตัวตั้งถือว่าเป็นเจ้าภาพ
เจ้าของงานแล้วอาจจะมีวงจากมอสี่มอห้าเป็นศิลปินรับเชิญ สถานที่จัดคอนเสิร์ท
ก็คือโรงอาหารเรานี่แหละครับ เอาโต๊ะกินข้าวออกเคลียร์พื้นที่เอาเวทีมาตั้งซะ
จัดการปิดกระจกโดยรอบด้วยผ้าดำหรือกระดาษหนังสือพิมพ์แค่นี้ก็แปลงสภาพเป็น
indoor stadium เรียบร้อย

มอหกทั้งระดับชั้นนัดประชุมกันเรื่องงานคอนเสิร์ท นำโดยท่านประธานนักเรียนไอ้ต้อม
ทุกคนลงความเห็นว่ายังไงเพื่อศักศรีดิ์รุ่นเราตายเป็นตายก็ต้องจัด คำถามต่อมาคือเรา
จะเอาวงอะไรไปเล่นเพราะรุ่นเราขึ้นชื่อว่า “เรื่องเรียนไม่เด่น เล่นกีฬาไม่ดี ดนตรีก็ไม่เอา
เน้่นเมาเป็นหลัก “(อันหลังผมเติมเอง) รุ่นผมเนี่ยเรียนก็ไม่เก่ง กีฬาก็งั้นๆยิ่งดนตรีจะมี
ก็แต่พวกมือกีตาร์ประจำวงเหล้า แต่ถ้ามาวัดกันเรื่องชั่วๆหรืออบายมุขต่างผมว่าจาก
ประวัติศาสตร์โรงเรียนยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมารุ่นผมไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน กว่าจะเข้า
เรื่องกันได้ที่ประชุมสรุปมอบหมายงานดังนี้ ไอ้ป๊อปที่พอจะดูเล่นดนตรีเป็นมากที่สุดรีบ
ไปจัดการเตรียมวงมาซะมีเวลาก่อนเล่นคอนเสิร์ตประมาณเกือบสองเดือน ไอ้ป๊อบรับ
ข้อเสนอที่มันปฏิเสธไม่ได้ผมว่ามันแทบเอาตีนก่ายหน้าผากเลยหละ โอ๋ จุ๊บ เหมียว
เป็นฝ่ายการเงิน จัดการเตรียมเรื่องการพิมพ์บัตรและเก็บเงิน พวกบ้านรวยอย่างไอ้หมี
เอ้ แหวน หนูนา ช่วยกันหารายได้ ถ้าขอสปอนเซอร์ใครไม่ได้หมายความว่าให้ไปไถตัง
พ่อแม่มันมา รายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช่จ่ายพวกเราลงความเห็นว่าจะเก็บไว้เป็นเงินรุ่น
เพื่อทำกิจกรรมอีกเยอะแยะสำหรับอีกเทอมกว่าๆที่เหลือ ยังไม่หมดครับขนาดแผนก
สำคัญคือฝ่ายสถานที่และการจัดเตรียมงาน หวยมาลงที่ผมกับไอ้เม ฝ่ายผมเนี่ยเรียก
ง่ายๆว่าเป็นแผนกทั่วไปจะตรงกว่าคือทำทุกอย่างที่พวกมันไม่ทำกัน ไม่เป็นไรขอให้ไม่
เกี่ยวกับเรื่องเรียนผมไม่เกี่ยงอยู่แล้ว ส่วนท่านประธานต้อมจะช่วยประสานงานกับทาง
โรงเรียนและดำเนินการขออณุญาติจากอาจารย์ใหญ่โดยตรง มือชั้นประธานแล้ว
ไว้ใจได้( มันบอกพวกเราอย่างนั้น)

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแต่ละฝ่ายกลับมาประชุมอีกทีโดยพร้อมหน้า เรารายงานผลความ
คืบหน้าของแต่ละแผนก เรื่องที่น่ายินดีคือไอ้ป๊อบตั้งวงได้แล้วจากการรวมตัวเกือบ
สิบชีวิต บางคนมันต้องแทบไปอ้อนวอนเช่น คุณหนูนัทที่สุดแสนจะเป็นเด็กเรียน
ตั้งแต่เล็กจนโตเล่นเปียโนคลาสสิคมาตลอดไม่รู้ไอ้ป๊อปไปกล่อมยังไงนัทยอมและกล้า
ที่จะมาเล่นกับมัน ไอ้ป๊อปบอกว่าเริ่มซ้อมกันได้ครั้งนึงแล้ว มันว่าวงขอทานตาบอด
ใต้สะพานลอยยังเล่นเพราะกว่าอีก พวกเราให้กำลังใจมันบอกว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง
ไม่ต้องห่วง ส่วนโอ๋เอาแบบที่จะทำบัตรมาให้ดู พิมพ์ง่ายๆเหมือนนามบัตรเพราะ
ไม่อยากลงทุนสูง ค่าเข้างานคิดว่าจะเก็บคนละสิบบาทน่าจะพอดีไม่แพงหรือถูกไป
ที่ประชุมอนุมัติตามนั้น ฝ่ายบ้านรวยทั้งหลายมันก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
คือไถเงินบริษัทพ่อแม่มาเรียบร้อย ฝ่ายผมและไอ้เมก็แถลงผลงานว่าผมได้ไปปรึกษา
พวกรุ่นพี่เราที่อยู่คณะนิเทศฯได้คำแนะนำมาเยอะแยะ เวทียืมของมหาลัยได้ ระบบ
สีเสียงเทคนิคพิเศษพวกพี่เค้าจะมาช่วยดูให้ เรื่องจัดสถานที่คิดไว้ในหัวหมดแล้ว
ฟังแต่ละแผนกแล้วคอนเสิร์ตเราน่าจะไปได้ด้วยดี ที่สำคัญต้องยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา
สุดท้ายท่านประธานต้อมออกมาสรุปให้ฟังสั้นๆกระชับแต่ได้ใจความว่า
“ อาจารย์ใหญ่ไม่ให้จัด” ทุกคนอึ้งที่ประชุมตกอยู่ในความเงียบประมาณห้าวิ
ไอ้เมโพล่งขึ้นมาโวยวายตามประสามัน มันว่าเดี๋ยวมันจะเล่นให้เละเลยคอยดูวันนี้ถ้า
รถอาจารย์ใหญ่ยางไม่แบนสี่ล้อให้เรียกมันว่าไอ้ลูกเต่าได้เลย ( ผมไม่เข้าใจว่าลูกเต่า
มันดูน่าอายหรือต่ำต้อยตรงไหน ) ทุกคนช่วยกันห้ามเพราะรู้ว่ามันเอาจริงและเคยทำ
จริงมาแล้ว โอ๋ที่ดูจะเป็นเรื่องเป็นราวที่สุดถามท่านประธานต้อมว่าเรื่องเป็นยังไงอยู่ดีๆ
ทำไมถึงมาห้ามรุ่นเรารุ่นอืื่นก็จัดกันมาทุกปี ไอ้ต้อมแถลงหลังจากอมพนำอยู่นาน
มันเล่าให้ฟังว่าเมื่อสองวันก่อนพอดีมีประชุมกรรมการโรงเรียนหลังจากเค้าเลิกกันมันก็
ขออณุญาติอาจารย์ใหญ่บอกว่ามีเรื่องของมอหกอยากคุยด้วย แล้วก็เล่าสาธยาย
โปรเจ๊คท์พวกเราให้แกฟัง แกก็ฟังไปยิ้มไปจนมันเล่าจบอาจารย์ใหญ่บอกว่าคณะ
อาจารย์เพิ่งประชุมกันก่อนหน้านี้วันนึงว่าไม่อณุญาติให้นักเรียนจัดกิจกรรมใดใดที่
โรงอาหารอีกเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมาหลังจากจัดงานกันทุกครั้งโรงเรียนต้องเสีย
งบประมาณมากมายในการซ่อมโต๊ะ เก้าอี้ บางครั้งกระจกแตกก็มี แล้วแกก็เดินจาก
ไอ้ต้อมไป เรื่องใหญ่แล้วซิครับ เสียหน้าแน่ๆถ้ารุ่นเราไม่มีคอนเสิร์ท ที่ประชุมเริ่มช่วย
กันระดมความคิดหาทางออกกัน ไอ้ป๊อปเสนอว่าเราจะแต่งเพลงประท้วงดีไม๊เนื้อหา
หนักๆถึงความไม่ยุติธรรมเหมือนพวก น้าจอห์น เลนน่อน หรือน้าแอ๊ด คาราบาวเค้า
ทำกันให้โลกได้รับรู้เลย ที่ประชุมมีความเห็นว่ามึงเอาเวลาไปซ้อมดนตรีให้เล่นดีกว่า
วงขอทางก่อนเถอะ ไอเดียไอ้ป๊อปถูกพับไป ไอ้หมีเสนอว่าถ้าเค้าไม่ให้จัดโรงอาหาร
เราไปจัดกลางแจ้งเลยไม๊ กลางสนามบอลแบบเวทีโลกดนตรีหรือเจ็ดสีคอนเสิร์ท
ทางฝ่ายการเงินและฝ่ายรายได้แย้งมาว่าจะเก็บบัตรยังไงที่โล่งขนาดนี้ ท่านประธาน
ต้อมสรุปว่าไม่มีทางแน่ๆเพราะสนามบอลโรงเรียนเพิ่งปรับปรุงอาจารย์ใหญ่หวง
ยิ่งกว่าลูกสาวอีก ปกติก็ไม่ค่อยให้นักเรียนลงไปเล่นอยู่แล้วสงสัยแกจะทำสนามบอล
ไว้แค่ประดับโรงเรียน ถึงตาผมบ้างผมเสนอว่าใต้ถุนตึกบริหารเป็นไง ถ้าเราเปิด
ประตูบานพับตรงห้องประชุมใหญ่มันก็จะได้พื้นที่พอสมควร อาจกว้างไม่เท่า
โรงอาหารแต่ได้เรื่องความยาว ตรงช่วงโถงใต้ถุนก็หาผ้าดำหรืออะไรก็ได้มาปิดใ
ห้แสงไม่เข้าและกันคนได้ด้วย ที่ประชุมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นว่านานๆผมจะพูดจา
มีสาระได้เรื่องได้ราวกับเค้าบ้างไอ้เมสนับสนุนความคิดผมแบบสุดตัว มันบอกถ้าทาง
โรงเรียนอณุญาติให้ใช้ได้มันจะเนรมิตใต้ถุนตึกให้กลายเป็น MBK HALL
ทุกฝ่ายเห็นดีเห็นงามด้วย เหลือแค่ไอ้ต้้อมที่ต้องไปเจรจากับทางอาจารย์ใหญ่
คราวนี้ไม่รู้ลมปากมันจะได้ผลรึเปล่าคงต้องเอาใจช่วยกันทุกคน

ในช่วงนี้งานกีฬาสีดูจะตกเป็นรอง พวกเราหันมาทุ่มให้กับงานคอนเสิร์ทที่ต้องเกิด
ขึ้นก่อน ผมเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอน้องผึ้งบ่อยนัก ยิ่งกับดาวคุยกันครั้งสุดท้าย
เมื่ออาทิตย์ก่อนไม่น่าเกินห้านาที ผมยั้งปากไว้เรื่องที่จะชวนดาวมาดูคอนเสิร์ท
ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะชวนดีไม๊ ดาวอาจเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ เสียเวลาเรียนพิเศษ
ของดาวเปล่าๆ สำหรับน้องผึ้งผมเตรียมบัตรไว้ให้เธอแล้วครับ

ระหว่างที่เรารอคำตอบจากทางอาจารย์ใหญ่ การเตรียมงานของเราก็ไม่หยุดนิ่ง
วงไอ้ป๊อปเริ่มเล่นได้ดีกว่าวงขอทาน ผมแวะไปดูมันที่ห้องซ้อมตรงตีนสะพานหัวช้าง
วงรุ่นเราเป็นส่วนผสมที่ไม่ลงตัวที่สุด ไม่นึกว่าคนเหล่านี่้จะมาอยู่ร่วมกันได้ วงดนตรี
ที่มีสมาชิกประมาณหนึ่งทีมฟุตบอล สองในนั้นคือพวกท๊อปเทนของฝ่ายกิจการนักเรียน
อีกสองคนน่าจะใช้เวลาว่างกับตำราเรียนหรืออยู่ในห้องสมุดมากกว่า มือคีย์บอร์ดที่
ปกติแล้วควรอยู่หลังแกรนด์เปียโนในห้องโถงที่มีระย้าแชนด์เดอร์เลียแขวนอยู่
มือกลอง”ไอ้แหนม” ที่ร่างของมันทำให้กลองชุดใหญ่กลายเป็นของเด็กเล่น ไม่พอครับ
วงมันมีเพอร์คัสชั่นกะเค้าด้วย (ที่จริงมีแค่กลองแบบรถผ้าป่า ) บรรเลงโดยไอ้แป๊ะ
เจ้าของฉายา”จังหวะนรก”ยังไม่รวมนักร้องรับเชิญและไม่ได้รับเชิญอีกสี่ห้าคน
วงรุ่นเราเล่นได้ดีกว่าที่ผมคิดครับ เห็นอย่างนี้ก็หมดห่วงเรื่องดนตรี เห็นความตั้งใจและ
ทุ่มเทของทุกคนแล้วผมว่างานนี้สนุกแน่ๆ แต่มีอย่างนึงที่ผมกับไอ้เมหนักใจคือเรื่อง
ขนาดของเวทีที่จะสามารถบรรจุนักดนตรีและเคร่ืองดนตรีครบชุด ดูท่ามันต้องใหญ่
ประมาณเวทีลูกทุ่งที่มีหางเครื่องเป็นร้อยชีวิต

ผมกับไอ้เมเทียวเข้าเทียวออกคณะนิเทศฯวันละหลายรอบ เราแวะไปคุยกับรุ่นพี่
เรื่องระบบแสงสีเอาตรงๆก็คือไปขอความช่วยเหลือเพราะถึงแม้เราจะไถเงินพ่อแม่
เพื่อนมาได้บ้างแต่ก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายต่างๆอยู่ดี ตอนนี้ทุกฝ่ายพร้อมแล้วครับ
เหลือแค่รอคำตอบจากทางโรงเรียน พวกเราตั้งความหวังกันไว้สูง อยากทำงานนี้
ให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่ความสามารถพวกเราจะมี อยากทำให้ดีกว่าปีก่อนๆ
อยากให้ทุกคนทั้งในและนอกโรงเรียนเห็นว่ารุ่นเราถ้าลองตั้งใจจะทำอะไรดีๆซักอย่าง
มันก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน สำหรับพวกเรามันไม่ใช่แค่คอนเสิร์ทแต่มันเป็นการ
พิสูจน์ตัวพวกเราเอง แต่ผมก็แอบเผื่อใจเล็กๆไว้สำหรับความผิดหวัง ยังไงก็ตาม
สิ่งที่ผมเห็นมาตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมามันมีคุณค่ามหาศาลสำหรับผมมากกว่า
คอนเสิร์ทนี้ การร่วมแรงร่วมมือกันของเพื่อนทุกคน ความเสียสละเวลาอันมีค่าของ
แต่ละคน โดยเฉพาะสิ่งที่ทุกคนหยิบยื่นให้กันแบบไม่มีตระหนี่ถี่เหนียว สิ่งที่เราเรียก
มันว่า “น้ำใจ” ไงล่ะครับ

เคยไหมที่คุณตื่นนอนยามเช้า ครึ่งหลับครึ่งตื่น สวมเสื้อราวกับคนไร้วิญญาณ เมื่อกลัดกระดุมเสร็จแล้วก็พบว่าชายเสื้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน

คุณ กลัดกระดุมผิดทั้งแถว!

มันเริ่มจากการที่คุณไม่รู้ว่าคุณกลัดเม็ดแรกผิด แล้วกลัดต่อไปทีละเม็ดอย่างถูกต้อง เมื่อกลัดกระดุมเสร็จสิ้น ก็ผิดทั้งหมด

ในตัวอย่างนี้ ความไม่รู้ทำให้คุณ ‘ กลัดกระดุม ‘ ผิดทั้งแถว!

เคยไหมที่คุณเก็บเนื้อในตู้เย็นนานข้ามปีจนเนื้อหมดอายุ แต่ไม่ยอมทิ้ง เพราะเป็นเนื้อจากต่างประเทศ ราคาแพง คุณปรุงอาหารจนเสร็จ เมื่อกินแล้วไม่อร่อยหรืออาหารเป็นพิษ

ในตัวอย่างนี้ ความเสียดายทำให้คุณ ‘ กลัดกระดุม ‘ ต่อไป ทั้งที่รู้ว่าเม็ดแรกผิดรู!

เคยไหมที่คุณสมัครเรียนสายวิชาที่คุณไม่ชอบ ไม่ว่าเพราะพ่อแม่บังคับ หรือไม่รู้จะเรียนอะไรนอกเหนือจากสายนั้น คุณสอบได้ ลงทะเบียนเรียนผ่านไปทีละเทอม ทีละปี จนจบ คุณได้รับปริญญาบัตร หางานที่เกี่ยวข้องกับสายวิชาที่ร่ำเรียนมา แล้วทำงานไปทีละวันๆ ทีละเดือนๆ
ทีละปีๆ จนวันหนึ่งคุณก็หมดแรง และยอมรับว่าคุณ ‘ กลัดกระดุม ‘ ผิดมาตั้งแต่เม็ดแรก

ในตัวอย่างนี้ ความละเลยทำให้คุณดันทุรัง ‘ กลัดกระดุม ‘ เม็ดต่อไปทั้งที่รู้ดีว่ากลัดเม็ดแรกผิด

กระดุมเม็ดแรกสำคัญอย่างยิ่ง มันเป็นรากฐานของกระดุมเม็ดที่สอง สาม สี่… กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดหมดทั้งแถว ผิดทั้งยวง และอาจจะผิดทั้งชีวิต!

ตึกรามบ้านช่องไม่ว่าจะออกแบบสวยงามเพียงไร หากคำนวณฐานรากไม่ถูกต้อง วันหนึ่งก็เอียงล้ม

เด็กไม่ว่าฉลาดเพียงไร หากเอาแต่เล่นเกม ดูแต่หนังรุนแรง เอาแต่ใจตัวเอง โตขึ้นก็อาจเป็นปัญหาภาระที่สังคมต้องแบกรับ

ซื้อรองเท้ายี่ห้อดังมาแล้ว ถึงคับก็ทนสวม ไม่นานก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องเท้าเจ็บ

เพื่อนให้ขนมเค้กจากร้านที่มีชื่อเสียง จะให้คนอื่นก็เสียดาย จึงฝืนกินเข้าไปทั้งที่อ้วนอยู่แล้ว ผลที่ตามมาคือร่างกายเสียหาย

คุณอาจยอมปล่อยบางปัญหาไป หลับตาข้างหนึ่งแล้วหวังว่าปัญหานั้นจะละลายหายไปเอง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องแก้ปัญหานั้นอยู่ดี ทั้งยังต้องจ่ายราคาค่าแก้ปัญหามากกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก เช่น การใช้ชีวิต การศึกษา การทำงาน ความรัก ไปจนถึงระดับมหภาคเช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ไม่ว่าจะด้วยความไม่รู้ ความปล่อยปละละเลย หรือความเสียดาย หรือเหตุผลใดก็ตาม หากกลัด ‘ กระดุม ‘ เม็ดแรกผิด
ทุกสิ่งที่ทำถูกต้องหลังจากนั้นจะกลายเป็นผิดไป!

การแก้ปัญหาของการ ‘ กลัดกระดุมผิดเม็ด ‘ นี้มีทางเดียว คือ ปลด ‘ กระดุม ‘ ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่

การไม่รู้เป็นเรื่องหนึ่ง การรู้แล้วยังทำต่อไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หลายคนทำงานตามคำสั่งทั้งที่รู้ว่า ‘ กระดุมเม็ดแรก ‘ ไม่ตรงรูกระดุมของมัน กว่าจะรู้ตัว ก็กลายเป็นปัญหาลูกโซ่

หลายๆ ระบบในสังคมเช่น ระบบการเมือง การศึกษา ฯลฯ ดำเนินมานานปีทั้งที่เรามองเห็นปัญหา แต่ก็ดำเนินต่อไปทั้งด้วยความไม่รู้
ความเขลา ความปล่อยปละละเลย ด้วยความเชื่อว่าอย่างนกกระจอกเทศว่า มุดหัวลงดินสักพัก เดี๋ยวปัญหาก็หายไป แต่ปัญหาไม่เคยหายไป
มีแต่สะสมด้วยดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งแก้ไขช้า ราคาแก้ไขยิ่งแพง บางครั้งการตัดใจเข้าห้องผ่าตัดปฏิรูปตัวเองก็เป็นทางแก้ที่ถูกต้อง

ยอมตัดใจตัดวงจรเดิมนั้นทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่ เพราะความเสียหายในระยะยาวน้อยกว่า ประหยัดเวลาโดยรวมมากกว่า

ทุกๆ หลายก้าวที่เดินหน้า เราควรหยุดและทบทวนดู ‘ กระดุม ‘ ของเรา หรือของสังคมว่ากลัดถูกรูไหม ถ้าไม่ก็อย่ารอช้า ปลด ‘ กระดุม ‘
ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่

วินทร์ เลียววาริณ
22 พฤษภาคม 2533

ผู้ทำผิดแล้วไม่แก้ไข กำลังทำผิดอีกครั้งหนึ่ง

ขงจื๊อ

ในเวลาต่อมา…

ขั้นต่อไปคือ เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าควรจะเลือกใช้รูรับแสงแคบ กลาง หรือกว้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้เวลาเปิด-ปิดม่านเร็ว กลาง หรือนาน แล้วความไวแสงไหนล่ะ อะไรเป็นหลัก

มีกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจได้ง่ายๆ มีอยู่เพียง 3 ข้อ ขอเลี่ยงที่จะอธิบายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะจะทำให้งงงวย จะคงไว้เฉพาะที่นำไปใช้งานได้เลยดีกว่า …ตามนี้นะ

1. รูรับแสงควบคุมช่วงความชัด (depth of field – เด็พธ์ ออฟ ฟีลด์) หรือที่มีชื่อเล่นว่าชัดตื้น-ชัดลึกนั่นไง (อันนี้อธิบายอีกแบบนึง) → http://www.facebook.com/notes.php?id=658034739

รูรับแสงกว้าง – เลขน้อย – ชัดตื้น
รูรับแสงแคบ – เลขมาก – ชัดลึก (ยิ่งเล็กยิ่งลึก)

…ช่วงความชัดคือ”ระยะความคมชัดที่รับได้”ในภาพ ความชัดกินระยะมากก็ชัดลึก ชัดน้อยๆก็ชัดตื้น จะถ่ายวิวกว้างๆ ถ่ายตึก ถ่ายพื้นที่ทั่วๆ ก็ปรับให้ชัดลึก จะถ่ายให้ชัดแค่คน นอกเหนือจากนั้นไม่คมนัก ก็ปรับมาใช้ชัดตื้น เป็นต้น (หมุนเลือกรูรับแสงแล้วกดปุ่ม DOP preview ดู กดดูมั่งหรือยัง) ส่วนใครจะลองดูแบบที่คนอื่นไม่นิยมก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ กล้องกับเลนส์ก็ของเรา เวลาถ่ายก็ของเรา ภาพก็ของเรา จะถ่ายอะไรแบบไหนอย่าให้ใครมาสั่งได้ …มีอีกสองอย่างที่ส่งผลกับระยะชัดตื้นชัดลึกเหมือนกัน(แต่ไม่มากเท่ารูรับแสง)คือ ขนาดทางยาวของเลนส์ เช่น เลนส์มุมกว้าง จะชัดลึกง่ายกว่า เลนส์มุมแคบ จะชัดตื้นง่ายกว่า และระยะห่างระหว่างเลนส์กับสิ่งที่จะถ่าย คือยิ่งอยู่ใกล้กล้องยิ่งชัดตื้นง่ายๆ อยู่ไกลกล้องก็ชัดลึกสบายๆ
ลองดูสิ

2. ความเร็วม่านควบคุมความสั่นไหว (motion – โมชั่น) สิ่งต่างๆเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเรา จะจับมันมาอยู่ในภาพแบบไหน…แบบนี่งๆหรือจะให้เห็นความเคลื่อนไหวด้วย ไม่ยากเลย คนหรือสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวก็ถ่ายให้มันนิ่งๆ ก็ออกมาตามจริง คอยระวังอย่าให้มือสั่นก็ได้แล้ว อะไรที่มันเคลื่อนด้วยความเร็วสูงก็ใช้ความเร็วม่านสูงๆบันทึกให้มันหยุดสนิท หรือจะเปิดช้าอีกนิดปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวบ้าง ก็ทำให้ภาพทำให้เรื่องราวน่าสนใจขึ้นอีก แล้วแต่จุดมุ่งหมาย…ของใครของมัน

ความเร็วสูง – เลขมาก – ภาพนิ่ง
ความเร็วต่ำ – เลขน้อย – เก็บอาการเคลื่อนไหว (ยิ่งเร็วยิ่งนิ่ง)

งานปาร์ตี้กลางคืนที่มีแสงน้อย ภาพที่บันทึกออกมามักจะแสดงอาการสั่นไหวอยู่เป็นส่วนมาก บางครั้งก็ให้อารมณ์สนุกสนานดีออก หลายๆครั้งมันเบลอจนไม่รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหน ก็เสียดายโอกาสกันไป (อาจจะเปิดแฟลชเบาๆช่วยให้สิ่งที่ถ่ายมีความคมชัดอยู่บ้าง ก็ช่วยกระชับเรื่องได้ดีเหมือนกัน)
ลองดูสิ

3. ความไวแสงยิ่งสูงภาพยิ่งหยาบ (ISO – ไอเอสโอ) เราเลือกใช้ความไวแสงตามสภาพแสงมากหรือน้อยเป็นหลัก โดยทั่วๆไปตั้งค่าที่ 100 กับ 200 ก็สามารถถ่ายครอบคลุมได้ทั้งวันจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก หากจะลากยาวต่อไปถึงค่ำมืดด้วย ก็ปรับให้เป็น 400 …ง่ายๆแค่นั้นเอง

ความไวแสงต่ำ – เลขน้อย – ต้องการแสงมาก – เม็ดเล็ก – noise น้อย
ความไวแสงสูง – เลขมาก – ต้องการแสงน้อย – เม็ดใหญ่ – noise เยอะ (ยิ่งสูงภาพยิ่งหยาบ)

ในฟิล์มมีเกรนคือจุดเล็กๆกลมๆคอยรับแสงในแต่ละอณู ในเซ็นเซอร์รับภาพก็มีจุดพิกเซลเล็กๆส่ีเหลี่ยมคอยรับแสงในแต่ละอณู เวลาเอาภาพมาขยาย ก็คือขยายเกรนและพิกเซลให้ใหญ่ขึ้นนั่นเอง …พอเจอพิกเซลหยาบๆ ความคมชัดที่ว่าชัดเหลือเกินจะถูกลดทอนลงไปด้วย ซึ่งในภาพบางอารมณ์ก็อาจสร้างมิติให้มากขึ้นได้ เช่น อารมณ์ขึงขัง อารมณ์หม่นหมอง เป็นต้น แต่ถ้าต้องการความคมชัดแบบสุดๆ ใช้ที่ 100 ดีกว่าแน่นอน
ลองดูสิ

…ตัวเลขสามชุด เอามาเรียงสลับสับเปลี่ยนได้ตั้งหลากหลายค่า รับแสง เติมแสงแบบต่างๆกันไป แรกๆอาจจะสับสนหน่อย …เป็นคนชอบถ่าย ถ่ายทุกวันเดี๋ยวก็คล่องเอง จะถ่ายภาพไปอีกสักกี่ปีก็ยังหนีไม่พ้นเจ้าสามข้อนี้อยู่ดี ส่วนใครจะมีอะไรเพิ่มเติม คงต้องอาศัยความผิดพลาดจากการลองนั่นลองนี่ ใช้ความคิดแผลงๆไปเรื่อย ยิ่งลองบ่อย ยิ่งพลั้งมาก ก็ยิ่งงอกมาก …ที่เรียกว่าประสบการณ์มากนั่นแหละ เอามาแลกเปลี่ยนกันยิ่งเพิ่มพูน ลองแนะนำให้คนอื่นลองดูของเรา เราลองดูของคนอื่นบ้าง แลกกันไปมาสนุกดีออก ส่วนใครจะเอาไปใช้ในสถานการณ์ใดก็ตามใจท่าน ดูแล้วไม่ค่อยชอบก็ลองปรับตั้งดูใหม่ ชอบใจแล้วก็จดจำแนวทางไว้ให้แม่น คราวต่อๆไปจะได้ไม่ต้องค้นให้เหงื่อตก ขอเพียงอย่าไปบังคับใครให้เชื่อตามแบบของเรานะครับ เดี๋ยวจะหงุดหงิดทั้งสองคน

การถ่ายภาพที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานง่ายๆเดียวกัน ทว่าสร้างความหลากหลายไม่รู้จบ ช่วยให้เราดูภาพได้ทั้งวัน ไม่รู้เบื่อเลยจริงๆ

ใครอ่านมาถึงตรงนี้จะได้ข้างล่างเป็นของแถม…

ทางยาวโฟกัสควบคุมมุมรับภาพ (angle of view – แองเกิล ออฟ วิว) ปักกล้องคู่ใจไว้แล้วลองเปลี่ยนเลนส์ ส่องดูแล้วจะเข้าใจว่ามุมรับภาพที่กว้าง-แคบต่างกันอย่างไร

ทางยาวโฟกัสสั้น – เลขน้อย – มุมกว้าง
ทางยาวโฟกัสยาว – เลขมาก – มุมแคบ

บางคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเปลี่ยนเลนส์แล้วทัศนมิติ (perspective – เพอสเพ็คถีฟ) จะเปลี่ยนไป เป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง การเปลี่ยนเลนส์จากมุมแคบมาเป็นมุมกว้าง เหมือนเราขยายขอบเขตการบันทึกให้ใหญ่ขึ้น การเปลี่ยนจากมุมกว้างมาเป็นมุมแคบ เหมือนเราคร็อปภาพเข้าไปต่างหาก คลิ๊กข้างล่างต่อเลย ↓

http://www.facebook.com/note.php?note_id=284506977806

10 principles for good design by Dieter Rams

กันยายน 25, 2010

1. Good design is innovative.

The possibilities for innovation are not, by any means, exhausted. Technological development is always offering new opportunities for innovative design. But innovative design always develops in tandem with innovative technology, and can never be an end in itself.

2. Good design makes a product useful.

A product is bought to be used. It has to satisfy certain criteria, not only functional, but also psychological and aesthetic. Good design emphasizes the usefulness of a product whilst disregarding anything that could possibly detract from it.

3. Good design is aesthetic.

The aesthetic quality of a product is integral to its usefulness because products we use every day affect our person and our well-being. But only well-executed objects can be beautiful.

4. Good design makes a product understandable.

It clarifies the product’s structure. Better still, it can make the product talk. At best, it is self-explanatory.

5. Good design is unobtrusive.

Products fulfilling a purpose are like tools. They are neither decorative objects nor works of art. Their design should therefore be both neutral and restrained, to leave room for the user’s self-expression.

6. Good design is honest.

It does not make a product more innovative, powerful or valuable than it really is. It does not attempt to manipulate the consumer with promises that cannot be kept.

7. Good design is long-lasting.

It avoids being fashionable and therefore never appears antiquated. Unlike fashionable design, it lasts many years – even in today’s throwaway society.

8. Good design is thorough down to the last detail.

Nothing must be arbitrary or left to chance. Care and accuracy in the design process show respect towards the consumer.

9. Good design is environmentally friendly.

Design makes an important contribution to the preservation of the environment. It conserves resources and minimises physical and visual pollution throughout the lifecycle of the product.

10. Good design is as little design as possible.

Less, but better – because it concentrates on the essential aspects, and the products are not burdened with non-essentials.

Back to purity, back to simplicity.

— Dieter Rams (1985)

สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดตอน ฝนตกหนักต่อเนื่องมาเกือบชั่วโมงแล้ว
สนามฟุตบอลกลายเป็นบึงขนาดย่อมๆอีกครั้ง ทางเดินรอบโรงเรียนก็ชุ่มฉ่ำและ
เจิ่งนองเหมือนที่ผ่านมา ผมนั่งมองสายฝนอยู่ริมหน้าต่างบานเกล็ด
วันนี้เม็ดฝนรู้สึกจะสวยและร่าเริงกว่าวันก่อนๆ ถ้ามีใครมาเปิดเพลงคลอตามไป
ตอนนี้คงเหมือนผมนั่งชมระบำสายฝน นาฎศิลป์ที่กำกับการแสดงโดยธรรมชาติ

ผมอยู่ในห้องซ้อมเชียร์กับสตาฟฟ์สีม่วงครบเกือบทุกคน เรากำลังคุยเรื่องเลือก
เพลงเชียร์กันอยู่ ท่านประธานไอ้เมมีไอเดียอยากให้สีเรามีเพลงเชียร์ที่ไม่ค่อยซ้ำ
กับใคร เพลงเบสิคประเภทสู้ตาย ไว้ลาย สู้สู้ หรือ พวกคึกคักเวลาลงเล่น ที่เราร้อง
มาตั้งแต่เด็กเราควรจะเปลี่ยนกันได้แล้ว หาอะไรใหม่ๆเข้ามาถ้าอยากชนะใจกรรมการ
หรืออยากเหนือกว่าสีอื่นๆ ทีมหลีดก็อยู่กันครบ ถึงตรงนี้แล้วคงร้องอ๋อแล้วนะครับว่า
ที่ผมเพ้อเจ้อเรื่องฝนน่ะมาจากอะไร แต่ละคนเสนอเพลงเชียร์ในรูปแบบต่างๆ บ้างก็
ไปเอาจากพี่ๆที่มหาลัยต่างๆมา บางคนก็เสนอให้เป็นเพลงแปลงมีหลากหลายแนวจน
ไปถึงลำตัด หมอลำส่วนผมไม่มีสมาธิกับที่ประชุมหรอกครับ ใจมันไม่ค่อยอยู่สุก
ว่อกแว่กไปเรื่อย บางทีก็เห็นหน้าดาวโผล่ขึ้นมาระหว่างที่แอบมองน้องผึ้ง ไอ้เมถาม
อะไรผมก็เออออกับมันไปเรื่อย สุดท้ายก็ยังสรุปไม่ได้เพราะกลัวน้องๆกองเชียร์จะ
ร้องกันยาก ไม่เป็นไรท่านประธานไอ้เมบอกว่าเดี๋ยวขอเวลาคิดเพิ่ม
เรายังพอมีเวลารับรองต้องเด็ดแน่ๆสีอื่นต้องอึ้งไปตามกัน

ที่ประชุมสลายตัวตอนเกือบหกโมงเย็น รองประธานสีอย่างผมมีอีกหน้าที่คือจัดเก็บ
โต๊ะเรียนคืนให้เป็นระเบียบ ปิดไฟ ปิดพัดลม( ถ้าต้องกวาดถูพื้นอีกอย่างผมคงเป็น
ภารโรงไปแล้ว) เหลือผมคนเดียว ไอ้เมหนีกลับก่อนตามระเบียบ
ผมว่ามันคงรีบไปหาแจง แจงมาเรียนพิเศษที่สยามกับดาวแต่แจงไม่ค่อย
เข้าห้องชอบเดินเที่ยวรอเวลาเลิกเรียนแล้วค่อยกลับบ้าน ผมกับไอ้เมเคยไปรอ
ที่หน้าโรงเรียนกวดวิชาบ่อยๆ ผมไปรอเจอดาวสองสามครั้ง ดาวมาถึงก็แทบไม่ได้
คุยกันเพราะต้องรีบขึ้นไปเรียน เลิกเรียนดาวก็ต้องรีบกลับ
บางวันพี่สาวดาวก็มารอรับ หลังๆก็เหลือแต่ไอ้เมคนเดียว

ฝนยังตกอยู่แต่เม็ดฝนเริ่มบางตา ผมเดินออกจากห้องซ้อมเชียร์มาหยุดยืน
ตรงหน้าตึก เตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะต้องวิ่งฝ่าดงฝน สายตาเล็งจุดหมายคือ
ใต้ถุนตึกข้างหน้า ที่หลบฝนชั่วคราว ผมมองสำรวจเส้นทางอีกครั้งดูว่าตรงไหนมี
บ่อน้ำขังรึเปล่าเพื่อที่จะวิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ทัน ประสบการณ์ที่ผ่านมาใน
โรงเรียนนี้สอนให้ผมอย่าประมาท หลายครั้งที่เหยียบลงไปในแอ่งน้ำแล้วคิดว่าตื้น
บางทีก็มิดตาตุ่มเหมือนกันครับ ผมมุ่งมั่นเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรรอบชิงเหรียญทอง
เอาละ (เสียงกรรมการในความคิด เข้าที่ ….. ระวัง…. ) ก่อนจะออกสตาร์ทผมได้ยิน
เสียงคนเรียกชื่อผม เป็นเสียงที่หวาน ไพเราะมีมนต์สะกดให้ผมชะงักฝีตีนไว้กับที่
น้องผึ้งนั่นเอง เธอเดินมาพร้อมกับร่มสีเหลืองในมือ น้องผึ้งถามว่าผมจะไปไหนผมก็
ตอบแบบขวานผ่าซากว่าจะกลับบ้าน เธอบอกว่าจะเดินตากฝนไปได้ไงเดี๋ยวก็เปียก
หมดหรอก เธอมีร่มอันใหญ่เดินไปด้วยกันก็ได้ ผมพูดอะไรไม่ออกเพราะภาพแบบนี้
เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดผม ไม่ใช่ซิต้องบอกว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะคิด
มากกว่าผมเลยไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง เสียงของน้องผึ้งเหมือนมนต์จากขลุ่ยวิเศษ
ที่บรรเลงให้หนูอย่างผมเดินตามอย่างว่าง่าย น้องผึ้งกางร่มสีเหลืองออกมา
ผมยื่นมือไปเสนอเป็นคนถือร่มให้ เธอส่งร่มให้ผม เราก้าวเท้าขวาออกไปพร้อมกัน
ถ้ามีเสียงเพลงลอยมา นี่มันภาพในมิวสิควีดีโอชัดๆ ผมกับน้องผึ้งในร่มสีเหลือง
เดินเคียงคู่ไปด้วยกันฉากหลังเป็นตึกเรียน สองข้างทางเดินเป็นพุ่มไม้เขียวชอุ่ม
ในวันฝนตกพรำๆ ผมบอกตัวเองว่าถ้าควบคุมสติไม่ได้ผมคงบ้าไปแล้ว
วันนี้น่าจะเป็นวันที่ผมเดินช้าที่สุดตั้งแต่เกิดมา พยายามบังคับแต่ละก้าวของตัวเอง
ให้สั้นที่สุดจนเกือบจะซอยเท้าอยู่กับที่แล้ว นอกจากนั้นยังคงต้องรักษาระยะห่าง
ระหว่างไหล่น้องผึ้งกับต้นแขนผมไว้ มีบางครั้งที่มันบังเอิญมาชนกันผมรู้สึกเหมือนมี
กระแสไฟแรงสูงวิ่งจากต้นแขนผมทะลุลำตัว ซี่โครง ปอด ตรงเข้าสู่หัวใจ หัวใจมัน
พองโตออกมาเกือบจะทะลุหน้าอก ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรก จนน้องผึ้งสังเกตเห็น
ว่าตัวผมหลุดออกไปนอกร่ม ครึ่งซ้ายผมฉ่ำไปด้วยน้ำฝน น้องผึ้งเห็นสภาพผมแบบนี้
เธอก็หัวเราะออกมา ผมหัวเราะตาม น้องผึ้งบอกให้ผมเถิบเข้ามาอีกก็ได้ จะดีเหรอ
(คิดในใจ) แต่การกระทำเร็วกว่าความคิด ผมค่อยๆกระเถิบตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางของ
ร่มทีละนิดๆ จนในที่สุดต้นแขนผมและไหล่น้องผึ้งก็มีโอกาสคุ้นเคยกันมากกว่าเดิม
ตอนนี้อวัยวะภายในผมมันระส่ำไปหมด หัวใจระเบิดตูมตามเป็นพลุวันเฉลิมฯ
ท้องไส้ก็ปั่นป่วน เลือดลมก็เดินผิดจังหวะ ผมต้องพยายามควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า
ให้เป็นปกติทั้งๆที่ปลายปากสองข้างมันแทบจะฉีกไปถึงใบหู ผ่านมาครึ่งทางแล้ว
ทำไมวันนี้ทางมันสั้นจังวะ น้องผึ้งไม่ลืมของลืมอะไรบ้างเหรอจะได้เดินย้อนกลับไปเอา
ฝนตกลงมาหนักๆอีกก็ได้นะ ความคิดผมฟุ้งซ่านขณะที่ปลายทางใกล้เข้ามาทุกที
มิวสิควีดีโอกำลังจะจบแล้วเหรอนี่ ไม่ทราบเคยดูหนังเรื่องซูเปอร์แมนไม๊ครับ
ที่ซูเปอร์แมนเค้าพาลูอิสเหาะเหินเดินอากาศไปโรแมนติคบนฟ้ากันสองต่อสอง
พอถึงเวลาเค้าก็ต้องพาลูอิสร่อนลงมาส่งที่พื้นโลก เหมือนเราสองคนตอนนี้เลยครับ
แต่สลับกันน้องผึ้งเป็นซูเปอร์แมนส่วนผมเป็นลูอิส

ผมลาจากน้องผึ้งที่ใต้ถุนตึกที่จริงเธออาสาที่จะไปส่งที่ประตูทางออกแต่ผมต้อง
รีบปฏิเสธ แค่นี้ก็จะหัวใจวายอยู่แล้ว เราแยกกันไปคนละทางน้องผึ้งยังกาง
ร่มเหลืองเดินออกประตูด้านหน้าส่วนผมกลับสู่โลกแห่งความจริงเดินตากฝน
ออกไปทางประตูด้านหลัง

ผมกลับถึงบ้านด้วยร่างที่เปียกฝนเท่ากันทั้งสองข้าง แม่ยังนั่งดูข่าวอยู่ที่ห้องรับแขก
แม่รีบไล่ให้ไปอาบน้ำสระผมซะเดี๋ยวจะไม่สบาย ถ้าเป็นวันอื่นผมอาจจะต่อล้อต่อเถียง
กับแม่พอเป็นพิธี วันนี้ผมกลับเป็นเด็กว่าง่ายวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว ผมถอดเสื้อ
นักเรียนออกแล้วนั่งลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมง
ผมไม่กล้าหลอกตัวเองขนาดที่ว่าน้องผึ้งเค้าก็ชอบผมเหมือนกันเลยมารอที่จะเดิน
กางร่มไปกับผม ผมรู้ความจริงทุกอย่าง น้องผึ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมแอบชอบเค้าอยู่
ถ้ารู้เค้าคงไม่ชวนให้เดินไปด้วยกัน อยู่ดีๆหน้าดาวก็โผล่มาในหัวผมอีกที
ผมลองตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่าถ้าเรื่องเมื่อเย็นนี้เปลี่ยนจากน้องผึ้งเป็นดาวผมจะมี
ความรู้สึกแบบนี้ไม๊ ทำไมตอนที่ผมเดินเคียงข้างกับน้องผึ้งผมกลับลืมดาวไปสนิท
แต่ตอนนี้จู่ๆดาวก็โผล่มาทักทายในหัว ผมหนีการหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการ
ลุกไปอาบน้ำ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่วายวนเวียนอยู่ในสมอง นึกแล้วโมโหตัวเองไม่น่าทะลึ่ง
ไปตั้งโจทย์ข้อนี้เลยมันเล่นซะผมนอนไม่หลับ ผมคิดไม่ออกหรือไม่กล้าคิดกันแน่
ผมชักกลัวคำตอบของโจทย์ข้อนี้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วซิ

สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดตอน ฝนตกหนักต่อเนื่องมาเกือบชั่วโมงแล้ว
สนามฟุตบอลกลายเป็นบึงขนาดย่อมๆอีกครั้ง ทางเดินรอบโรงเรียนก็ชุ่มฉ่ำและ
เจิ่งนองเหมือนที่ผ่านมา ผมนั่งมองสายฝนอยู่ริมหน้าต่างบานเกล็ด
วันนี้เม็ดฝนรู้สึกจะสวยและร่าเริงกว่าวันก่อนๆ ถ้ามีใครมาเปิดเพลงคลอตามไป
ตอนนี้คงเหมือนผมนั่งชมระบำสายฝน นาฎศิลป์ที่กำกับการแสดงโดยธรรมชาติ

ผมอยู่ในห้องซ้อมเชียร์กับสตาฟฟ์สีม่วงครบเกือบทุกคน เรากำลังคุยเรื่องเลือก
เพลงเชียร์กันอยู่ ท่านประธานไอ้เมมีไอเดียอยากให้สีเรามีเพลงเชียร์ที่ไม่ค่อยซ้ำ
กับใคร เพลงเบสิคประเภทสู้ตาย ไว้ลาย สู้สู้ หรือ พวกคึกคักเวลาลงเล่น ที่เราร้อง
มาตั้งแต่เด็กเราควรจะเปลี่ยนกันได้แล้ว หาอะไรใหม่ๆเข้ามาถ้าอยากชนะใจกรรมการ
หรืออยากเหนือกว่าสีอื่นๆ ทีมหลีดก็อยู่กันครบ ถึงตรงนี้แล้วคงร้องอ๋อแล้วนะครับว่า
ที่ผมเพ้อเจ้อเรื่องฝนน่ะมาจากอะไร แต่ละคนเสนอเพลงเชียร์ในรูปแบบต่างๆ บ้างก็
ไปเอาจากพี่ๆที่มหาลัยต่างๆมา บางคนก็เสนอให้เป็นเพลงแปลงมีหลากหลายแนวจน
ไปถึงลำตัด หมอลำส่วนผมไม่มีสมาธิกับที่ประชุมหรอกครับ ใจมันไม่ค่อยอยู่สุก
ว่อกแว่กไปเรื่อย บางทีก็เห็นหน้าดาวโผล่ขึ้นมาระหว่างที่แอบมองน้องผึ้ง ไอ้เมถาม
อะไรผมก็เออออกับมันไปเรื่อย สุดท้ายก็ยังสรุปไม่ได้เพราะกลัวน้องๆกองเชียร์จะ
ร้องกันยาก ไม่เป็นไรท่านประธานไอ้เมบอกว่าเดี๋ยวขอเวลาคิดเพิ่ม
เรายังพอมีเวลารับรองต้องเด็ดแน่ๆสีอื่นต้องอึ้งไปตามกัน

ที่ประชุมสลายตัวตอนเกือบหกโมงเย็น รองประธานสีอย่างผมมีอีกหน้าที่คือจัดเก็บ
โต๊ะเรียนคืนให้เป็นระเบียบ ปิดไฟ ปิดพัดลม( ถ้าต้องกวาดถูพื้นอีกอย่างผมคงเป็น
ภารโรงไปแล้ว) เหลือผมคนเดียว ไอ้เมหนีกลับก่อนตามระเบียบ
ผมว่ามันคงรีบไปหาแจง แจงมาเรียนพิเศษที่สยามกับดาวแต่แจงไม่ค่อย
เข้าห้องชอบเดินเที่ยวรอเวลาเลิกเรียนแล้วค่อยกลับบ้าน ผมกับไอ้เมเคยไปรอ
ที่หน้าโรงเรียนกวดวิชาบ่อยๆ ผมไปรอเจอดาวสองสามครั้ง ดาวมาถึงก็แทบไม่ได้
คุยกันเพราะต้องรีบขึ้นไปเรียน เลิกเรียนดาวก็ต้องรีบกลับ
บางวันพี่สาวดาวก็มารอรับ หลังๆก็เหลือแต่ไอ้เมคนเดียว

ฝนยังตกอยู่แต่เม็ดฝนเริ่มบางตา ผมเดินออกจากห้องซ้อมเชียร์มาหยุดยืน
ตรงหน้าตึก เตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะต้องวิ่งฝ่าดงฝน สายตาเล็งจุดหมายคือ
ใต้ถุนตึกข้างหน้า ที่หลบฝนชั่วคราว ผมมองสำรวจเส้นทางอีกครั้งดูว่าตรงไหนมี
บ่อน้ำขังรึเปล่าเพื่อที่จะวิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ทัน ประสบการณ์ที่ผ่านมาใน
โรงเรียนนี้สอนให้ผมอย่าประมาท หลายครั้งที่เหยียบลงไปในแอ่งน้ำแล้วคิดว่าตื้น
บางทีก็มิดตาตุ่มเหมือนกันครับ ผมมุ่งมั่นเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรรอบชิงเหรียญทอง
เอาละ (เสียงกรรมการในความคิด เข้าที่ ….. ระวัง…. ) ก่อนจะออกสตาร์ทผมได้ยิน
เสียงคนเรียกชื่อผม เป็นเสียงที่หวาน ไพเราะมีมนต์สะกดให้ผมชะงักฝีตีนไว้กับที่
น้องผึ้งนั่นเอง เธอเดินมาพร้อมกับร่มสีเหลืองในมือ น้องผึ้งถามว่าผมจะไปไหนผมก็
ตอบแบบขวานผ่าซากว่าจะกลับบ้าน เธอบอกว่าจะเดินตากฝนไปได้ไงเดี๋ยวก็เปียก
หมดหรอก เธอมีร่มอันใหญ่เดินไปด้วยกันก็ได้ ผมพูดอะไรไม่ออกเพราะภาพแบบนี้
เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดผม ไม่ใช่ซิต้องบอกว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะคิด
มากกว่าผมเลยไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง เสียงของน้องผึ้งเหมือนมนต์จากขลุ่ยวิเศษ
ที่บรรเลงให้หนูอย่างผมเดินตามอย่างว่าง่าย น้องผึ้งกางร่มสีเหลืองออกมา
ผมยื่นมือไปเสนอเป็นคนถือร่มให้ เธอส่งร่มให้ผม เราก้าวเท้าขวาออกไปพร้อมกัน
ถ้ามีเสียงเพลงลอยมา นี่มันภาพในมิวสิควีดีโอชัดๆ ผมกับน้องผึ้งในร่มสีเหลือง
เดินเคียงคู่ไปด้วยกันฉากหลังเป็นตึกเรียน สองข้างทางเดินเป็นพุ่มไม้เขียวชอุ่ม
ในวันฝนตกพรำๆ ผมบอกตัวเองว่าถ้าควบคุมสติไม่ได้ผมคงบ้าไปแล้ว
วันนี้น่าจะเป็นวันที่ผมเดินช้าที่สุดตั้งแต่เกิดมา พยายามบังคับแต่ละก้าวของตัวเอง
ให้สั้นที่สุดจนเกือบจะซอยเท้าอยู่กับที่แล้ว นอกจากนั้นยังคงต้องรักษาระยะห่าง
ระหว่างไหล่น้องผึ้งกับต้นแขนผมไว้ มีบางครั้งที่มันบังเอิญมาชนกันผมรู้สึกเหมือนมี
กระแสไฟแรงสูงวิ่งจากต้นแขนผมทะลุลำตัว ซี่โครง ปอด ตรงเข้าสู่หัวใจ หัวใจมัน
พองโตออกมาเกือบจะทะลุหน้าอก ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรก จนน้องผึ้งสังเกตเห็น
ว่าตัวผมหลุดออกไปนอกร่ม ครึ่งซ้ายผมฉ่ำไปด้วยน้ำฝน น้องผึ้งเห็นสภาพผมแบบนี้
เธอก็หัวเราะออกมา ผมหัวเราะตาม น้องผึ้งบอกให้ผมเถิบเข้ามาอีกก็ได้ จะดีเหรอ
(คิดในใจ) แต่การกระทำเร็วกว่าความคิด ผมค่อยๆกระเถิบตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางของ
ร่มทีละนิดๆ จนในที่สุดต้นแขนผมและไหล่น้องผึ้งก็มีโอกาสคุ้นเคยกันมากกว่าเดิม
ตอนนี้อวัยวะภายในผมมันระส่ำไปหมด หัวใจระเบิดตูมตามเป็นพลุวันเฉลิมฯ
ท้องไส้ก็ปั่นป่วน เลือดลมก็เดินผิดจังหวะ ผมต้องพยายามควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า
ให้เป็นปกติทั้งๆที่ปลายปากสองข้างมันแทบจะฉีกไปถึงใบหู ผ่านมาครึ่งทางแล้ว
ทำไมวันนี้ทางมันสั้นจังวะ น้องผึ้งไม่ลืมของลืมอะไรบ้างเหรอจะได้เดินย้อนกลับไปเอา
ฝนตกลงมาหนักๆอีกก็ได้นะ ความคิดผมฟุ้งซ่านขณะที่ปลายทางใกล้เข้ามาทุกที
มิวสิควีดีโอกำลังจะจบแล้วเหรอนี่ ไม่ทราบเคยดูหนังเรื่องซูเปอร์แมนไม๊ครับ
ที่ซูเปอร์แมนเค้าพาลูอิสเหาะเหินเดินอากาศไปโรแมนติคบนฟ้ากันสองต่อสอง
พอถึงเวลาเค้าก็ต้องพาลูอิสร่อนลงมาส่งที่พื้นโลก เหมือนเราสองคนตอนนี้เลยครับ
แต่สลับกันน้องผึ้งเป็นซูเปอร์แมนส่วนผมเป็นลูอิส

ผมลาจากน้องผึ้งที่ใต้ถุนตึกที่จริงเธออาสาที่จะไปส่งที่ประตูทางออกแต่ผมต้อง
รีบปฏิเสธ แค่นี้ก็จะหัวใจวายอยู่แล้ว เราแยกกันไปคนละทางน้องผึ้งยังกาง
ร่มเหลืองเดินออกประตูด้านหน้าส่วนผมกลับสู่โลกแห่งความจริงเดินตากฝน
ออกไปทางประตูด้านหลัง

ผมกลับถึงบ้านด้วยร่างที่เปียกฝนเท่ากันทั้งสองข้าง แม่ยังนั่งดูข่าวอยู่ที่ห้องรับแขก
แม่รีบไล่ให้ไปอาบน้ำสระผมซะเดี๋ยวจะไม่สบาย ถ้าเป็นวันอื่นผมอาจจะต่อล้อต่อเถียง
กับแม่พอเป็นพิธี วันนี้ผมกลับเป็นเด็กว่าง่ายวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว ผมถอดเสื้อ
นักเรียนออกแล้วนั่งลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมง
ผมไม่กล้าหลอกตัวเองขนาดที่ว่าน้องผึ้งเค้าก็ชอบผมเหมือนกันเลยมารอที่จะเดิน
กางร่มไปกับผม ผมรู้ความจริงทุกอย่าง น้องผึ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมแอบชอบเค้าอยู่
ถ้ารู้เค้าคงไม่ชวนให้เดินไปด้วยกัน อยู่ดีๆหน้าดาวก็โผล่มาในหัวผมอีกที
ผมลองตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่าถ้าเรื่องเมื่อเย็นนี้เปลี่ยนจากน้องผึ้งเป็นดาวผมจะมี
ความรู้สึกแบบนี้ไม๊ ทำไมตอนที่ผมเดินเคียงข้างกับน้องผึ้งผมกลับลืมดาวไปสนิท
แต่ตอนนี้จู่ๆดาวก็โผล่มาทักทายในหัว ผมหนีการหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการ
ลุกไปอาบน้ำ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่วายวนเวียนอยู่ในสมอง นึกแล้วโมโหตัวเองไม่น่าทะลึ่ง
ไปตั้งโจทย์ข้อนี้เลยมันเล่นซะผมนอนไม่หลับ ผมคิดไม่ออกหรือไม่กล้าคิดกันแน่
ผมชักกลัวคำตอบของโจทย์ข้อนี้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วซิ

เผลอแป๊ปเดียวชีวิตมอหกผมผ่านไปเดือนนึงเต็มๆ เร็วกว่ากามนิตหนุ่มซะอีก
อาจจะเป็นเพราะผมเสพติดชีวิตมอหกแบบไม่รู้ตัว แค่เดือนเดียวที่ได้สัมผัส
แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันสนุกกว่าสิบเอ็ดปีเต็มๆที่ผ่านมาเป็นไหนๆ ชีวิตที่
กิจกรรมนำการเรียนเป็นสิ่งที่ผมรอคอยมานาน กิจกรรมทั้งในและนอก
โรงเรียนมีทั้งถูกและผิดกฏสลับกันไป ผมทำกิจกรรมแทบทุกประเภทที่
สามารถเป็นใบเบิกทางไม่ต้องให้ผมเข้าห้องเรียนแม้ว่าบางอย่างผมเอง
จะไม่ค่อยถนัดก็ตาม ตอนนี้ที่หนักสุดน่าจะเป็นกีฬาสีเพราะความซวยหรือ
การขาดความรับผิดชอบของเรามันก็มาลงเอยแบบนี้ คือเรื่องของเรื่องเนี่ย
เป็นอันรู้กันว่ามอหกต้องเป็นแกนนำแล้วมีน้องมอห้ากับมอสี่มาเสริมทัพเป็น
สตาฟฟ์ รุ่นผมเนี่ยเหลืออยู่มอหกกันไม่ถึงร้อย แบ่งออกเป็นสี่สีก็ได้ยีสิบกว่าๆ
มากกว่าหมู่ลูกเสือนิดหน่อยเพราะฉนั้นปัญหาแรกของพวกเราคือขาดแคลน
บุคคลากร ทีนี้วิธีการแบ่งสีก็ยึดตามตั้งแต่เราเข้ามอหนึ่งมาเพราะหลายๆคน
พเนจรร่อนเร่ย้ายสีไปเรื่อย(เช่นตัวผมเป็นต้น) ถึงเวลาแล้วต้องกลับมาช่วยกัน
ต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ การประชุมสีทั้งสี่สีก็เริ่มต้นขึ้นแยกย้ายกันตามสถานที่และ
เวลาที่แต่ละคนถนัด มันเหมือนกับงานเลี้ยงคืนสู่เหย้าย่อยๆหลายคนกลับ
มาเจอหน้ากันหลังจากพลัดพรากกันมาร่วมห้าปี บางคนแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
ว่าจริงๆตัวเองอยู่สีอะไร ที่ร้ายหนักกว่าคือมีพวกที่ไม่เข้าร่วมประชุมกับเค้า
ไอ้พวกนี้มันแย่จนไม่น่าให้อภัยเค้าเรียกประชุมกันดันเสือกโดด มันที่ว่าคือ
ผมและไอ้เมเองครับ ไอ้เมซิครับตัวต้นคิดมันบอกว่าปล่อยให้พวกมันประชุม
ไปสรุปว่าไงเราก็ว่าตามพวกมัน เสียเวลาเตะบอลตอนกลางวัน ผมก็เออออ
ตามมันไป สุดท้ายฟ้าก็ลงโทษคนเลวทั้งคู่ ไอ้เมได้รับการแต่งตั้งผสมการลง
โทษให้ดำรงตำแหน่งประธานสีม่วงอันทรงเกียรติ ส่วนผมโดนสถานเบาลงมา
ได้แค่ตำแหน่งรองประธานสี เราทั้งคู่โดนข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้และก็
สาสมกับสิ่งที่เราทำ พวกเราก็ได้แต่คอตกก้มหน้ารับกรรมที่ก่อไว้

บรรยากาศเช้าของวันที่ประธานสีแต่ละสีต้องออกไปแนะนำตัวต่อนักเรียน
และอาจารย์ทั้งโรงเรียนหลังจากเคารพธงชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน
ผมเห็นไอ้เมหน้าซีดยิ่งกว่าเจอผีเจ็ดป่าช้าผมสัมผัสถึงความตื่นเต้นสุดขีด
ของมันได้ สีม่วงเป็นสีสุดท้ายที่ต้องออกไปพูด สามสีก่อนหน้านี้ได้รับเสียงเชียร์
ของบรรดาสมาชิกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ก็ทุกคนเค้าได้ตำแหน่งมาอย่างสมเกียรติ
ตามระบอบประชาธิปไตย ผิดกับไอ้เมที่เป็นผลผลิตจากระบอบเผด็จการเต็ม
รูปแบบแต่มันไม่ได้ปราบดาตัวเองขึ้นมาเถลิงตำแหน่งประธานสี เป็นการลงโทษ
คนที่ขาดความรับผิดชอบแบบเข็ดจนวันตาย วินาทีที่ไอ้เมก้าวขึ้นไปยืนบนแท่น
ที่สูงกว่าหลังหมาโรงเรียนนิดหน่อย แท่นเดียวกับที่อาจารย์ใหญ่ยืนพูดกับนักเรียน
อยู่บ่อยๆถึงแม้จะมีพวกเราสตาฟฟ์เชียร์ยืนอยู่ข้างๆ แต่ความรู้สึกของพวกเรากับ
ไอ้เมต่างกันราวฟ้ากับเหว อากาศข้างบนคงจะเย็นยะเยือกน่าดูไม่งั้นขาไอ้เมคง
ไม่สั่นเป็นจังหวะเดียวกับเพลงสายล่อฟ้าของพี่ป้อม ขามันระรัวเหมือนน้าเอกมันต์
กำลังเพลิดเพลินกับกลองสองกระเดื่อง วินาทีที่มันเดินขึ้นไปจับไมโครโฟนเหมือน
ทั้งโลกหยุดหายใจ เงียบกริบทั้งโรงเรียน ผ่านไปสองอึดใจค่อยมีเสียงกระซิบ
กระซาบจากหน้าเสาธง ไอ้เมหันมามองหน้าผม สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคือส่งยิ้ม
ให้มันแบบฝืนๆ ไอ้เมพูดประโยคเดียวสั้นๆคือแนะนำตัวมันแล้วรีบกระโดลง
จากแท่นนั้น ผมพยายามช่วยกู้หน้ามันด้วยการตบมือนำแต่ดูเหมือนไม่มีใคร
อยากเป็นผู้ตามนอกจากสตาฟฟ์มอหกที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลัง แค่วันแรก
ก็ส่อแววพ่ายแพ้ซะแล้ว จุดจบของสีม่วงคงอยู่ในมือไอ้เมกับผม

ผมกับดาวคุยกันน้อยลงกว่าช่วงปิดเทอม อาจเป็นเพราะเรามัวแต่เพลิดเพลิน
และหลงระเริงกับชีวิตปีสุดท้ายในเครื่องแบบนักเรียน แต่ผมกับดาวยืนอยู่คน
ละฝั่งของแกนโลก ผมกำลังเสพติดอิสระของชีวิตมอหกชีวิตที่ทำให้ผมอยู่ห่าง
ห้องเรียนได้อย่างไม่ฝืนกฏโรงเรียน ผมไปโรงเรียนแต่เช้ากว่าจะกลับก็มืดค่ำ
เกือบทุกวัน ส่วนฝั่งที่ดาวยืนอยู่ดาวก็จะเพลิดเพลินกับหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
เกือบทุกสำนักพิมพ์ สถาบันกวดวิชา ข้อสอบใหม่ๆที่ขวนขวายหามาทดสอบ
ขุมปัญญาของตัวเองดูแล้วดาวคงจะมีความสุขกว่าที่มานั่งคุยโทรศัพท์กับผม
บทสนทนาของดาวก็ไม่พ้นเรื่องเรียน เรื่องเอ็นท์ เรื่องที่ผมพยายามจะหนีจาก
ในห้องที่โรงเรียน ผมได้แต่ฟังดาวพูดถึงอนาคตที่ดาววาดเอาไว้ ดาวมอง
ตัวเองไปไกลจนถึงเรียนจบทำงานโน่น ส่วนผมคงเหมือนกระดาษเปล่าไ
ร้ซึ่งแบบร่างและจินตนาการ ไม่มีความคิดอะไรทั้งนั้นที่จะถ่ายทอดลงไป
เลือกไม่ได้ว่าจะวาดอะไรหรือผมอาจจะวาดอะไรไม่เป็นเลย หรือผมกลัวที่
จะวาดออกมาไม่สวยกลัวที่ต้องลบแล้วลบอีก ผมเลยปล่อยกระดาษให้มัน
คงความขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาทั้งแผ่นไว้อย่างนี้ บทสนทนาระหว่างเรา
กระชับขึ้นเรื่อยๆแปรผกผันกับเวลาที่ผ่านไป จนหลังๆดาวต้องปฏิเสธที่จะ
รับสายผมเพราะดาวกำลังอ่านหนังสืออยู่ ผมเข้าใจดาวทุกอย่างถึงแม้ดาว
มารับสายผมเราก็จะคุยกับเรื่องเดิมๆ เรื่องที่ผมอยากบอกดาวว่าพอเถอะ
ผมไม่อยากได้ยิน ช่วยเปล่ียนไปคุยเรื่องอื่นบ้างได้ไม๊ เพียงแต่ผมยังรวบ
รวมความกล้าไม่พอและรู้ดีว่าจะเกิดอะไรตามมา ขณะที่ผมและดาวดู
เหมือนจะกระเถิบห่างกันไปเรื่อยๆจนเกือบจะอยู่คนละขั้วของแกนโลก
ไอ้เมกับแจงก็เหมือนกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นที่บรรจงไหลมารวมกัน
ได้อย่างลงตัวเกิดความสมบูรณ์แห่งท้องทะเลอุดมไปด้วยปลาน้อยใหญ่
เต็มไปหมด คงเป็นเพราะสารเคมีในร่างกายของไอ้เมและแจงค่อนข้างจะ
คล้ายๆกันบวกกับความเป็นคนบ้าน้ำลายทั้งคู่ทำให้คุยกันได้ไม่เบื่อ
และถ้าเทียบกับดาวแล้วแจงยังห่างชั้นเรื่องการเรียนอยู่มาก จะหนักมา
ทางไอ้เมและผมด้วยซ้ำดูๆแล้วน่าจะเป็นสมาชิกสังกัดชมรมเรื่อยเปื่อย
แห่งชาติเหมือนกัน

ไอ้กรยังคงส่งจดหมายมาหาพวกเราอยู่เรื่อยๆ ผ่านไปเกือบปีมันก็ยังเรียน
ภาษาควบคู่ไปกับการทำงานร้านอาหารไทย ผมว่าพ่อแม่มันตัดสินใจถูก
แล้วที่รีบส่งมันไปเมืองนอก ฟังๆดูมันก็มีความสุขกับชีวิตต่างแดนของมันดี
อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสอบเอนทรานซ์เหมือนพวกเรา
มันว่าที่มันทำงานเพราะต้องการเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับมาเมืองไทย
ขืนรอพ่อแม่มันซื้อตั๋วส่งไปให้อีกหลายปีกว่าจะได้กลับ ผมได้เขียนจดหมาย
ไปหามันบ้างนานๆครั้ง ก็เล่าเรื่องความเป็นไปของเพื่อนแต่ละคน ยกเว้น
เรื่องดาวกับแจงที่ผมกะไอ้เมมีสนธิสัญญารักษาความลับราชการซึ่งกันและกัน
ผมเล่าเรื่องชีวิตมอหกให้มันฟังความสนุกที่พวกเรากำลังเสพกันอยู่ มันก็ได้
แต่บ่นเสียดายและอิจฉาพวกเรา แต่จริงๆแล้วไอ้กรไม่รู้หรอกว่าพวกเรากำลัง
กัดแอ๊ปเปิ้ลเคลือบยาพิษอยู่ ข้างนอกมันหอมหวานกัดเข้าไปได้ไม่นาน
เราก็จะพบยาพิษที่อยู่ด้านใน ใครไม่มีภูมิต้านทานก็คงต้องกลายเป็นสโนไวท์
แต่คงไม่ได้เข้าไปนอนในโลงแก้วน่าจะถูกฝังอยู่ใต้ดินไปนอนคุยกับไส้เดือน
และก็ฝันไปเถอะว่าจะมีเจ้าชายรูปงามขี่ม้าขาวมาขุดเราขึ้นจากดินและดูด
ปากถอนคำสาปให้

งานกีฬาสีดูจะยุ่งและวุ่นวายกว่าที่ผมและไอ้เมคาดไว้ มีอะไรอีกหลายอย่าง
ที่เราไม่รู้ว่าเราต้องทำเริ่มจากการหานักกีฬา หาตัวแทนประสานงานแต่ละ
ระดับ เตรียมเพลงเชียร์ หาหลีดของแต่ละสีผมอาสาขอจัดการเรื่องนักกีฬา
ที่จะลงแข่งแต่ละประเภท เรื่องหลีดมันยังแสลงใจอยู่และก็ไม่ถนัดด้วย
แต่ด้วยความที่ทีมงานเราน้อยผมเลยได้รับการยัดเยียดให้ควบอีกตำแหน่ง
คือคุมการเชียร์ทั้งหมดเรียกแบบมีเกียรติอย่างเต็มๆก็คือ “รองประธานฝ่าย
กีฬาและควบคุมกองเชียร์” (ฟังดูเหมือนพวกนักการเมืองยังไงไม่รู้ )แต่ที่ผม
หนักใจคือการควบคุมการเชียร์ทั้งหมดมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับบรรดา
หลีดทั้งหลาย รู้ไม๊ครับว่าใครเป็นหัวหน้าหลีดสีม่วงปีนี้ ก็น้องผึ้งไงครับ
ด้วยประสบการณ์การเป็นหลีดตั้งแต่ระดับอนุบาลยันมัธยม จากงานระดับ
หมู่บ้านยันระดับประเทศเธอก็ผ่านมาหมดแล้วจะมีใครเหมาะไปกว่าเธออีก
ทีนี้การทำงานระหว่างรองประธานฯอย่างผมกับหัวหน้าหลีดก็มีอันต้องโคจรมา
ใกล้กันแบบเลี่ยงไม่ได้ เริ่มจากการเลือกเพลงเชียร์ พิมพ์เนื้อเพลง เอาไปโรเนียว
(กลิ่นเหม็นบรรลัย)แล้วมาช่วยกันเย็บเล่มเตรียมแจกน้องๆ รวมถึงการไป
รับสมัครหลีดตามห้องเรียน(เป็นเวลาเดียวที่เราจะได้น้องๆทุกคนแบบพร้อม
หน้าพร้อมตา) จริงๆผมพยายามจะบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้โดยให้เหตุผลว่าปล่อยให้เป็น
หน้าที่หัวหน้าหลีดดีกว่า ทุกสายตาในที่ประชุมหันมามองหน้าผมพร้อมกันเป็น
คำตอบผสมกับคำสั่งว่า”มึงต้องไป” ยอมรับแบบแมนๆเลยว่าผมยังคุยกับ
น้องผึ้งแบบไม่สนิทใจนัก คือน้องผึ้งเค้าไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น
กับผมบ้างและเค้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย มีแต่ผมที่สร้างเรื่องขึ้นมาแล้วก็
คิดไปต่างๆนานา คือคิดเองสรุปเองทุกอย่าง แต่ความรู้สึกตอนนี้มันยังเป็น
แบบแหยงๆอยู่ เหมือนแพ้ทางกัน นักบอลเก่งๆบางคนไม่กล้ายิงจุดโทษเพราะ
เค้าเคยทำพลาดตอนแมทช์สำคัญมันเลยฝังอยู่ในใจมาตลอด ก็คงคล้ายๆกับที่
ผมรู้สึกกับน้องผึ้งตอนนี้

การซ้อมเชียร์จะมีอาทิตย์ละประมาณสามวันหลังเคารพธงชาติ แต่ละสีก็
แยกย้ายไปตามมุมสนาม ครั้งแรกท่านประธานเมก็ออกมาแนะนำทีมงาน
และก็พูดคุยกับน้องๆ เร่ืองการขอความร่วมมือใครมีความสามารถด้านไหน
ก็ให้มาลงชื่อกับพี่ๆสตาฟฟ์ ไอ้เมดูเปลี่ยนไปจากวันที่มันยืนขาสั่น
จังหวะฮาร์ดร๊อคหน้าเสาธง มันพูดเป็นการเป็นงานดูน่าเชื่อถือขึ้นเยอะ
มีหยอดมุขตลกให้น้องฮากันเป็นครั้งเป็นคราว ผมก็ทำหน้าที่ควบคุมกองเชียร์
อยู่ด้านหลังน้องคนไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือก็จะโดนเตือนก่อนในครั้งแรก
ถ้ายังไม่สำนึกก็ต้องมีการปรับพฤติกรรมกันนิดหน่อยขึ้นอยู่กับดีกรีของแต่ละคน
บางคนถูกให้นั่งร้องเพลงเชียร์แบบมีเข่งครอบหัวโทษฐานกินแรงเพื่อน
บางคนก็ได้ร้องไปวิ่งรอบสนามไป ผมชักเริ่มสนุกกับตำแหน่งท่านรอง
ประธานฯแล้วซิ ส่วนน้องผึ้งก็ยังเป็นขวัญใจทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เวลา
น้องผึ้งออกมาเต้นกองเชียร์เราคึกคักเป็นพิเศษ จังหวะที่เธอสบัดมือแกว่ง
แขนขึ้นลง ย่อขาส่ายสะโพกหมุนตัวไปมา ดูมันช่างกลมกลืนเข้ากันไปหมด
ผมว่าน้องผึ้งเกิดมาเพื่อเป็นหลีดว่ะ ผมยืนมองน้องผึ้งเพลินจนภาพเมื่อสองปี
ที่แล้วเข้ามาแทนที่ภาพปัจจุบัน ผมก็เป็นสตาฟฟ์สีม่วงยืนอยู่ตรงนี้ที่เดิม
ยืนมองน้องผึ้งคนเดิมที่กำลังเต้นอยู่ด้านหน้า น้องผึ้งในวันนี้เธอได้เปลี่ยน
จากผึ้งงานตัวเล็กๆมาเป็นผึ้งนางพญาอันสง่างาม ไม่ว่าในอิริยาบทไหนเธอ
ก็ดูงดงามสะกดดวงตาทุกคู่ให้จดจ้องอยู่ที่เธอ ขณะที่ผมพยายามจะลืมความ
รู้สึกเก่าๆแต่ข้างในมันกลับต่อสู้กันระหว่างอดีตและปัจจุบัน
ฝ่ายอดีตก็กำลังฉุดผมให้กลับไปหาส่วนฝ่ายปัจจุบันก็รั้งผมไว้สุดตัว

ผมควรจะเชียร์ข้างไหนดีครับ ?

กุญแจ

สิงหาคม 5, 2010

จักรยานยนต์เวสป้าคันเขียวที่ผมเพิ่งได้มาสดๆร้อนๆ มีกุญแจติดมาให้แค่ชุดเดียว ถ้าหายไปละยุ่งแน่ ผมเลยดิ่งตรงไปร้านปากซอยทองหล่อเจ้าประจำ ส่งกุญแจให้ช่าง หมายจะทำสำรองไว้ ช่างกลับส่ายหน้าบอกว่าหายาก ให้ลองไปร้านแถวพระโขนงอาจจะมี …วนไปหาลูกค้าที่เอ็มโพเรียมเสร็จเรียบร้อยก็ยังไม่วาย ดอดไปร้านทำกุญแจ ณ ชั้นใต้ดิน พนักงานก็ส่ายหัวบอกแค่ว่าเลิกผลิตไปนานแล้ว …ก้าวขาเหยียบบันไดเลื่อนขึ้นแต่คอตก มุ่งหน้ากลับบ้านทันที

…ถึงอีกวันว่างก็ออกวนหาร้านแถวพระโขนง เริ่มจากฝั่งใกล้สุขุมวิทก่อน ข้ามถนนไปมา ทั้งสองร้านก็บอกไม่มีของ ให้ไปลองดูที่หน้าร้านหนังสือปากซอยปรีดีฯ ๔๒ น่าจะมี …ไปถึงก็ต้องนั่งรอ ร้อ รอ เพราะช่างออกไปซ่อมกุญแจข้างนอก …พอกลับมาก็ชูกุญแจให้ดู แกชำเลืองวูบหนึ่งแล้วแจ้งว่า “ผมไม่ได้เก็บรุ่นนี้แล้ว ไปหน้าร้านทองใกล้ๆสี่แยกคลองตันนะ ร้านนั้นมีแน่ ร้านเพื่อนผมเอง มันเก็บกุญแจไว้เยอะ นี่ถ้าไม่มีก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแล้ว” ความหวังยังมีแต่ริบหรี่เสียเหลือเกิน

…จอดรถไว้ริมถนน ระหว่างเดินเข้าไปหาช่างยังหวั่นใจว่าถ้าไม่มีจะทำยังไงดี จนเห็นอาเฮียอายุต้นห้าสิบ เม็ดเหงื่อเกาะพราวที่หน้าผาก ใส่เสื้อยืดคอกปกสีซีดๆ พอๆกันกับกางเกงขาก๊วยที่นุ่ง ยิ่งดูขัดกันกับรองเท้ากีฬาร่วมสมัยสีฉูดฉาดที่สวม แกกำลังก้มตะไบกุญแจอยู่ “…คนนี้นี่เอง” ผมนึกถึงช่างกุญแจในเรื่องเดอะเมทริกซ์

…แล้วก็ได้ยิ้มแก้มแทบปริตอนอาเฮียรับกุญแจไป ถกแว่นดูแวบนึง และเริ่มบรรยายสรรพคุณ “เวสป้ารุ่นนำเข้าไทยรุ่นสุดท้าย ประมาณพีเอ็กซ์อะไรสักอย่าง กว่ายี่สิบปีได้มั้ง ผมมีซื้อเก็บไว้สิบดอก ครั้งสุดท้ายที่ทำก็…ห้าหกปีที่แล้วแหละ ตอนนี้เหลือเก้าดอก” แกขยับมือดึงแว่นกลับมาใส่ปกติ แล้วมองหน้าผม ถามกลับว่าแล้วกุญแจล็อกคอกับกุญแจลิ้นชักเก็บของอยู่ไหน ทำนองว่ามันต้องมาด้วยกันสิ …ผมรีบล้วงกระเป๋าหา พลันยื่นให้แกแทนคำตอบ เฮียรับกุญแจแล้วหันกลับลงไปคุ้ยลิ้นชัก ตะกุยถุงและกล่องออกมาเกลื่อน นัยว่ากุญแจที่หาอยู่คงลึกสุดๆ

…มือก็จับๆคลำๆถุงหนึ่งอยู่ พร้อมเงยหน้าขึ้นมาหา ปากประกาศราคาว่า “ดอกละแปดสิบบาท” เหมือนจะมั่นใจว่าเจอแล้ว “นี่ลดให้นะ สองปีก่อนมีแขกโพกหัวมา บอกมันไปร้อยนึง มันต่อเหลือห้าสิบ เลยโกรธไล่มันไปหาที่อื่น ไม่ทำให้หรอก” แกหันไปคลายปมปากถุงแล้วงัดกุญแจทั้งเก้าดอกมาอวด “นี่ไง…ยังอยู่เก้าดอกเลยเห็นไหม… หมั่นไส้มันจริงๆ” ยังไม่วายขุ่นเคืองอยู่นิดๆ “คุณเอารึเปล่า …ดอกเล็กสองดอกนั่นคิดดอกละห้าสิบ” กุญแจปกติราคาแค่ยี่สิบบาทเอง ผมคิดในใจแต่ก็ไม่กล้าต่อราคา พลางพยักหน้าหงึกๆรับไป เพราะหนึ่งไม่อยากให้แกหงุดหงิด และสองไม่อยากไปตระเวณหาที่อื่นอีก …ผมผละเดินไปซื้อน้ำแดงจากรถเข็นข้างๆมาดับกระหายก่อน ค่อยมายืนดูแกทำต่อ

“เฮียครับ …กว่าจะเก่งเท่านี้ต้องฝึกกี่ปีครับ” ผมเปิดประเด็น
“โอ๊ย…เก่งอะไร้ ยังมีของใหม่ๆออกมาตั้งเยอะ ไม่รู้เรื่องสักนิด …แต่ของเก่าเรารู้เยอะนะ ไปตามหากุญแจแปลกๆมาเก็บไว้ตั้งเยอะแยะ ไปกับเพื่อนสองคน มันก็มีร้านอยู่หน้าร้านหนังสือ เลยข้ามสะพานไปเนี่ย” แกพูดไปทำไป “ใช่ๆ…ก็มาหาเฮียที่นี่ก็เพราะที่ร้านนั้นแนะนำมาครับ” ผมบอก …เฮียหันหน้า มองลอดแว่นมาหา “เออ…นั่นน่ะสนิทกันเลย เมื่อก่อนต้องไปตามหากุญแจมาอวดกันอยู่เรื่อย เดี๋ยวนี้ไม่ไหวแล้ว บางดอกแม่งยี่สิบปีแล้วยังไม่เคยมีคนทำเลย” แกหันกลับไปควานหาของในถุงใกล้มือ “นี่ไงสองดอกเนี่ย” สงสัยว่าจะเห็นตอนหากุญแจเวสป้า เลยแซวตัวเอง “นี่ถ้ามาหาผมแล้วของหมดนะ จะบอกร้านให้คุณไปซื้อกุญแจมาเอง เดี๋ยวทำให้ ร้านมันอยู่แถวคลองถม” แกหันมามองผมแวบหนึ่ง แววตาเปล่งประกายเหมือนเด็กยืนอยู่หน้าร้านของเล่น “เฮียไม่ไปเองล่ะ จะได้เร็ว” ผมโบ้ยกลับเพราะขี้เกียจไป “โอ๊ย ไปเองน่ะไม่เร็วหรอก ไปเช้ากว่าจะได้กลับมาก็บ่ายทุกที ดูร้านนั้นร้านนี้ ไปทีไรได้กุญแจมาเต็มไปหมด เอามาฝากเพื่อนด้วย ทุกวันนี้ไม่มีที่จะเก็บแล้ว …เดี๋ยวเขียนแผนที่ให้ ไม่ยาก …หมายถึงถ้าไม่มีน่ะ” ผมฟังแล้วเข้าใจทันทีว่าเด็กน้อยเข้าไประเริงในร้านของเล่นจริงๆนั่นแหละ

“กุญแจเนี่ยะมันมีรอยหยักเฉพาะของมัน …ตอนผมหนุ่มๆนะ ทำผิดให้ลูกค้าตั้งหลายที บางทีมันเอียงองศาต่างกันนิดเดียวก็ไขไม่ได้แล้ว …บางดอกต้องเป็นเหล็กกล้าเพราะกุญแจมันบาง พวกเหล็กธรรมดาใช้ไม่นานก็บิด หมุนแรงๆหักคาก็มี” เฮียเล่าไปยิ้มไป “บางดอกเป็นแม่เหล็ก ทำไปแล้วไขไม่ได้เพราะมันไม่ดูดดาลขึ้นมา ล็อคก็ไม่ปลด ต้องไปถามเพื่อนถึงจะรู้ …ผมก็ไปเลยนะ ไปตามล่าหาแบบแม่เหล็กมาแทนให้เขาจนได้ ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน …เสร็จแล้วก็จำแม่นเลย มันต้องดูให้ดีๆ ดูให้รอบคอบ ลูกค้ามาหาเรา เขาไม่รู้เรื่องหรอก เรารู้ดีกว่าก็ต้องทำให้มันไขได้สะดวก” แกยังเล่าไม่หยุดปาก “เดี๋ยวนี้ก็ยังพลาดแต่นานๆที …เมื่อก่อนแบบไหนพลาดก็ไปเล่าให้เพื่อนฟัง มันทำเสียก็มาเล่าให้เราฟัง แลกเปลี่ยนความรู้กันสามคน สนุกจะตาย” แกปล่อยมาชุดใหญ่ “…แต่ละคนนะ…มีกุญแจแปลกๆแบบว่าอีกสิบปีไม่มีใครมาทำนะ…คนละสองสามร้อยดอกได้ ดอกที่ทำให้คุณนี่ก็ว่าจะเก็บเข้ากล่องไว้ที่บ้านหลายทีแล้ว ก็ลืมตลอด …โชคดีนะเนี่ย มาไม่เสียเที่ยว” ผมฟังแล้วรู้สึกภูมิใจว่าโชคดียังไงไม่รู้ ไม่ใช่แค่ได้กุญแจเวสป้าอย่างเดียว ได้แถมประสบการณ์ที่เฮียพรั่งพรูออกมาไขข้อข้องใจ ว่าคนจะออกเดินทางต้องมีเพื่อนร่วมทาง ร่วมอุดมการณ์อยู่ด้วย “โอ๊ย…ไม่มีเพื่อนสองคนนี้นะ กว่าจะลองครบทุกอย่าง ผิดแล้วผิดอีก ป่านนี้ยังงมโข่งอยู่แหงๆ …ต้องช่วยกันผิดแล้วบอกกัน สอนกัน รู้เร็วกว่าเยอะ …พวกไม่ฟังคนอื่นเนี่ย กุญแจไม่ใช้เยอะกว่าพวกผมสามเท่าตัว…เต็มบ้าน” แกหัวเราะในลำคอแล้วเสริมต่อ “นี่ใช้วิธีแบ่งๆกันเก็บ ใครชอบอะไรก็เก็บไป แล้วจำกันได้ด้วยนะใครมีอะไรดอกไหน ลูกค้ามาหาแล้วเราไม่มี ก็จะรู้ว่าใครมีไม่มี ก็แนะนำกันไป ถึงกันหมดแหละ” ผมได้ยินได้ฟังแล้วก็ถึงบางอ้อ มิตรภาพมันดีแบบนี้นี่เอง

…ดูอย่างการพิชิตยอดเขาหิมาลัยนั่นไง เอ็ดมันด์ ฮิลลารีก็มีเท็นซิง เชอร์ปา นอร์เกย์  เกื้อกูลกันระหว่างการเดินทางอันเย็นยะเยือก สมบุกสมบัน ได้ร่วมใช้พลังกายและพลังใจเต็มขีดสุดผลักดันให้พวกเขาทั้งสอง เป็นมนุษย์คู่แรกของโลกที่ได้ปักธงบนยอดสูงสุด และพากันกลับลงมาโดยสวัสดิภาพ

…ในหนังเรื่อง แก๊งค์แห่งนิวยอร์ค สงครามแย่งชิงถิ่น Five Points ระหว่าง เดอะเนถีฟ ของ บิล เดอะบุชเชอร์ คัทติ้ง กับ พรีส วาลล็อน ผู้นำแห่งเดดแร็บบิทส์ หลังขับเคี่ยวกันมาช้านาน …พอกำจัด เดอะพรีส ด้วยมีดประจำตัวแล้ว เดอะบุชเชอร์ ก็ตั้งรูป เดอะพรีส ไว้ที่สำนัก เพื่อเตือนสติตนถึงศัตรูผู้คู่ควร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเพื่อนร่วมทางที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวผู้นี้

…ก่อนดินแดนอาทิตย์อุทัยจะสู่ความสงบไม่กี่วัน ฮิเดโตชิ โตโยโตมิที่อ่อนกำลังลงมาก กำลังถูกล้อมปราบขั้นเด็ดขาดที่วังโอซากา …อิเอยาสึ โตขุกาวะที่รอเผด็จศึกอยู่ภายนอกโดยสงบ เห็นว่าไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเป็นเวลาสามวันจึงตัดสินใจบุกเข้าตี กลับพบภาพโตโยโตมิ และซามูไรในชุดเต็มยศสองร้อยเจ็ดสิบสี่คน กระทำฮาราคีรีนอนตายในท้องพระโรง โตขุกาวะคุกเข่านิ่งคำนับศพเหล่านั้นอยู่นาน และให้ทหารลำเลียงพื้นไม้พร้อมคราบเลือดทั้งหมด กลับไปเกียวโต เพื่อสร้างเป็นวัดเล็กๆไว้ข้างปราสาท โดยโชกุนโตขุกาวะจะไปน่ังสมาธิ และสักการะทุกวันตลอดสมัยการปกครอง

…ผมยื่นเงินหนึ่งร้อยแปดสิบบาทให้เฮียตามราคา เก็บกุญแจเวสป้าหายากสามดอกใส่เข้ากระเป๋ากางเกง และเก็บกุญแจอีกดอกที่เฮียแถมมาให้ เอาไว้ในใจ กุญแจไขประตูสู่ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น คือความมุ่งมั่น แรงปรารถนาและกำลังใจชั้นเยี่ยมที่ส่งถึงกันระหว่างผู้ร่วมเดินอยู่บนถนนที่มีปลายสายเดียวกัน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวรก็ตาม …วันไหนที่โอกาสดี ผมจะงัดเอากุญแจดอกนี้มาอวด และส่งต่อให้เพื่อนร่วมทางคนอื่นๆด้วย ระหว่างนี้ต้องขอไปรื้อฟื้นรายชื่อเพื่อนร่วมทางที่ยาวเป็นหางว่าวให้ครบคนเสียก่อน

ขอบคุณมากๆสำหรับกุญแจดอกนี้ครับ

parallel logic

สิงหาคม 1, 2010

อ.นุ้ย – มุกควายต้องใช้ parallel logic มันเป็นการใช้ตรรกะอีกหมวดที่ ขนานกับความเคยชินโดยปรกติ จนไปจักกะจี้สมองส่วนของการใช้ ภาษา, ความยินดี, และอารมณ์ ให้มันเกิดความฮาครับ (ซึ่งต่างจากมุกพวกเอาคนอื่นมา ทำให้ดูแย่แล้วก็ล้อเลียนจน หัวเราะเยาะกัน)

เบ้ – นั่นหมายความว่า ตรรกะอีกหนึ่งชุดที่เราสามารถเข้าใจได้ แต่ไม่ตรงกับชุดที่เรามีอยู่ (โดยไม่กระแทกคนอื่น) ก็จะเกิดความฮา ไม่รู้เข้าใจถูกหรือเปล่า …ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ยังมีมุกอีกเป็นล้านๆเลยครับ หัวเราะไม่มีวันหยุดแน่

…ทำให้นึกถึงหนังเรื่องman on the moon… ตอนที่แอนดี้เดินทางไปรักษาโรคปอดในฟิลิปปินส์(หรืออินโดก็ไม่รู้) แล้วพบว่าเป็นการลวงโลก ทั้งๆที่เจ็บเจียนตายแต่เขาก็หัวเราะออกมาได้ ภาพจางซ้อนไปที่เขานอนสงบอยู่ในโลง …ผมรู้สึกว่าเขาใจกว้างจริงๆ ถึงเวลาเราโดนกับตัวเองไม่รู้จะขำได้แบบนี้หรือเปล่า อาจจะโกรธจนตายไปเลยก็ได้ ๕๕๕

…ในชีวิตประจำวันแล้ว เราพบคนที่ตรรกะไม่ตรงกับชุดที่เรามีอยู่เต็มไปหมด แต่ดูเหมือนเราจะโกรธเขา ไม่พอใจเขาเสียมากกว่า คิดเสียว่าเขาปล่อยมุกมา น่าจะทำให้อะไรๆคลี่คลายได้ง่ายเนอะ ว่าไม๊…อ.นุ้ย

Chitkasame – ตรรกะคนละชุดนึกถึง คนสองคนที่การศึกษาคล้ายๆกัน พูดภาษาไทยเหมือนกัน แต่สุดท้ายคุยคนละภาษา เหมือนมาจากดาวคนละดวงเลย (เวลาปล่อยมุกควายใส่เค้า ก้อจะเกิดอาการเหวอใส่เรา อิอิอิ)

เบ้ – ใช่ๆ เจอบ่อยมาก …อีกเรื่องหนึ่งคือเวลามึนเมา ดึกๆแล้ว มีเพื่อนคนใดคนหนึ่งที่จู่ๆจะจริงจังอะไรขึ้นมา โดยไม่มีสาเหตุ ท่ามกลางบรรดาตรรกะย้วยๆ ทำให้ทุกคนขำได้เหมือนกัน

อ.นุ้ย – แต่อย่างน้อยมันคงมีปัจจัยเรื่องเจตนาและความสร้างสรรค์ ของสิ่งที่ทำออกไปด้วยมั้งครับ ถ้าเขาเจตนาดีกับคนอื่น มันก็ช่วยให้อะไรๆมันน่ารักขึ้นเยอะ แต่ถ้าเขาเจตนาจะบิดเบือนตรรกะเพื่อเอาเปรียบซึ่งกันและกัน แบบนั้นก็คงไม่โกรธ แต่ก็ไม่ฮาและไม่อยากยุ่งด้วยเท่าไหร่

ลับ

สิงหาคม 1, 2010

จำต้องอดทนขนาดไหนที่จะไม่เปิดเผยความลับของโลก

จำต้องใช้อะไรบ้างที่จะพยุงความอดทนนั้นไว้
หรือเป็นไปได้ว่าเมื่อได้ไขความลับนั้นออก ก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกต่อไปแล้ว
เหมือนกับคนที่เดินเข้าสู่นิพพาน
ดั่งพระพุทธเจ้าที่ไม่ต้องการใดใดอีกแล้ว

ความสุข

สิงหาคม 1, 2010

เหมือนจะสอดคล้องกันทั้งทางโลกและทางธรรม

ที่มุ่งจะรู้เท่าทันและควบคุมสิ่งต่างๆ …รู้เท่าทันบุคคล

รู้เท่าทันสถานการณ์ รู้เท่าทันธรรมชาติ รู้เท่าทันอารมณ์
และรู้เท่าทันจิตตน การรู้เท่าทันจิตตนนั้นเรียกได้ว่าสำคัญที่สุด
ทว่าในสังคมเมืองปัจจุบันกลับถูกวัตถุมอมเมา
จนใจระเริงและเขยื้อนไปเป็นสำคัญน้อยที่สุด

หากลองมองย้อนกลับไปสำรวจความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง
แล้วจะพบว่าความต้องการอันเป็นพื้นฐานของชีวิตนั้นไม่มากเลย
ส่วนที่เกินมาทั้งหลาย ก็เพราะเราไปคล้อยตามและให้คุณค่ามัน
ตามกระแสสังคมนั่นเอง
…ดูจากซากปรักหักพังของโบราณสถานที่คงเหลือ
ก็มีแค่เพียงคุณค่าของความต้องการคงอยู่
ส่วนประกอบอื่นที่เป็นแรงปรารถนาก็ย่อยสลายไปกับสมัย

มนุษย์ทั่วไปเป็นสัตว์สังคม และมนุษย์มีกิเลส สองข้องนี้ก็เป็นความจริงพื้นฐาน
ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ของจงยอมรับและรู้เท่าทันมัน ค่อยๆเรียนรู้และปรับสมดุลย์
ระหว่างปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในตัวเอง ก็ไม่น่าจะยากเกินไปที่จะมีความสุขได้เช่นกัน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ก็อกแสง

สิงหาคม 1, 2010

สมัยนี้ใครๆก็มีกล้องถ่ายภาพติดมือกันทั้งนั้น เดี๋ยวก็ยกกันขึ้นมากดแชะ กดแชะ ถ่ายกันสนุกสนานกันใหญ่ เริ่มจากกล้องจิ๋วติดโทรศัพท์ กล้องเล็กพกพาสะดวก หรือจะเป็นกล้องระดับสมัครเล่น ขยับให้ใหญ่ขึ้นมาเป็นแบบถ่ายกันเป็นจริงเป็นจัง จนกระทั่งใหญ่โตและราคาแพงระยับระดับมืออาชีพ วิธีการก็แสนง่าย ยกขึ้นมาเล็งแล้วก็กด จากนั้นก็ปล่อยให้ระบบอิเล็กทรอนิคส์ประมวลผลออกมาเป็นภาพ และบันทึกไว้ในรูปแบบดิจิทัลศูนย์กับหนึ่ง เอากลับมาดูหน้าจอ ส่งต่อให้ดูกัน เพลิดเพลินดี แต่คงมีไม่มากคนนักที่จะเข้าใจเรื่องระบบการทำงานของกล้องถ่ายภาพ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ยากเลย วิธีการคร่าวๆเป็นแบบนี้ครับ…

เปิดก็อกน้ำเติมน้ำใส่แก้ว เปิดก็อกแสงเติมแสงใส่ภาพ

กล้องถ่ายภาพเป็นเหมือนก็อกกำหนดปริมาณแสงที่ไหลเข้าไปใน ภาพ โดยมีรูรับแสง (aperture – แอ็พเพอเฉอะ) และความเร็วม่าน (shutter speed – ชัตเตอร์สปีด) เป็นตัวควบคุมหลัก ดั่งเปิดก็อกน้ำเติมน้ำใส่แก้ว เช่น ถ้าเปิดก็อกน้ำให้น้ำไหลเอื่อยๆ ก็จะใช้เวลานานเพื่อให้น้ำพอดีแก้ว ใช้เวลาน้อยเกิน น้ำก็พร่องแก้ว นานเกิน น้ำก็ล้นแก้ว …พอเปิดก็อกน้ำให้น้ำไหลแรงขึ้น ก็จะใช้เวลาน้อยลงเพื่อให้น้ำพอดีแก้ว หากใช้เวลาน้อยเกิน น้ำก็พร่องแก้ว นานเกินน้ำก็ล้นแก้ว ไม่พอดี ฉะนั้นขนาดรูก็อกที่ให้น้ำไหลนั้นสัมพันธ์กับเวลาที่ให้ไหล อย่างไรให้พอดิบพอดีกับแก้วที่มีอยู่

ภาพที่เรากำลังจะบันทึกก็ต้องใช้ก็อกแสงเป็นตัวคุมปริมาณแสงที่เข้าไป เปิดรูรับแสงแคบให้แสงเข้าได้ปริมาณน้อย ก็ใช้เวลานานให้แสงเข้าพอดีภาพ ใช้เวลาน้อยเกิน ภาพก็จะดูมืดไป นานเกิน ภาพก็ดูสว่างไป พอเปิดรูรับแสงให้กว้างขึ้น ก็จะใช้เวลาน้อยลงเพื่อให้แสงพอดีภาพ ใช้เวลาน้อยเกิน ภาพก็จะดูมืดไป นานเกิน ภาพก็ดูสว่างไป ไม่พอดี

ก็อกน้ำ – เปิดปริมาณน้ำพอเหมาะ เวลาพอเหมาะ น้ำก็พอดีแก้ว

ก็อกแสง – เปิดรูรับแสงพอเหมาะ เวลาพอเหมาะ แสงก็พอดีกับภาพ

หากเห็นความสัมพันธ์ของรูรับแสงกับความเร็วม่านเบื้องต้นนี้แล้ว เวลาออกไปถ่ายก็ลองปรับตั้งแล้วถ่าย มาเปรียบเทียบดูกับภาพที่ออกมาก็จะเข้าใจได้เร็วขึ้น จะปรับตั้งแก้ไขอะไรก็รวดเร็วขึ้น ได้ภาพที่ออกมาพอดีสวยงามทันเหตุการณ์ สบายใจเฉิบ

…ในกล้องถ่ายภาพมีตัวเลขอยู่สามชุดที่จะต้องจำ แค่สามชุดเท่านั้น ไม่ยากเลย ท่องให้แม่นก็เก็บไว้ใช้ได้ตลอดชีวิต

ค่ารูรับแสง – 1.0 1.4 2.0 2.8 4 5.6 8 11 16 22 32 45 64 ค่ารูรับแสงลำดับตามขนาดรูที่เล็กลง – เลขมากขึ้นรูเล็กลง (เลขมากมืดลง)

ค่าความเร็วม่าน – 8 4 2 1 1/2 1/4 1/8 1/15 1/30 1/60 1/125 1/250 1/500 1/1000 1/2000 1/4000 1/8000 ค่าความเร็วม่านลำดับตามความเร็วที่มากขึ้น ตัวเลขเดี่ยวคือจำนวนวินาที ตัวเลข”หนึ่งส่วน”ต่างๆคือจำนวนหนึ่งส่วนวินาที – เลขมากขึ้นม่านเปิด-ปิดเร็วขึ้น (เลขมากมืดลง)

ค่าความไวแสง – 50 100 200 400 800 1600 3200 ค่าความไวแสงลำดับตามความไวแสงที่เพิ่มขึ้น เลขมากไวแสงสูง (เลขมากสว่างขึ้น)

ขนาดของแก้วแต่ละใบไม่เท่ากัน เปรียบเสมือนค่าความไวแสงที่ต่างกันไป แก้วใบเล็กเหมือนค่าความไวแสงสูง น้ำนิดเดียวก็เต็มพอดีแก้ว แสงน้อยนิดก็เต็มพอดีภาพ แก้วใบใหญ่เหมือนค่าความไวแสงต่ำ น้ำต้องมากเพื่อให้เต็มพอดีแก้ว แสงต้องมากเพื่อให้เต็มพอดีภาพ

รูปทรงของแก้ว เปรียบเสมือนอารมณ์ของภาพต่างๆกัน เสมือนเรื่องราวต่างๆกัน แก้วบางทรง ต้องการปริมาณน้ำไม่มากนักก็กลมกลืนสวยงามแล้ว อารมณ์บางอารมณ์ เรื่องบางเรื่อง ใช้แสงสลัวๆ น้อยๆ ดูมืดๆหน่อยก็เพียงพอแก่การนำเสนอแล้ว เช่น อารมณ์เศร้า เหงา หดหู่ เป็นต้น

ในขณะที่แก้วบางทรง ต้องการปริมาณน้ำมากจนถึงล้นถึงจะดูะสวยงาม อารมณ์บางอารมณ์ เรื่องบางเรื่อง ใช้แสงเจิดจ้า ปริมาณมากมาย ดูสว่างๆก็จะขับให้การนำเสนอมีพลังมากขึ้น เช่น อารมณ์สนุกสนาน ตื่นเต้น ตลกขบขันเป็นต้น

ขั้นต่อไปคือ เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าควรจะเลือกใช้รูรับแสงแคบ กลาง หรือกว้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้เวลาเปิด-ปิดเร็ว กลาง หรือนาน แล้วความไวแสงไหนล่ะ อะไรเป็นหลัก

เดี๋ยวว่ากัน…

ชายกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่ที่ศาลาริมน้ำ มีลมพัดเย็นสบาย เมื่อเหล้าหมดกำลังจะเปิดขวดใหม่ ชายคนหนึ่งในวงหยิบขวดเรดเลเบิลมาตอกก้นและฝาขวดตามธรรมเนียม แต่ดันทำหลุดมือตกน้ำไป ทันใดนั้นท่านเทพารักษ์ก็ปรากฏกาย ในมืออุ้มขวดโกลด์เลเบิ้ลไว้ พร้อมถามว่า “สุราโกลด์เลเบิ้ลขวดนี้เป็นของพวกเจ้าใช่หรือไม่” พวกขี้เมาพากันตื่นตะลึง ต่างปฏิเสธเป็นพัลวันว่าเป็นแค่กาแดงธรรมดา ท่านเทพารักษ์หายวับไป สักพักก็กลับมาใหม่พร้อมกับขวดแบล็คเลเบิล กับคำถามว่า “สุราแบล็คเลเบิ้ลขวดนี้เป็นของพวกเจ้าใช่หรือไม่” ขี้เมาทั้งวงก็ส่ายหน้าว่าใม่ใช่เป็นแค่เหล้าธรรมดา ท่านเทพารักษ์หายวับไปอีกรอบ สักพักก็ปรากฏตัวใหม่พร้อมกับขวดเรดเลเบิล และถามว่า “สุราเรดเลเบิ้ลขวดนี้เป็นของพวกเจ้าใช่หรือไม่” ทุกคนพยักหน้ากันใหญ่ ไม่คิดว่าจะได้คืน …ท่านเทพารักษ์กล่าวว่า “ในฐานะที่พวกเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ ข้าจะมอบสุราดีทั้งสามขวดให้พวกเจ้าเป็นรางวัล ดื่มกินกัน” พูดจบก็หายตัวไป

ขี้เมาทั้งกลุ่มไม่เคยโกหกใครอีก แถมมานั่งกินดื่มที่ศาลาริมน้ำนี้ทุกวันโดยไม่ต้องซื้อเหล้าอีกต่อไป

คนตัดไม้ทำขวานเหล็กหล่นลงไปในแม่น้ำ

ทันใดนั้นเทพารักษ์ก็ปรากฏตัวพร้อมกับขวานทอง
พร้อมกับถามคนตัดไม้ว่า”นี่เป็นขวานของท่านใช่หรือไม่”
คนตัดไม้บอกว่า “ไม่ใช่..ขวานของข้าเป็นเพียงขวานเหล็กธรรมดา”
เทพารักษ์จึงโยนขวานทิ้งลงแม่น้ำไป…

ทันใดนั้นเทพารักษ์อีกองค์ก็ปรากฏตัวพร้อมกับขวานทองคำขาว
พร้อมกับถามเทพารักษ์ว่า “นี่เป็นขวานของท่านใช่หรือไม่”
เทพารักษ์องค์ก่อนบอกว่า “ไม่ใช่..ขวานของข้าเป็นเพียงขวานทอง”
เทพารักษ์จึงโยนขวานทิ้งลงแม่น้ำไป…

ทันใดนั้นเทพารักษ์อีกองค์ก็ปรากฏตัวพร้อมกับเลื่อยไฟฟ้า
พร้อมกับถามเทพารักษ์ว่า “นี่เป็นเลื่อยไฟฟ้าของท่านใช่หรือไม่”
เทพารักษ์องค์ก่อนบอกว่า “ไม่ใช่..ของข้าเป็นขวานทองคำขาว”
เทพารักษ์จึงโยนเลื่อยไฟฟ้าทิ้งลงแม่น้ำไป…

ทันใดนั้นเทพารักษ์อีกองค์ก็ปรากฏตัวพร้อมกับเลื่อยไฟฟ้าทองคำ
พร้อมกับถามเทพารักษ์ว่า “นี่เป็นเลื่อยไฟฟ้าทองคำของท่านใช่หรือไม่”
เทพารักษ์องค์ก่อนบอกว่า “ไม่ใช่..ของข้าเป็นเลื่อยไฟฟ้าธรรมดา”
เทพารักษ์จึงโยนเลื่อยไฟฟ้าทองคำทิ้งลงแม่น้ำไป…

ทันใดนั้นเทพารักษ์อีกองค์ก็ปรากฏตัว…

ไม่โลภ

กรกฎาคม 8, 2010

น้อยที่สุดเท่าที่จะมากพอ

ต้นมิตรภาพ

กรกฎาคม 8, 2010

แปลกดีนะที่ต้นมิตรภาพมันแทงหน่อออกมาแล้ว มันไม่ตายง่ายๆ ไม่ต้องรดน้ำพรวนดิน ไม่ต้องดูแลทะนุถนอม มันงอกเงยได้เองตามวันวาร คอยแต่จะแผ่กิ่งสยายใบแจกจ่ายไปในอากาศ เติบโตสูงใหญ่ ผลิดอกออกผลหล่อเลี้ยงชีวิตเจ้าของทั้งสองให้ชื่นชีวา เสริมกำลังใจให้กันและกัน …เป็นต้นไม้ที่เรียกได้ว่าอยู่ทนและแพร่พันธ์เร็วรี่ที่สุดในโลก

ดูสิ…เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานแสนนาน แค่ได้เห็นชื่อมัน ได้ยินข่าวมัน แค่สัมผัสสำเนียงมันแว่วๆ ยังหลงเพลินไปกับวันที่เราลงมือปลูกด้วยกันได้เลย ต้องไปสืบเสาะดูรายละเอียดว่ามันสุขมันทุกข์เพียงใด พร้อมยินดีจะแบ่งปัน หรือคอยติดตามห่างๆให้ได้คลายกังวลไป เวลาใครพูดถึงเพื่อนแบบเสียๆหายๆไม่ได้นะ เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาทันใด ต้องคอยแก้ต่างนู่นนี่ให้ ป้องกันไว้ไม่ให้เสื่อมสามัคคี แต่พอเราพูดถึงมัน…ไม่มีชิ้นดีสักนิดเดียว ยิ่งนึกถึงมากเท่าไหร่ ดอกมิตรภาพก็เบ่งบานเต็มหัวใจมากตามทันที บรรยากาศอันสดใสเข้ามาแทนที่ พร้อมจะปลูกต้นไม้นี้ต่อๆไปอีกหลายๆต้น

อยากจะให้ต้นมิตรภาพมันเหี่ยวเฉาก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องส่งปิศาจร้ายไปทำลายแบบเฉียบพลัน ทำร้ายภายในจิตใจเราเอง อย่าให้ตั้งสติได้ ยังไม่พอต้องส่งไปไกลแสนไกลให้ถึงมัน มุ่งทำร้ายจิตใจมันด้วย แต่ก็ไม่ง่ายนักหรอก ลำต้นมันแข็งแกร่งนัก จะให้ต้นมิตรภาพตายมีแค่วิธีเดียวคือ เจ้าของต้นทั้งสองคนจะต้องช่วยกันฟันด้วยอำนาจเงินตรา อคติและโมหะจริตจำแลงเป็นพลังแห่งความลวง ความจอมปลอม หมายทำลายมันให้แหลกสะบั้นคามือ ไม่เหลือเยื่อทิ้งใยไว้ แล้วหันหลังวิ่งผละออกไป ก่อทิ้งไว้แต่กำแพงแน่นหนาและสูงใหญ่ ที่ยืดยาวออกไปไม่มีวันสิ้นสุด ให้ตระหง่านคั่นกึ่งกลาง แถมยังจะเบียดทั้งคู่ให้ต้องวิ่งหนีตลอดเวลา …หากร่วมมือกันดีเพียงนั้น คงถึงคราวเศร้ากันจริงจังเสียที

ได้แต่หวังว่าคงมีสักครั้งที่กิ่งก้านของต้นมิตรภาพใหม่ๆที่ปลูกไว้ จะขยายสาขาจนใบข้ามปราการมหึมามาแตะกันได้อีกครั้งหนึ่ง ได้เกี่ยวกระหวัด รัดร้อยกัน ทะลายกำแพงให้ย่อยยับไป สางพื้นที่โล่งๆในหัวใจเตรียมไว้ให้เริ่มปลูกไม้สวยงามนี้อีกสักครา

*ขยายความต่อมาจาก comment ใน note ของ น.บ. เรื่องต้นมิตรภาพ
ขอใช้ชื่อเดีวกันนะ น.บ.นะ

ขโมยขึ้นบ้าน

กรกฎาคม 8, 2010

๑.

เมื่อวันพุธวันหยุดที่ผ่านมาออกไปปั่นจักรยานดูไฟประดับประดาแถบราชดำเนิน เริ่มค่ำหน่อยก็หาน้ำสีอัมพันรดคอคนละแก้วสองแก้วพอให้ชื่นใจคลายร้อน นั่งคุยผึ่งลมริมเจ้าพระยาอยู่จนร้านปิด ขี่วนกลับมาหน้าบ้านอ.ต๋องแถวภูเขาทอง นั่งคุยสัพเพเหระต่อ และประเมิณสถานการณ์การเมืองพอหอมปากหอมคอ ค่อยแยกย้ายกันกลับบ้าน

…หลังจากลงที่บ้านจอยตอนตีสามเศษๆก็ขี่จักรยานแบบแผ่วๆ มุ่งกลับบ้านใช้เวลาไม่นานนัก ดูเวลาเห็นประมาณตีสามสี่สิบได้ เปิดประตู พับจักรยานลากเข้ามาเก็บในบ้าน พลันเห็นกระเป๋ากล้อง กับกระเป๋าสะพายอีกสองใบวางอยู่บนพื้นกลางบ้าน มีกล้อง มีเลนส์ เอกสารนั่นนี่ กับของจุกจิกกองเกลื่อนอยู่ข้างกระเป๋า ยืนมองดูแล้วสงสัยว่าใครจะกล้าทำอย่างนี้กับของเรา ไม่น่าจะใช่คนในบ้านแน่ๆ แต่จะทำยังไงยังไม่รู้ ได้แต่ก้มหน้าเก็บของเข้ากระเป๋า เอากลับขึ้นไปวางที่ที่ห้องทำงาน

ระหว่างเดินขึ้นบันไดก็นึกทบทวนว่าก่อนออกจากบ้านไปก็วางอยู่ข้างบนนี่หว่า อาการ ครึ้มสนุกสนานอัตรธานหายไปหมดสิ้น รีบก้าวยาวๆเดินขึ้นไปดูที่ห้องนอน ว่ามีอะไรถูกรื้อค้นอีกบ้าง ไม่มีอะไรผิดสังเกตุยกเว้นกระเป๋าเดินทางใบนุ่มๆสำหรับสองคืนที่วางประดับห้องไว้ไม่อยู่ในที่ เริ่มมั่นใจว่าน่าจะมีคนแปลกปลอมเข้ามาในบ้าน ไม่ได้การ…ต้องลองลงไปดูให้แน่ใจให้ทั่วบ้าน อย่างน้อยก็ต้องมั่นใจว่ามันออกไปแล้ว

เดินลงบันไดก็คอยเปิดไฟไปทุกๆที่ จนถึงห้องเก็บของคว้าไม้สควอชให้จับกระชับมือ จะได้ไว้ใช้ป้องกันตัว ไปเคาะประตูห้องแม่บ้าน เล่าเหตุการณ์พร้อมสอบถามนั่นนี่ เป็นอันชัดเจนว่าคนที่เข้ามาคือขโมยแน่ๆ …เดินเปิดไฟตรวจตราภายในบ้านทุกซอกมุม เห็นกระเป๋าเดินทางที่ว่าวางอยู่ที่โต๊ะหลังบ้าน โดยของข้างในเป็นผ้าปูที่นอนที่ไม่ใช้แล้วยัดใว้ไม่ให้เสียทรง กองขยุกอยู่ข้างๆ สำรวจดูประตู หน้าต่างเห็นว่า หน้าต่างบานในสุดที่ไม่เคยลั่นดาลเลยถูกปลดอยู่ เดินขึ้นไปเคาะห้องแม่เป็นห้องสุดท้ายเพื่อให้แน่ใจว่า มันไม่ได้อยู่ข้างในแน่ๆ

พอปลุกแม่ขึ้นมาก็เล่าเรื่องให้ฟัง แม่ไม่อุ่นใจขอเดินลงมาดูอีกรอบด้วยตัวเองประกอบคำถามเป็นพัลวัน เดินไปมาไม่นาน…แม่ไปเห็นว่ามังคุดที่เตรียมไว้ถวายพระตอนเช้าโดนมันสอยซะเรียบเลย พร้อมทิ้งเปลือกอยู่บนจานอย่างเรียบร้อย …ขยับออกไปตามยามที่กำลังหลับฝันดีเข้ามาช่วยกันดูอีกรอบในบ้าน ไม่คิดว่าจะช่วยอะไรได้มาก แต่ก็ยังดีกว่าผู้ชายคนเดียวในบ้าน (ทำไมไม่ไปตามตั้งแต่แรกก็ไม่รู้) เดินตรวจตราอีกครั้งทั้งในและนอกบ้านอีกหนึ่งรอบ จึงปล่อยตัวรปภ.กลับไปหลับยามตามหน้าที่ แม่เดินกลับขึ้นห้องไปพักผ่อนต่อหลังจากตัดสินใจกันว่าจะโทรหา191 ปลายสายแจ้งว่าจะส่งเจ้าหน้าที่จากสน.คลองตันมาดูให้

ระหว่างรอก็ขึ้นไปอาบน้ำเสียหน่อย เหงื่อเต็มตัวจากปั่นจักรยานและตื่นเต้นกับสถานการณ์ไม่คาดฝันจะได้ถูกชะออกไปกับแรงฝักบัว …นั่งเช็คเมล์รอไม่กี่อึดใจเจ้าหน้าที่ก็มาถึงจึงพาเดินดู เล่าให้ฟังทุกอย่างตั้งแต่แรก ที่ด.ต. สากล (จำนามสกุลไม่ได้) พบเบาะแสเพิ่มเติมคือ มีเปลือกมังคุดสี่ห้าลูกกองอยู่ตรงพื้นด้านนอก หน้าต่างบานนั้นด้วย ทั้งสองคนช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวจากหลักฐานที่เหลืออยู่ ลองเรียงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนมันออกไป แกบอกให้ไปแจ้งความลงบันทึกไว้ด้วย

…ร่ำลาคุณตำรวจเรียบร้อย แต่ยังไม่คลายความตื่นเต้น เลยมาเขียนแปะไว้ในหน้าFB จั่วหัวไว้ก่อน ใครๆจะได้รู้ว่าเพิ่งเข้านอนตอนตีห้า เพื่อนคนไหนๆอย่าได้โทรมาปลุกกู

๒.

…ตื่นมาอีกครั้งตอนใกล้เที่ยงเดินลงมาหาของกินด้วยอาการโหย กินไปคุยกับแม่บ้านไป ได้ความว่าบ้านข้างๆก็โดนดีเหมือนกัน ได้โทรศัพท์มือถืออายุไม่ครบสัปดาห์ไปหนึ่ง อย่างอื่นยังครบอยู่ ส่วนบ้านเรามีเบาะแสเพิ่มคือ เห็นรอยเท้ารอยนิ้วมือที่ผนังช่องหน้าต่างตรงโถงบันไดขึ้นชั้นสามทั้งข้างในและข้างนอก รวมทั้งบานกระทุ้งที่ปกติแง้มแค่ไม่ถึงครึ่งเพื่อรับลม กลับเปิดอ้าจนสุดเอื้อม เลยทำให้เรื่องที่ยังไขไม่ออกเมื่อคืน กลับมาสมบูรณ์

…พอจัดการโทรศัพท์ตามงาน ทำธุระจุกจิก เรียบร้อย บิดมอเตอร์ไซค์จะไปสน.คลองตันแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน แวะคุยกับรปภ. โรงเรียนบ้านไทยวัฒนาข้างกำแพงอีกฝั่ง ที่สันนิษฐานกันว่าขโมยใช้เป็นช่องทางเข้ามาและหนีไปซ่อนตัว คุยได้ความมาอุดรูเรื่องพอควรแล้ว ออกเดินทางต่อ

ถึงโรงพักสน.คลองตันที่ซอยพัฒนาการ 25 ตอนแรกนายดาบแกจะไม่ลงบันทึกให้เพราะเห็นว่าเงินหายแค่สองร้อย ยังสำทับอีกว่าตอนนี้คดีลักเล็กขโมยน้อยเกลื่อนกลาดเหลือเกิน ในเดือนสองเดือนมานี่เพิ่มขึ้นสักสามเท่าตัวได้ ไม่มีตำรวจไปตรวจตราให้เพราะต้องเทกำลังไปเฝ้าม็อบหมด มีเหลือรอรับแจ้งความจากประชาชนโดยประจำอยู่ที่สถานีอยู่หรอมแหรม ไม่เกินสิบนาย มีเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ไม่รู้จะออกไปยังไงเลยเดี๋ยวไม่มีคนเฝ้า ยังไงๆ… ช่วงนี้ประชาชนก็คงให้ต้องดูแลปกป้องทรัพย์สินด้วยตัวเองไปก่อน (ตำรวจก็ไม่เคยจะปกป้องให้สักครั้งอยู่แล้ว ยังจะมาแก้ตัวอีก เอาแต่ไปตั้งด่านไถเงินตามรายทางอยู่ทุกวัน) แกหันไปมองดูร้อยเวร ร้อยเวรก็โบกๆมือบอก “ป๋าก็ลงๆให้เขาไปหน่อยไป”

นั่งเล่าเรื่องให้ลงบันทึกประจำวันด้วยความละเหี่ยใจสลับกับฟังเรื่องที่แกบ่นพึมพำไปจนจบ ร้อยเวรหนุ่มก็เรียกไปสอบถามอีกครั้ง พอเริ่มต้นเรื่องสักหน่อย ฟังได้ไม่นานก็ผู้หมวดดันไปรับสายมือถือคุยกับกิ๊กจ๋าจ้ะๆอยู่พักใหญ่ พอวางสายไปหันกลับมาบอกเราว่าเรียบร้อยแล้วกลับบ้านได้ อ้าว…ก็เพิ่งเล่ายังไม่ถึงไหนเลย…อะไรวะ ห่าเอ๊ย…ทีมึงคุยโทรศัพท์ตั้งนานกูยังรอได้ ทีเรื่องแจ้งความมึงไม่ฟังสักนิด ให้กูกลับบ้านไป ร.ต.ท. สนุก พัฒนาครับ (อ่านจากป้ายชื่ที่อกเสื้อ) มึงห่วยจริงๆครับไอ้ตำรวยหัวขวด

…ขี่จยย.กลับบ้านอย่างเซ็ง แต่ต้องรีบปรับอารมณ์เพราะมีอย่างอื่นต้องทำอีกเยอะแยะ และไม่อยากจะให้ที่เหลือของวันต้องกร่อยไปด้วย ทำใจลืมๆไปซะ ช่างมันเถอะ…

๓.

…ตื่นมารับวันใหม่พร้อมกับข่าวใหม่ คือบ้านข้างๆนอกจากจะโดนโทรศัพท์มือถือสุดหรูแล้ว ยังเสียกล้องCanon 5D II พร้อมเลนส์ รวมมูลค่าแสนสาม ที่เพิ่งได้มาเดือนกว่าๆไปด้วย ฟังแล้วรู้เลยว่าความรู้สึกเป็นอย่างไร ว่าจะเขียนเล่าเหตุการณ์ของทั้งสองบ้านแล้วพิมพ์แจก ให้ทั่วทั้งหมู่บ้าน จะได้เตือนให้ช่วยกันระวังตัวมากขึ้น แต่ก็มีภาระกิจหลากหลายต้องสะสางให้เสร็จ ยังไม่ได้ว่างเขียนเสียที

…ออกไปตะลอนข้างนอกในวันแดดจัด และรถติด ความร้อนกระหน่ำ ต้องขี่มอเตอร์ไซค์สลาลมด้วยความเร็วพอๆกับเดิน ยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำกว่าปกติ กลับมาบ้านเสื้อเปียกชุ่ม นึกไม่ออกเลยว่าน้องคนรู้จักที่ทักทายกันกันกลางถนน มันต้องขี่จักรยานกลับบ้านจะเสียเหงื่อขนาดไหน

…งานเริ่มคลี่คลายไปบ้างแล้ว นั่งรอคำตอบจากงานที่เบนนี่หอบไปขาย ไม่นานตะวันก็คล้อยต่ำ บ้านข้างๆเชิญไปคุยเพราะอยากฟังเรื่องของเรา แม่เองก็อยากฟังเรื่องของเขา เล่ากันไปมาพักนึงมีโทรศัพท์เข้ามาบอกว่า บ้านอีกหลังถัดไปก็โดนโน๊ตบุ๊คไปทั้งกระเป๋า กับโทรศัพท์อีกหนึ่งเคร่ือง พากันเดินไปคุยต่อที่นั่น ผลัดกันเล่าต่อเรื่องราวอยู่ไม่ยอมจบ (ทิ้งให้เบนนี่กับเพื่อนกลับมาหิ้วท้องรออยู่หน้าบ้านตั้งเป็นชั่วโมง – รู้สึกผิด)

พอสรุปกันว่า น่าจะประชุมหาทางป้องกันและระวังภัยให้หมู่บ้านในเร็ววันนี้ นั่นแหละถึงจะแยกย้ายกันกลับได้

เหนื่อยตาจะปิดอยู่แล้ว เฮ้อ…

๔.

…ตามเบาะแสที่หลงเเหลืออยู่รวมกับคำให้การณ์พอจะเดาๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ประมาณหนึ่งว่า

เวลาประมาณห้าทุ่มต้นๆ บ้านที่อยู่ในสุดมีเสียงสัญญาณกันขโมยดังขึ้น เจ้าของบ้านไม่ได้ออกมาตรวจตราดูรอบๆบ้าน ด้วยยังคิดว่าคงเป็นแมวหรือกระรอกเดินผ่านซึ่งทำให้สัญญานดังอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังปิดประตูหน้าต่างลงกลอนให้แน่นหนาอีกครั้ง และกลับเข้านอนตามปกติ ทำให้หัวขโมยไม่สามารถเข้าไปในบ้านอีกรอบได้ ทว่ามันยังซุ่มรอจังหวะอยู่

…เลยเที่ยงคืนไปไม่นานจึงปฏิบัติการต่อที่บ้านถัดมา ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยไฮเทค ทั้งสัญญาณกันขโมย เซ็นเซอร์ตามประตูหน้าต่าง และเลเซอร์ที่ยิงตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบๆบ้านก็ทยอยเสียกัน ไปๆมาๆก็ร่วมเดือนได้แล้ว ที่ยังไม่ได้ซ่อมเพราะว่าอยู่กันมานานก็ไม่ห็นมีอะไรน่าเป็นห่วง …และแล้วตีนแมวก็ปีนเข้าทางหน้าต่างบานกระทุ้งตรงโถงบันไดขึ้นชั้นสาม -เป็นโครงสร้างเดียวกันทั้งหมู่บ้าน – ย่องเข้าไปขโมยของในห้องโถงชั้นล่าง ที่เจ้าของเพิ่งเสร็จงาน พับโน๊ตบุ๊คเก็บใส่กระเป๋าเตรียมไว้สำหรับไปทำงานวันพรุ่ง โดยมันหิ้วไปทั้งกระเป๋าเลย ได้ไปพร้อมกับอุปกรณ์เสริมจุกจิกทั้งหลายทั้งปวง ออกจากบ้านนี้ไปได้ก็ไปนั่งลุ้นต่อ

…รอให้เจ้าของบ้านที่สาม คือแม่ที่ช่วยลูกสาวกับเพื่อนชายที่กำลังปั่นรายงานให้เสร็จเรียบร้อยเข้านอนเสียก่อน รออยู่จนเกือบตีสอง รายงานเสร็จแล้วก็สบายใจนั่งเล่นนั่งคุยสักพัก เพื่อนชายขอตัวกลับไป ลูกสาวแยกย้ายเข้าห้อง คุณแม่ปิดประตู เปิดสัญญาณกัยขโมยเรียบร้อยก็ขึ้นบ้าน แต่ยังไม่ดับไฟ ตีสองนิดๆมีเสียงสัญญาณดังเกิดขึ้นขณะเริ่มเคลิ้มๆจะหลับ ยังคิดว่าเป็นคุณสามีเดินลงไปหาอะไรกินยามค่ำ แต่มองไปเห็นนอนอยู่ข้างๆ เลยเดินลงมาถึงข้างล่าง เดินไประงับเสียง วนวนดูไม่พบอะไรผิดแปลกก็ดับไฟ แล้วกลับขึ้นไปนอนต่อ ซึ่งคาดว่าเจ้าหัวขโมยคงเปิดประตูบานที่ไม่ได้ล็อคเข้ามาเลยเกิดเสียง มันได้ของไปคงเพราะไฟสว่างเห็นชัดว่าอะไรเป็นอะไร พอเห็นคนลงมายังเย็นใจหลบอยู่ในห้อง home theater ที่มืดสนิท คนกลับขึ้นไป นั่งรอให้เจ้าของบ้านหลับสนิทสักพักก่อน ค่อยหนีออกจากบ้าน ทิ้งรอยนิ้วมือแปลกปลอมไว้ที่บานประตูกระจกทั้งสองฝั่งหน้าห้อง home theater ด้วย – ทั่วไปแล้วไม่มีใครดันประตูนี้ที่กระจก ดันที่มือจับกันทุกคน – …มารู้ตัวตอนเช้าว่าโทรศัพท์หายเพราะจะต้องใช้ และรู้ว่ากล้องหายเนื่องด้วยลูกสาวจะเอากล้องไปถ่ายงานการบ้านในอีกวันถัดมา …คุณสามีเล่าว่าปกติกลับบ้านแล้วจะปิดโทรศัพท์ ถอดสร้อยทองห้อยพระ แหวนและวางกระเป๋าเงินไว้ที่หลังเปียโนนี้เป็นที่ประจำทุกวัน เพียงแต่วันเกิดเหตุวางไว้แค่โทรศัพท์เท่านั้น มันเลยได้ไปไม่ครบ โชคดีไปเปลาะหนึ่ง

…พอออกจากบ้านนี้ไปได้ก็คงเอาของไปรวมไว้ นั่งรอให้หายเหนื่อยก่อน ค่อยลงมือต่อ น่าจะราวก่อนตีสามถึงค่อยปีนเข้ามาที่บ้านเราโดยใช้ช่องทางเดิมคือ ทางหน้าต่างบานกระทุ้งตรงโถงบันไดทางขึ้นชั้นสาม -มีรอยนิ้วมือนิ้วเท้าที่ผนังทั้งด้านนอกและภายในชัดเจน – พอเข้ามาในบ้านได้ มองเข้ามาเห็นประตูห้องนอนที่ชั้นสามไม่ได้ปิดเลยเดินเข้าส่องดู แล้วคว้ากระเป๋าไปหนึ่งใบ ลงบันไดมาที่ชั้นสอง ย่องเข้ามาในห้องทำงานที่มีแสงสลัวๆจากโคมไฟตั้งพื้นอยู่ เกี่ยวกระเป๋าสะพายสองใบ กับกระเป๋ากล้องหนึ่งใบไปเลือกดูของที่ชั้นล่าง คงใจเย็นพอที่จะเดินไปหยิบมังคุดมาบิกินไปเรื่อยๆ และแบ่งบางส่วนไปให้เพื่อนที่รออยู่ข้างนอก – คุณดาบตำรวจบอกว่าแปลกอยู่เรื่องหนึ่งคือมันไม่กินของในตู้เย็น โดยทั่วไปคนร้ายมักจะเปิดตูเย็นเพราะมีไฟส่องให้เห็นอะไรๆได้และหาของกินในตู้เย็น – กินไปหาของไป หมดแล้วก็เอาจานไปวางที่โต๊ะ แล้วมาหาของหาเงินต่อ

…คงเจอในกระเป๋าเล็กๆที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเล่นกีฬาที่วางอยู่ที่เก้าอี้ข้างๆ มีเงินกองกลางของที่เตะบอลอยู่ประมาณ เจ็ดแปดร้อย แถมได้แบ๊งค์ร้อยที่พับเล็กๆเหน็บไว้เป็นเงินสำรองในกระเป๋าสะพายไปอีกสองสามร้อยบาท แต่ยังไม่ทันจะเก็บของเข้ากระเป๋าเพื่อสะพายไป
เราก็กำลังจะเปิดประตูจะเข้าบ้านพอดี ซึ่งพอจะเข้าใจได้ว่าเวลานั้นมันยังอยู่ ทั้งๆที่เปิดประตูแล้วก็ยังไม่ได้เข้าไป หันไปทักเจ้าบุ้งกี๋ก่อน เดินไปลูบหัวสองสามที
เหมือนพอได้ยินเสียงไขกุญแจหัวขโมยก็ผละไปพร้อมกับกระเป๋าอีกใบที่ยังไม่ได้เปิด
ก้าวเข้าบ้าน เอาจักรยานจอด ถึงเห็นภาพของวางเกลื่อนอยู่
มันคงชิ่งไปหลบอยู่หลังบ้าน
เราก็เก็บของในกระเป๋าให้เข้าที่
มันก็พร้อมจะหนี
เราเดินเอาของขึ้นไป สำรวจดูห้องทำงาน ห้องนอน
มันก็เปิดกระเป๋าที่ยังไม่ได้เปิดที่หลังบ้าน เห็นผ้าปูที่นอนใช้การไม่ได้แล้ว เลยกองทิ้งไว้บนโต๊ะทั้งสองอย่าง ก็กระเป๋ามันดูสวยดีแต่มันใช่ยี่ห้อหรูหราซะทีไหนล่ะ
เราไม่แน่ใจกลับลงมาอีกครั้ง เริ่มเปิดไฟ
พวกมันที่กินมังคุดรออยู่ข้างนอก ก็คงรับส่งกันออกไปแล้ว
จนเราเดินรอบๆ กลับมาเดินอีกรอบพร้อมยาม และอีกรอบพร้อมตำรวจ
ก็ไม่รู้หนีหายไปไหนต่อไหน หรืออาจจะยังหลบซุ่มรอให้คลื่นลมสงบก่อนค่อยเคลื่อนตัวก็เป็นได้
ใครจะไปรู้

๕.

ใครจะไปรู้ถ้าเกิดต้องเผชิญ

หน้ากับขโมยจะต้องทำยังไงดี คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเลย มันตัวใหญ่ขนาดไหน มันมีอาวุธหรือเปล่า มันมากันกี่คน เราจะแค่ป้องกันตัวหรือต่อสู้มันด้วยวิธีอะไรดี เรามีสิทธิ์ทำอะไรๆได้มากขนาด ไหน ยิงมันด้วยปืนได้ไหม ยิงที่ไหน ที่ขา ที่ตัว ที่หัว จากด้านหน้าหรือด้านหลัง ข้าวของจะเสียหายขนาดไหน ถ้าเราชนะจะเป็นยังไง เราจะให้การอย่างไร มันจะกลับมาล้างแค้นเราเมื่อไหร่ ถ้าเสมอคงเป็นเรื่องใหญ่คงสู้กันนาน ถ้าเราแพ้จะเป็นยังไง เราควรจะปล่อยมันไปดีกว่าไหม ฯลฯ คำถามมากมายเต็มไปหมดผุดขึ้นมาในหัว เริ่มตั้งแต่เดินเปิดไฟลงบันไดมาแล้ว ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าให้มันออกไปจากบ้านแล้วเถิด จะได้ไม่ต้องพะบู๊กัน เรื่องจะได้จบแค่นี้ ที่เหลือก็ไม่ต้องไปหวังให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ช่วยหรอก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะปล่อยให้หายไปกับสายลมอยู่ดี

ในกรณีที่เกิดขึ้นหมาดๆมานี่ เกือบจะมั่นใจได้ว่ามันมีมากันสองคน คนหนึ่งเป็นหัวหน้า คนหนึ่งเป็นเด็กปั้นตัวเล็กๆคล่องแคล่ว กระโจนแผลวไปทางนั้นทางนี้ได้ สอดตัวผ่านช่องหน้าต่างแคบๆได้ง่าย ตัวเบากว่าคนข้างนอก (เด็กคนงานข้างบ้านยังบอกว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนมีเสียงผู้ชายสองคนซุบซิบกันเบาๆในบริเวณบ้าน ตอนดึกๆสองสามคืนติดกัน แต่ไม่กล้าออกมาดู)

ของที่มันหาคงเป็นของเบา ขายคล่อง ตามยาก ซึ่งในยุคนี้ฮอตฮิตก็เป็นเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ทั้งหลาย ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ฉบับกระเป๋า กล้องดิจิทัล ไอพอด เป็นต้น พวกกระเป๋าแบรนด์เนมนี่ก็ไม่แน่ แต่ก็เอาไปได้ไม่เยอะหรอกซ้อนๆกันไปจะกี่ใบนักเชียว เดี๋ยวนี้ของปลอมเกลื่อนกลาดซะด้วย สะพายเยอะก็เกะกะปีนเข้าออกลำบากเปล่าๆ …สุดคลาสสิคนี่เลยเครื่องประดับ นาฬิกา สร้อย แหวน กำไล ต่างหู ของเล็กน้ำหนักเบาราคาสูง มีมูลค่าของตัวเอง เห็นก็เป็นกวาดเรียบหมด ส่วนเงินสดนี่โดนแหงๆไม่ต้องอ้อมค้อม ยัดเข้ากระเป๋าทันที

…พวกมันคงวางแผนมาก่อน มีลำดับขั้นตอนชัดเจน ดูทางหนีทีไล่เอาไว้ ศึกษากิจวัตรและลักษณะนิสัยคนในบ้านมาเพียงพอ เรียกได้ว่าไม่ใช่โจรกระจอกแน่ๆ แต่คงยังไม่น่าจะแยบยลเหลือเชื่อแบบในหนังหรอก อาศัยความอดทนรอเป็นที่ตั้ง ใจเย็น อาศัยว่าเจ้าของบ้านไม่อยากเผชิญหน้า ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งไม่กล้า (และที่แน่นอนไปกว่านั้นคือมันก็ไม่อยากเจอเราหรอก) เห็นท่าไม่ดีก็เผ่นจากที่แจ้งก่อน หลุบตัวเงียบๆในมุมมืดสักพักเดี๋ยวเขาก็ไปนอนแล้ว …เวลาไม่ใช่ปัญหา จะเร็วจะช้าก็ขอให้รอดออกไปได้เป็นพอ

…จะทำอะไรก็ค่อยๆทำในความมืด ให้เกิดเสียงน้อยที่สุด หากจะดังบ้างก็ถือซะว่าคนหลับในห้องนอนเปิดแอร์เย็นฉ่ำไปแล้ว จะเขย่าให้ตื่นยังยากเลย เวลาสำหรับง่วงอย่างนี้แม้แต่ยามยังหลับอย่างเคร่ครัดเลย ก็ค่อยๆคุ้ยของไป เอาเท่าที่จะขนไหว ยังหนีได้สะดวก เรียบร้อยก็เปิดตูดแน่บไม่มาให้เห็นอีก อย่างนี้จะไปจับมือใครดมได้ล่ะ

พวกมันคิดจะเอาของเราอยู่ทุกวัน คิดแล้วคิดอีก วางแผนแล้ววางแผนอีก ขึ้นบ้านเราก็ไม่ใช่บ้านแรก คงเตรียมการระดับหนึ่ง ไอ้เราดันจะต้องมาเจอมันโดยบังเอิญ ส่วนใหญ่ก็ครั้งแรกในชีวิต มีเวลาเพียงเสี้ยววินาที จะทำอะไรได้ ก็ใช้สัญชาติญาณดิบอย่างเดียวนั่นแหละ ทางที่ดีคงต้องหมั่นตรวจตราดูเสียหน่อยว่า จะป้องกันไม่ให้มันเข้ามาในบ้านได้ยังไง แก้ตั้งแต่ต้นทางซะเลย เฮ้อ…

ทายาท

กรกฎาคม 8, 2010

คนไหนเป็นคนดีมีความสามารถก

็จะได้รับความเชื่อถือให้ดำรงตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ตามความถนัดเฉพาะทาง ประคองสังกัดของตนให้ก้าวไปข้างหน้า ดูแลเพื่อนร่วมทางอย่างไม่บกพร่อง ทั้งยังจะต้องเสียสละความเป็นส่วนตัวไปหลายส่วนเพื่อทุ่มเทให้กับงานนั้นๆ หลายตำแหน่งได้รับผลตอบแทนสูง เป็นเงินบ้าง เป็นเกียรติยศบ้าง เป็นศักดิ์ศรีบ้าง บางครั้งก้าวกระโดดไปถึงศรัทธา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคุณค่าเชิงนามธรรมที่สะสมไว้ ไม่สามารถส่งต่อให้ลูกให้หลานได้ทั้งหมด หากทายาทรุ่นต่อๆมาไม่ได้มีจริยธรรมคู่ควร และยังอีกมากคราที่คุณธรรมทั้งหลายหมดสิ้นไปในชั่วรุ่นเดียว

ไม่ว่าจะลูกเจ้าสัวใหญ่ชื่อดัง ลูกอธิบดีกรมอะไรต่อมิอะไร ลูกเจ้ากระทรวงนั้นนี้ ลูกนายทหารชั้นจอมพล ลูกนักการเมือง หรือแม้กระทั่งลูกข้าราชบริพาร เลยไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นต่างๆที่ไม่อยู่ในจารีตอันดีงาม เราน่าจะมีการพิจารณาความเชื่อถือเป็นคนๆไป ไม่ควรส่งตำแหน่ง หรือพื้นที่ในสังคมกันต่อทางสายเลือดได้ เพราะว่าความดีงามในจิตใจก็ส่งต่อกันทางพันธุกรรมไม่ได้เช่นกัน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.